
ตลาดเครื่องประดับสหรัฐอเมริกาในเดือนพฤษภาคมยังคงแสดงการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าปริมาณการซื้อจะปรับตัวลดลงก็ตาม โดยผู้บริโภคมีแนวโน้มใช้จ่ายต่อรายการสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของพฤติกรรมผู้บริโภค ข้อมูลจาก Tenoris ระบุว่าการเติบโตของตลาดยังคงได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจากการซื้อสินค้ากลุ่มราคาสูง ซึ่งช่วยชดเชยการลดลงของจำนวนชิ้นที่ขายได้

ยอดขายเครื่องประดับในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 1.8% ในเดือนพฤษภาคม ขณะที่ราคาเฉลี่ยต่อการซื้อเพิ่มขึ้นถึง 19.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้รายได้สะสมตั้งแต่ต้นปีของร้านค้าปลีกเครื่องประดับเฉพาะทางเติบโต 7.6% ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขรายได้จะยังอยู่ในทิศทางบวก แต่สัญญาณจากเศรษฐกิจมหภาคเริ่มสะท้อนแรงกดดันต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคบางกลุ่ม
ในเดือนพฤษภาคม เทศกาลวันแม่ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนยอดขาย โดยคิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของรายได้รวมทั้งเดือน ในช่วงสัปดาห์ก่อนวันแม่ ยอดขายเครื่องประดับเพชรเพิ่มขึ้น 1.8% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อชิ้นเพิ่มขึ้นเกือบ 20% แต่ปริมาณการขายกลับลดลงในระดับตัวเลขสองหลัก ส่งผลให้ภาพรวมของตลาดเติบโตจากมูลค่าต่อชิ้นที่สูงขึ้นมากกว่าการขยายตัวของจำนวนธุรกรรม โดยเฉพาะในหมวดสร้อยคอและแหวนแฟชั่นที่ยังคงเป็นสินค้าขายดี
ในเชิงโครงสร้างตลาด แนวโน้มสำคัญยังคงเป็นการเติบโตของรายได้ที่มาจากสินค้าราคาสูง ควบคู่กับการลดลงของปริมาณการขายโดยรวม อีกทั้งการยอมรับเครื่องประดับเพชรสังเคราะห์ (lab-grown diamonds)
ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องก็มีบทบาทสำคัญในการปรับโครงสร้างความต้องการของตลาด ในขณะที่หมวดทองคำยังคงสร้างการเติบโตของรายได้ได้ดีที่สุดที่ 4.7% แม้จะมีการลดลงของจำนวนชิ้นขายก็ตาม อย่างไรก็ดี ยอดขายเครื่องประดับเพชรแท้กลับลดลงในเดือนพฤษภาคม ซึ่งถือเป็นการหยุดชะงักของแนวโน้มการเติบโตที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปี 2024 และยังต้องติดตามต่อไปว่าความเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นเพียงระยะสั้นหรือสะท้อนการเปลี่ยนทิศทางของตลาด
ขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภคยังสะท้อนการแบ่งระดับกำลังซื้ออย่างชัดเจน โดยยอดขายเครื่องประดับราคาตั้งแต่ 2,500 ดอลลาร์ขึ้นไปเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ในขณะที่สินค้าราคาต่ำกว่ากลับลดลงในระดับตัวเลขสองหลัก ส่งผลให้ผู้บริโภคบางส่วนหันไปเลือกสินค้าทางเลือกที่มีราคาย่อมเยากว่า เช่น เครื่องประดับเงินหรือเครื่องประดับที่ใช้เพชรสังเคราะห์ ซึ่งสะท้อนแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เริ่มส่งผลต่อกลุ่มผู้บริโภคระดับกลางและล่าง

ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนแนวโน้มดังกล่าว ได้แก่ การเติบโตของตลาดเพชรสังเคราะห์และระดับราคาทองคำที่ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังคงมีความเปราะบาง โดยข้อมูลจากธนาคารกลางนิวยอร์กชี้ว่าอัตราหนี้บัตรเครดิตที่ค้างชำระเกิน 90 วันปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 13.12% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ ขณะเดียวกันหนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษาและสินเชื่อบ้านที่ค้างชำระก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ปัจจัยเหล่านี้อาจช่วยอธิบายความแตกต่างระหว่างผู้บริโภคที่ยังสามารถใช้จ่ายในสินค้าลักชัวรีได้ต่อเนื่อง กับกลุ่มที่เริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านการเงินอย่างชัดเจน ทำให้ตลาดเครื่องประดับสหรัฐฯ ในปัจจุบันมีลักษณะการเติบโตแบบกระจุกตัวในกลุ่มสินค้าระดับบนมากยิ่งขึ้น

ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการไทย
1. ผู้ส่งออกควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าในกลุ่ม mid to high end และ luxury segment เนื่องจากกำลังซื้อหลักในตลาดสหรัฐฯ ยังอยู่ในกลุ่มผู้บริโภคที่ยอมจ่ายสูงขึ้นต่อชิ้นสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่มีดีไซน์โดดเด่น งานฝีมือคุณภาพสูง และสามารถเล่าเรื่องราวของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความแตกต่างจากสินค้าที่เน้นราคาเป็นหลัก
2. การเติบโตของยอดขายในช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น วันแม่ แสดงให้เห็นว่าอุปสงค์ความต้องการตามฤดูกาลยังคงมีบทบาทสูง ผู้ส่งออกไทยจึงควรวางแผนสินค้าและแคมเปญการตลาดให้สอดคล้องกับช่วงเทศกาลในสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าประเภท สร้อยคอและแหวนแฟชั่น ซึ่งยังเป็นหมวดที่มีอัตราการเติบโตสูง
3. แม้ตลาดกลุ่มราคาสูงจะเติบโต แต่ข้อมูลหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐฯ บ่งชี้ถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจในบางกลุ่มผู้บริโภค ดังนั้นผู้ส่งออกควรแบ่งกลยุทธ์ตลาดให้ชัดเจนระหว่างสินค้าพรีเมียมสำหรับกลุ่มรายได้สูงและสินค้าราคากลางที่เน้นความคุ้มค่า เช่น เครื่องประดับเงินหรือดีไซน์เรียบง่าย เพื่อรองรับความแตกต่างของกำลังซื้อที่กว้างขึ้น
4. ผู้ส่งออกไทยควรให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์และภาพลักษณ์ระดับสากลมากขึ้น เนื่องจากตลาดสหรัฐฯ กำลังให้ความสนใจกับสินค้าที่มีมูลค่าเชิงอารมณ์และคุณภาพมากกว่าปริมาณ การลงทุนด้านแบรนด์
การออกแบบและการสื่อสารเชิงคุณค่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันระยะยาว
***************************************************
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก และ www.tenoris.bi