
ค่าเงินเปโซของฟิลิปปินส์ปรับตัวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐฯ ในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 หลังจากแตะระดับต่ำสุดใหม่ระหว่างวันใกล้ระดับ 62 เปโซต่อเหรียญสหรัฐฯ เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้เพิ่มความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ย
สมาคมธนาคารแห่งฟิลิปปินส์ (Bankers Association of the Philippines: BAP) ระบุว่า ค่าเงินเปโซปรับตัวอ่อนค่าลง 3 เซนตาโว โดยปิดตลาดเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ที่ระดับ 61.815 เปโซต่อเหรียญสหรัฐฯ จากระดับ 61.785 เปโซต่อเหรียญสหรัฐฯ ในวันก่อนหน้า ซึ่งนับเป็นระดับปิดตลาดที่ต่ำที่สุดในรอบกว่า 3 สัปดาห์ หรือนับตั้งแต่เคยทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ไว้ที่ 61.847 เปโซ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมาความผันผวนยังคงเพิ่มสูงขึ้นในการซื้อขายวันที่ 19 สิงหาคม 2569 เมื่อเงินเปโซเปิดตลาดร่วงลงรุนแรงที่ระดับ 61.85 เปโซต่อเหรียญสหรัฐฯ ก่อนดิ่งลงแตะจุดต่ำสุดระหว่างวันที่ 61.995 เปโซ ซึ่งทะลุสถิติต่ำสุดเดิม ที่ระดับ 61.85 เปโซ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ขณะที่ระดับแข็งค่าที่สุดระหว่างวันอยู่ที่ 61.73 เปโซต่อเหรียญสหรัฐฯ ด้านปริมาณการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินเหรียญสหรัฐฯ สูงขึ้นสู่ระดับ 1.888 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จากเดิม 1.336 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ ภาพรวมตั้งแต่ต้นปี 2569 เงินเปโซปรับตัวอ่อนค่าไปแล้วรวม 2.995 เปโซ หรือลดลงร้อยละ 4.85 เมื่อเทียบกับราคาปิด ณ วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 58.79 เปโซต่อเหรียญสหรัฐฯ
นาย Jonathan L. Ravelas ที่ปรึกษาอาวุโสจากบริษัท Reyes Tacandong & Co. ผู้ให้บริการ
ด้านการเงินและบัญชี ระบุว่า เงินเหรียญสหรัฐฯ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเช่นกัน เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 เนื่องจากนักลงทุนปรับสถานะการลงทุนเพื่อรอการเผยแพร่รายงานการประชุมนโยบายการเงินครั้งล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Federal Reserve: Fed) โดยที่ปรึกษาอาวุโสจากบริษัท Reyes Tacandong & Co. เสริมว่า
เงินเหรียญสหรัฐฯ ยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ได้รับความนิยมสูงสุดของโลก พร้อมประเมินว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 ในสัปดาห์หน้าอาจเป็นมาตรการตั้งรับที่เหมาะสมเพื่อช่วยพยุงค่าเงินเปโซเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐฯ
นาย Ruben Carlo O. Asuncion หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากธนาคาร Union Bank of the Philippines, Inc. ระบุว่า การอ่อนค่าของเงินเปโซมีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยภายนอก ทั้งราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง และการแข็งค่าอย่างเห็นได้ชัดของเงินเหรียญสหรัฐฯ เนื่องจากฟิลิปปินส์เป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันและก๊าซสุทธิ โดยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลางสูงถึงร้อยละ 98 ดังนั้น เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น จึงส่งผลให้ความต้องการเงินเหรียญสหรัฐฯ เพื่อใช้ในการนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ ยังเสริมว่า ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (Bangko Sentral ng Pilipinas: BSP) น่าจะเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อลดความผันผวนที่มากเกินไป แม้การอ่อนค่าของเงินเปโซจะเพิ่มแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อผ่านต้นทุนสินค้านำเข้าที่สูงขึ้น แต่ BSP น่าจะยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพด้านเงินเฟ้อและตลาดการเงินเป็นหลัก โดยมุ่งเน้นการลดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน มากกว่าการเข้าพยุงค่าเงินไว้ที่ระดับใดระดับหนึ่ง
นาย Eli M. Remolona, Jr. ผู้ว่าการธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (Bangko Sentral ng Pilipinas: BSP) กล่าวว่า ธนาคารกลางจะเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อป้องกันความผันผวนที่อาจสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ มากกว่าการพยายามรักษาค่าเงินให้อยู่ในระดับใดระดับหนึ่งเป็นการเฉพาะ ด้านนักวิเคราะห์ประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินเปโซอย่างรวดเร็วอาจเพิ่มแรงกดดันให้ BSP พิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งที่ 3 ของปี 2569 แม้ก่อนหน้านี้ ผู้ว่าการ BSP จะเคยส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน หลังเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก็ตาม อย่างไรก็ตาม BSP ยังจำเป็นต้องเห็นสัญญาณที่ชัดเจนและต่อเนื่องว่าอัตราเงินเฟ้อกำลังชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องทั้งนี้ นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (Monetary Board) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 50 จุดพื้นฐาน (bps) ผ่านการปรับขึ้นติดต่อกัน 2 ครั้ง ครั้งละ 25 จุดพื้นฐาน ในเดือนเมษายนและมิถุนายน 2569 ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 4.75 โดยมีกำหนดทบทวนนโยบายการเงินครั้งถัดไปในวันที่ 27 สิงหาคม 2569
ด้านผู้ค้าเงินตราต่างประเทศ (Trader) ให้ความเห็นว่า เงินเปโซอ่อนค่าลงเข้าใกล้ระดับ 62 เปโซต่อเหรียญสหรัฐฯ จากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อลดความเสี่ยงหลังจากบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระยะเวลา 60 วันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านหมดอายุลง ส่งผลให้ตลาดเกิดความกังวลขึ้นอีกครั้ง ขณะเดียวกัน สำนักข่าวReuters รายงานว่า ประธานาธิบดี นาย Donald J. Trump ของสหรัฐฯ ระบุเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ว่าไม่มีการเจรจาเกิดขึ้นกับอิหร่าน และยืนยันว่าช่องแคบฮอร์มุซยังคงเปิดอยู่ ซึ่งขัดแย้งกับคำกล่าวอ้าง
ของอิหร่านว่าช่องแคบยังคงปิดสำหรับการเดินเรือ โดยแนวโน้มการบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้งที่ดำเนินมาเกือบ 6 เดือน ลดน้อยลงส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ขณะที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลง และต้นทุนการกู้ยืมของประเทศเศรษฐกิจสำคัญ รวมถึงสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบในระยะยาวต่ออัตราเงินเฟ้อและฐานะการคลังจากสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมประเมินว่า BSP อาจเข้าแทรกแซงหากค่าเงินดิ่งแตะระดับ 62 เปโซต่อเหรียญสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม การแทรกแซงดังกล่าวยังอาจไม่เกิดขึ้นในทันที เนื่องจากตลาดยังมีความไม่แน่นอนสูงก่อนการประชุมนโยบายการเงินในสัปดาห์หน้า ขณะเดียวกัน ผู้ค้าเงินตราต่างประเทศอีกรายชี้ว่า การอ่อนค่าของเงินเปโซเพิ่มแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้ออย่างชัดเจน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ BSP ต้องนำไปพิจารณาในการประชุมที่จะถึงนี้ โดยมองว่าข้อดีของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 มีน้ำหนักมากกว่าข้อเสียในขณะนี้ และหาก BSP ส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยก็อาจช่วยพยุงค่าเงินเปโซเอาไว้ได้ ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าค่าเงินเปโซจะเคลื่อนไหวในกรอบ 61.65 ถึง 61.90 เปโซต่อเหรียญสหรัฐฯ-ขณะที่ นาย Michael L. Ricafort หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก RCBC คาดว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 61.75 ถึง 61.95 เปโซต่อเหรียญสหรัฐฯ
ที่มา: หนังสือพิมพ์ BusinessWorld
บทวิเคราะห์และข้อคิดเห็น
เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ในช่วงที่ผ่านมาเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวและมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น จากแรงกดดันทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ในด้านปัจจัยภายนอก ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นและผันผวนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทบโดยตรงต่อประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูงกว่าร้อยละ 90 อย่างฟิลิปปินส์ ทำให้ต้นทุนพลังงานภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามราคาตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้ภาระค่าไฟฟ้า ต้นทุนการขนส่ง และต้นทุนการผลิตในหลายภาคส่วนปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับค่าเงินเปโซที่ปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วเข้าใกล้ระดับ 62 เปโซต่อเหรียญสหรัฐฯ ยิ่งกลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้ายิ่งพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ เศรษฐกิจได้รับแรงกดดันจากการชะลอตัวของอุปสงค์ โดยเฉพาะการใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่ขยายตัวในระดับต่ำ สะท้อนถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่เริ่มอ่อนแรงลง สำหรับด้านเสถียรภาพราคา อัตราเงินเฟ้อยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า และยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับแรงดันเพิ่มเติมจากราคาพลังงานและอาหาร ส่งผลให้ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (Bangko Sentral ng Pilipinas: BSP) ต้องดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวังมากขึ้น และอาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมเพื่อดูแลเสถียรภาพค่าเงินและควบคุมเงินเฟ้อ แม้จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ตามนอกจากนี้ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจล่าสุดยังชะลอตัวลง โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ สะท้อนให้เห็นถึงแรงส่งทางเศรษฐกิจที่อ่อนลงในภาพรวม โดยรวมแล้ว เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ยังคงสะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างและความอ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอกในระดับสูง ทำให้แนวโน้มการฟื้นตัวในระยะข้างหน้ายังคงขึ้นอยู่กับเสถียรภาพของราคาพลังงาน ความเชื่อมั่นภายในประเทศ และความสามารถในการฟื้นตัวของอุปสงค์เป็นหลัก ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะแนวโน้มราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และภาวะเงินเฟ้อของฟิลิปปินส์รวมถึงการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและการวางแผนกำหนดราคาสินค้าเพื่อนำไปใช้ประกอบการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง