
นายกรัฐมนตรีอินเดีย นเรนทรา โมดี เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน–อินเดีย (ASEAN–India Summit 2025) แบบออนไลน์จากกรุงนิวเดลี ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศ S. Jaishankar เดินทางเข้าร่วมเวที East Asia Summit ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมีประเด็นหลักคือการทบทวนความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–อินเดีย (AITIGA) และการผลักดันความร่วมมือทางทะเลภายใต้นโยบาย “Act East” ของอินเดีย
มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนปี2025นี้ ได้รับการสนับสนุนจากอินเดียอย่างเป็นทางการ โดยอินเดียเน้นย้ำว่าอาเซียนเป็น“ศูนย์กลาง” ในนโยบาย“Act East”ของอินเดีย อินเดียกับอาเซียนอยู่ระหว่างทบทวนข้อตกลงการค้า เช่น ASEAN‑India Free Trade Agreement เพื่อปรับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้ทันสมัยมากขึ้น โมดีใช้เวที ASEAN-India ย้ำว่าอาเซียนเป็น“เสาหลัก” ของนโยบาย Act East และความเป็นหุ้นส่วนไม่ใช่แค่การค้าแต่รวมถึงมิติทางวัฒนธรรมด้วย นอกจากนี้มีรายงานว่าอินเดียประกาศให้ ปี 2026 เป็นปีแห่งความร่วมมือทางทะเล อาเซียน–อินเดียเพื่อดันความมั่นคงทางทะเล ในด้านของ มติพลังงานภูมิภาค: อาเซียน รับรองแผนเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็นร้อยละ45 สนับสนุนให้ลงทุนพลังงานสะอาด/โครงข่ายไฟฟ้าข้ามพรมแดนช่วง 5 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2030
นโยบายปฏิบัติการตะวันออก Act East Policy เป็นยุทธศาสตร์สำหรับอินเดียในการดำเนิน ความสัมพันธ์กับประเทศในเอเชียตะวันออก ซึ่งการวางให้อาเซียนเป็นศูนย์กลางของนโยบายสะท้อนถึง ความสำคัญของนโยบายในเชิงการเมืองที่กระชับความร่วมมือกับอาเซียนทั้งในด้านเศรษฐกิจ และความมั่นคงในสภาวะที่ภูมิภาคดังกล่าวได้รับความสนใจจากจีนที่แสดงบทบาทเชิงรุกในภูมิภาคนี้มากยิ่งขึ้นเพื่อคานอำนาจกับจีนเพื่อไม่ให้เกิดระบบของขั้วอำนาจเดียวในภูมิภาค ในขณะเดียวกันนโยบายนี้มีความสำคัญต่ออินเดียในฐานะของยุทธศาสตร์เพื่อตอบสนองผลประโยชน์แห่งชาติของอินเดียในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เนื่องจากอินเดียยังคงต้องพึ่งพาเศรษฐกิจจากประเทศในภูมิภาคดังกล่าว และขยายความร่วมมือกับอาเซียนจึงเป็นหนทางที่จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ต่ออินเดียได้เป็นอย่างยิ่ง เป้าหมายของอินเดียคือการเปลี่ยนภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อกับประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ข้อเสนอแนะของ สคต./ข้อมูลเพิ่มเติม
ปัจจุบันอาเซียนนำเข้าจากอินเดียค่อนข้างน้อย โดยอินเดียเป็นแหล่งนำเข้าลำดับที่ 14 ของอาเซียน มีสัดส่วนเพียง 1.9% ของการนำเข้าอาเซียน ทั้งนี้กำแพงภาษี 50% ของสหรัฐฯ ต่ออินเดียสะท้อนการเบี่ยงเบนทางการค้า สินค้าอินเดียที่ไม่สามารถส่งออกไปสหรัฐฯบางส่วนจะระบายเข้าสู่อาเซียน ส่วนใหญ่เป็นคนละประเภทกับสินค้าไทย อีกทั้งอาเซียน-อินเดียมี FTA เปิดตลาดอยู่แล้วทำให้การแข่งขันกับไทยไม่รุนแรง อย่างไรก็ดี อาจจะได้เห็นภาพสินค้าอินเดียเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดในอาเซียนและแข่งกับไทยสูงขึ้น เช่น ยารักษาโรค เพชร เครื่องประดับ สิ่งทอในห้องนอน กุ้งแปรรูป ปลั๊กแปลงไฟ เครื่องประดับเงิน และเคมีภัณฑ์ ทั้งนี้ ในภาพรวมส่งผลบวกต่อการค้าของไทยในการทำตลาดสหรัฐฯ ซึ่งการทำการตลาดเชิงรุกอาจช่วยชิงส่วนแบ่งตลาดแทนสินค้าอินเดีย ขณะเดียวกันไทยก็ต้องเตรียมรับมือกับแรงกดดันจากสินค้าอินเดียอาจหันมาทำตลาดอาเซียนมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการแข่งขันของไทยในตลาดเดียวกัน
สินค้าไทยบางรายการที่ได้เปรียบจากอัตราภาษี 19% เทียบกับอินเดียที่ถูกเก็บ 50% จึงมีโอกาสขยายตลาดของไทยในสหรัฐฯได้ต่อเนื่อง แต่ยังไม่นำไปสู่โอกาสไทยในการแทนที่สินค้าสหรัฐฯที่ชัดเจน เนื่องจากโครงสร้างการส่งออกไทยกับอินเดียไม่ได้ซ้อนทับกันมากเพราะสินค้าที่อินเดียนำเข้าจากสหรัฐฯ คิดเป็น 6.1% ของการนำเข้าทั้งหมด และส่วนใหญ่เป็นพลังงานและสินค้าอุปโภคบริโภคที่แทนที่ได้ยาก โดยไทยมีสัดส่วนเพียง 1.7% ของการนำเข้าอินเดีย ซึ่งมีเพียงสินค้าบางรายการที่มีโอกาสจะเข้าไปทดแทนสหรัฐฯได้ เช่น แพลตตินั่ม เครื่องปรับอากาศ เคมีภัณฑ์ เครื่องประดับ และลวดทองแดง เป็นต้น
แหล่งข้อมูล
1. Reuters (23 ต.ค. 2025): “India PM Modi to attend ASEAN summit virtually, ruling out Trump meeting” https://www.reuters.com/world/asia-pacific/india-pm-modi-attend-asean-summit-virtually-ruling-out
2. The Economic Times (24 ต.ค. 2025): “Modi & Ibrahim focus on ASEAN–India FTA review” https://economictimes.indiatimes.com/news/india/modi-ibrahim-focus-on-asean-india-fta-review
3. India Today (23 ต.ค. 2025): “PM to skip ASEAN summit in Malaysia, Jaishankar may represent India” https://www.indiatoday.in/india/story/pm-to-skip-asean-summit-in-malaysia-jaishankar-may-represent