
จากการรายงานของสำนักข่าว Breaking Defense (https://breakingdefense.com) ของอิสราเอล เปิดเผยรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า (15 มีนาคม 2569) อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของอิสราเอลกำลัง เร่งเพิ่มกำลังการผลิตอาวุธและยุทโธปกรณ์อย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้นในหลายแนวรบที่เกิดขึ้นจากสงครามระหว่าง อิสราเอลกับอิสราเอลและสหรัฐ ที่มีแนวรบพร้อมกันหลายแห่ง (อิหร่าน ฉนวนกาซ่า และกับกลุ่มอิสบอเหลาะส์ในเลบานอน) โดยกล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงกลาโหมอิสราเอล ได้เรียกประชุมบริษัทด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อหารือแนวทางในการเพิ่มอัตราการผลิตอาวุธทั้งเชิงรุกและเชิงรับรองรับการสู้รบ ที่มีแนวโน้มจะขยายไปยังหลายพื้นที่ และวางแผนการเสริมกำลังทั้งระยะสั้นและระยะยาว
จากแนวโน้มที่อิสราเอลอาจต้องทำสงครามยืดเยื้อกับอิหร่าน ทำให้รัฐบาลได้หารือกับบริษัทใตอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อให้ทราบถึงการสนับสนุนของอุตสาหกรรมดังกล่าว ว่าจะเตรียมรับมือและต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนด้านไหนอย่างไรบ้าง ซึ่งจากรายงานข่าวดังกล่าว ได้ข้อสรุปที่สำคัญดังนี้
บริษัทด้านอาวุธของอิสราเอลได้ลงทุนเพิ่มในช่วงหลังสงครามอิหร่านเมื่อปีก่อน ทำให้บริษัทส่วนมากสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ถึง 2–3 เท่ากำลังการผลิตปกติ สิ่งยืนยันนี้ ทำให้รัฐบาลมีความเชื่อมั่นว่า บริษัทจะสามารถส่งมอบอาวุธให้กองทัพอิสราเอลได้ทันและยังสามารถ “รักษาสัญญาส่งออก” ไปต่างประเทศได้พร้อมกันอีกด้วย โดยมีกลุ่มอาวุธที่อิสราเอลเร่งเพิ่มการผลิต ได้แก่ ระบบป้องกันทางอากาศ (air defense)อาวุธนำวิถี (precision weapons) โดรน และระบบต่อต้านโดรน เทคโนโลยีใหม่ ๆ สำหรับสงครามในอนาคต
เพื่อรักษาความได้เปรียบและความชำนาญในด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของอิสราเอลให้มีอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
เพิ่มจำนวนอาวุธสำรอง เพื่อรองรับสงครามที่อาจขยายวงมากกว่าในปัจจุบัน และเพิ่มปริมาณอาวุธสำรองที่จะต้องใช้ให้มีเพียงพอต่อการทำสงครามในระยะยาวหรือยืดเยื้อ
ให้อิสราเอลสามารถพึ่งพาต้นเองได้มากกว่าการต้องนำเข้าอาวุธจากต่างประเทศ ในระยะยาว
เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจและการผลิตของอุตสาหกรรมในประเทศ ยังสามารถพัฒนาและขยายตัวได้มากขึ้น หรือผยุงภาคการผลิตอื่นๆ ในเศรษฐกิจในภาพรวมให้สามารถขยายตัวได้หรือหากชะลอตัวก็ไม่รุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายอาจคาดการณ์
สร้างความแข็งแกร่งและความพร้อมในการรักษาความมั่นคงของอิสราเอลในภูมิภาคตะวันออกกลางในระยะยาว
ปรับแผนงานการจัดชื้ออาวุธจากต่างหน่วยงานต่างทำ เปลี่ยนเป็นตั้งหน่วยงานจัดซื้ออาวุธแบบรวมศูนย์ เพื่อให้มีการจัดชื้อที่รวดเร็วลดขั้นตอน และระยะเวลา ตลอดจนจัดทำสัญญาหรือบริหารงบประมาณได้ล่วงหน้า โดยมุ่งเน้นการทำสัญญาชื้อขายให้กับผู้ผลิตในประเทศก่อน ผู้ผลิตอาวุธจากต่างประเทศ
ผลกระทบและความสำคัญ
จากรายงานข่าวดังกล่าว สะท้อนทิศทางและกลยุทธ์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และมิติในการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านนี้ของอิสราเอลให้เห็นชัดเจนมากขึ้น โดยมีประเด็นสำคัญที่ควรทราบดังนี้
สงครามครั้งนี้ ถือเป็นด่านทดสอบเทคโนโลยีของอิสราเอลว่า มีขีดความสามารถมากน้อยแค่ไหน เพราะทำให้อิสราเอลสามารถทดลองอาวุธหรือเทคโนโลยีใหม่ที่พัฒนาขึ้นในการใช้งานจริงไม่ใช่การจำลองสถานการณ์ เช่น ระบบป้องกัน Iron Beam ที่พัฒนาเลเชอร์ให้ยิงสกัดขีปนาวุธได้แทนการใช้มิสชายส์ หรือเพิ่มระบบป้องกันอีกขึ้น หากระบบ Iron Dome ไม่สามารถสกัดการโจมตีได้
อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ มีส่วนช่วยในการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับอิสราเอลผ่านการใช้งานที่ประสบความสำเร็จในสงคราม ซึ่งจะทำให้มีหลายประเทศที่สนใจใช้เทคโนโลยีใหม่หรืออาวุธใหม่ของอิสราเอลมากขึ้น จะทำให้อุตสาหกรรมดังกล่าว เติบโตโดยมีนัยสำคัญกับเศรษฐกิจของอิสราเอลมากขึ้นตามไปด้วย โดยมีสถานการณ์ที่อ้างอิงจากสงครามครั้งนี้ เช่น หุ้นบริษัทที่ผลิตอาวุธใหญ่ๆ มีมูลค่าสูงขึ้นมาก (Elbit Systems ผู้ผลิตระบบ Iron Dome) หุ้นกลุ่มนี้มีมูลค่าสูงขึ้นมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ในช่วงสงคราม และมีการจ้างงานและลงทุนทำ R&D เพิ่มขึ้น
อิสราเอลกำลังพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตัวเองจาก “ผู้ส่งออกเทคโนโลยี”หรือ export-driven defense tech เป็น “ฐานการผลิตเชิงยุทธศาสตร์เพื่อรองรับสงครามเต็มรูปแบบ” หรือ domestic production + strategic autonomy คือมุ่งเน้นการผลิตและพัฒนาโดยเพิ่งพาตนเองมากกว่า พัฒนาเพื่อทำการส่งออกเหมือนเดิม ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านยูทธศาสตร์ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อาทิ เช่น ลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และยุโรป สามารถให้ประเทศมีความพร้อมในการทำสงครามที่ยืดเยื้อและระยะยาวได้ เป็นต้น และหากสงครามสงบเร็ว จะมีความต้องการจัดชื้อาอาวุธของอิสราเอลมากขึ้น โดยเฉพาะในเอเชียและยุโรป
สงครามที่ยืดเยื้อก่อให้เกิดปัญหาต้นทุนการผลิตสูงขึ้นมาก และกดดันงบประมาณของภาครัฐให้อาจต้องขาดดุลงบประมาณมากขึ้น
เสริมภาพลักษณ์ของอิสราเอลให้มีอำนาจต่อรองกับประเทศมหาอำนาจสูงมากขึ้น เพราะเมื่อมีอาวุธที่ทันสมัย สามารถเกื้อหนุนอำนาจต่อรองในความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้มากขึ้น
ความเห็นของ สคต.
สคต. เห็นว่า ไทยควรใช้โอกาสนี้ ค่อยพัฒนาและสร้างความร่วมมือกับอิสราเอลในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยในหลายมิติ และอุตสาหกรรมที่อาจเป็นโอกาสของไทยทั้งในภาวะสงครามและหลังสงครามสงบ โดยให้พิจารณาค่อยๆ เป็นไปโดยอ้อม ดังนี้
ไทยควรเข้ามาอยู่ใน supply chain ของการผลิตของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของอิสราเอลในสินค้าที่ไทยมีการพัฒนาและส่งออกได้ เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (PCB, sensors, connectors), พลาสติกวิศวกรรม (engineering plastics), ยางอุตสาหกรรม / rubber parts และ เคมีภัณฑ์อุตสาหกรรม (non-sensitive) เป็นต้น
เข้าร่วมเป็นผู้ผลิตอาหารที่มั่นคงให้กับอิสราเอล (Food Security Partner) โดยร่วมการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการเกษตรและเกษตรแปรรูปไทย (Agri-Tech & Food Security) โดยมีสินค้าเป้าหมายคือ ข้าว (premium + bulk), อาหารสำเร็จรูป (ready-to-eat), วัตถุดิบอาหาร (processed food ingredients) และ เทคโนโลยีเกษตร (smart farming / irrigation support)
ความร่วมมือด้านโลจิสติกส์ที่อิสราเอลใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้ามายัง ASEAN ได้ เพราะสงครามทำให้การขนส่งสินค้าของไทยมาตะวันออกกลางประสบปัญหาค่อนข้างมาก ไทยอาจถอดบทเรียน และหาเส้นทางหรือความร่วมมือใหม่กับอิสราเอลเพื่อลดปัญหาดังกล่าวได้ และอาจให้อิสราเอลหันมาตั้งศูนย์กระจายสินค้าในไทยเพื่อขายสินค้าหรือบริการของเขาไปยังอาเซียนได้เช่นเดียวกัน
ไทยควรหาแนวทางในความร่วมมือในอุตสาหกรรมเครื่องมือทางการแพทย์ เนื่องจากอิสราเอลจะมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในระหว่างสงครามและหลังสงครามที่จะมีแนวทางการรักษาที่ทันสมัยและผ่านการใช้งานจริง ให้ไทยสามารถเรียนรู้เทคโนโลยีเหล่านี้ เพื่อนำมาพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าวของไทยได้ โดยอาจมีการส่งเสริมการลงทุนและเชื่อมโยงผู้เชียวชาญให้แลกเปลี่ยนความรู้กัน
เชื่อมโยงอุตสาหกรรมบริการการก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างของไทยกับอิสราเอล โดยเฉพาะ 3 ด้านคือ
เข้ามารับจ้างงาน Outsource ในการบริการก่อสร้าง เช่น การออกแบบสถาปัตย์ การออกแบบตกแต่งภายใน การออกแบบ Landscape เป็นต้น
ส่งเสริมการส่งแรงงานไทยเข้ามาในอิสราเอลผ่านข้อตกลงด้านแรงงานระหว่างกันให้มากขึ้น
การส่งเสริมการส่งออกวัสดุก่อสร้างที่เน้นการประหยัดพลังงาน และ BCG เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยให้มากขึ้น เนื่องจาก จะมีการก่อสร้างที่เน้นการใช้วัสดุสมัยใหม่มากขึ้น และตลาดอิสราเอลเป็นตลาดที่มีกำลังชื้อสูงเน้นคุณภาพมากกว่าราคา
สงครามไม่ใช่สิ่งที่ใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ สคต. มองว่า สงครามจะสร้างความเสียหายมากมายให้กับระบบเศรษฐกิจของไทยและของโลก แต่ในความเสียหายเหล่านี้ ก็มักจะมีโอกาสต่างๆ เกิดขึ้นมากมายเพียงเรามองหาโอกาสเหล่านี้ ได้ทันสถานการณ์มากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง ผู้ที่มองโอกาสได้จะเป็นผู้ชนะได้ สคต. จึงอยากให้ ผู้ประกอบการมีมุมมองที่บวกได้บ้างในสถานการณ์ที่ทุกคนไม่อยากให้มันเกิดขึ้นเช่นสงครามในอิสราเอลและตะวันออกกลางในปัจจุบัน
ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il
ที่มา : สำนักข่าว Breaking Defense (https://breakingdefense.com)