fb
เวียดนามดึงดูดการลงทุน F&B แข่งขันรุนแรงในตลาดกาแฟและเครื่องดื่ม
โดย
Tran
ลงเมื่อ 26 กันยายน 2568 18:14
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))
75

เนื้อข่าว 

หลังจากการควบรวมจังหวัดและเมืองของเวียดนาม ปัจจัยด้านทำเลได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่กำหนดทิศทางการขยายตัวของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) โดยหลายกลุ่มธุรกิจไม่ได้มุ่งเน้นเพียงพื้นที่ใจกลางเมืองเหมือนในอดีต แต่ได้หันไปพัฒนาเมืองบริวาร (satellite cities) และปรับใช้รูปแบบร้านค้าที่หลากหลาย เพื่อเพิ่มความครอบคลุมทางการตลาดและเข้าถึงผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมร้านกาแฟที่ทำเลถือเป็นปัจจัยหลักในการสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน ร้านค้าที่ตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมสะดวก ใกล้ชุมชนและกลุ่มเป้าหมาย ย่อมมีศักยภาพในการดึงดูดลูกค้าและเสริมสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์มากกว่า

image.png

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เจ้าของพื้นที่เชิงพาณิชย์ได้ปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับความต้องการของหลายกลุ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนยกระดับระบบเทคนิค การแบ่งพื้นที่ให้เหมาะสมกับโมเดลธุรกิจที่แตกต่าง รวมถึงความยืดหยุ่นในการทำสัญญาเช่า เช่น การยอมรับสัญญาระยะสั้นไม่เกิน 3 ปี เพื่อเอื้อแก่สตาร์ทอัพและแบรนด์ใหม่ ๆ อีกทั้งยังมีการกำหนดเงื่อนไขค่าเช่าและสิทธิประโยชน์ตามศักยภาพของทำเลและความน่าสนใจของแบรนด์ เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มธุรกิจสามารถเข้าถึงได้ตามกลยุทธ์ของตนเอง

ตลาดค้าปลีกในเขตชานเมืองนครโฮจิมินห์กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วจากการขยายตัวของประชากร ซึ่งไม่เพียงสร้างความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น แต่ยังดึงดูดทั้งแบรนด์ภายในประเทศและต่างประเทศ โดยหลายกลุ่มธุรกิจเลือกลงทุนผ่านศูนย์การค้า ซึ่งยังคงเป็นจุดหมายหลักของผู้ประกอบการ จากการคาดการณ์ของบริษัท Savills ภายในปี 2569 นครโฮจิมินห์จะมีพื้นที่ค้าปลีกใหม่เพิ่มประมาณ 188,000 ตารางเมตร และกรุงฮานอยเกือบ 289,000 ตารางเมตร ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่จากศูนย์การค้าและโครงการเมืองใหม่ จุดแข็งด้านกฎหมาย ระบบสาธารณูปโภคครบวงจร และบทบาทของศูนย์การค้าในฐานะศูนย์กลางการจับจ่ายและความบันเทิง ทำให้หลายเครือข่ายหันมาให้ความสำคัญกับโมเดลนี้มากขึ้น แทนการพึ่งพาอาคารพาณิชย์ซึ่งขาดเสถียรภาพด้านจำนวนลูกค้าและการรักษาเสน่ห์ของแบรนด์

ทั้งนี้ ข้อมูลจากบริษัท Cushman & Wakefield ระบุว่า ความต้องการพื้นที่ค้าปลีกในศูนย์การค้าโฮจิมินห์ยังคงสูง โดยในไตรมาส 2 ปี 2568 อัตราการเช่าอยู่ที่ร้อยละ 93.6 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.16 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้ค่าเช่าเฉลี่ยลดลงเล็กน้อยเหลือ 53.36 เหรียญสหรัฐต่อตารางเมตรต่อเดือน สะท้อนถึงแรงกดดันในพื้นที่ใจกลางเมืองที่คาดว่าจะดำเนินต่อไปจนถึงสิ้นปี 2569 ก่อนจะผ่อนคลายลงจากอุปทานใหม่

ในแง่ของการดำเนินงาน หลายกลุ่มธุรกิจยังคงเร่งขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ภายในสิ้นปี 2567 เวียดนามมีร้านอาหารและเครื่องดื่ม ประมาณ 323,010 แห่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 จากปีก่อนหน้า สร้างรายได้รวมราว 688 ล้านล้านเวียดนามด่ง หรือประมาณ 26,500 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตร้อยละ 16.6 และคาดว่าในปี 2568 จะขยายตัวอีกร้อยละ 9.6 แม้จะต่ำกว่าปีก่อน แต่ยังสะท้อนถึงความต้องการที่แข็งแกร่ง ตัวอย่างเช่น แบรนด์ Highlands มีสาขามากกว่า 900 สาขา แบรนด์ Katinat มีสาขากว่า 100 สาขา และแบรนด์ Phe La มีสาขาเกือบ 50 สาขา โดยหลายแบรนด์ได้ทดลองโมเดลร้านค้าที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นร้านขนาดเล็ก (kiosks) ร้านสาขามาตรฐาน (standard stores) ร้านในศูนย์การค้า ร้านสาขาหลัก (Flagship stores) ไปจนถึงร้านแบบไดรฟ์ทรู (Drive-thru stores) เพื่อกระจายจุดเข้าถึงและสร้างทำเลเชิงสัญลักษณ์

ท่ามกลางค่าเช่าพื้นที่ใจกลางนครโฮจิมินห์ที่สูงถึง 120–150 เหรียญสหรัฐต่อตารางเมตรต่อเดือน หลายธุรกิจเลือกปรับตัวด้วยการเปิดร้านขนาดกะทัดรัด 40–120 ตารางเมตร บนถนนสายหลักใกล้มหาวิทยาลัยและสำนักงาน พร้อมทั้งขยายสู่จุดยุทธศาสตร์ในอีก 3–5 ปีข้างหน้า เช่น ย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ศูนย์การค้า เส้นทางรถไฟฟ้า เมืองใหม่ ประตูเชื่อมจังหวัด และจุด Drive-thru ความต้องการพื้นที่ F&B คาดว่าจะยังคงสูง โดยค่าเช่าพื้นที่ใจกลางเมืองมีแนวโน้มทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ชานเมืองและเมืองบริวารจะโดดเด่นขึ้นจากโครงการศูนย์การค้าใหม่ หลายเครือข่ายจึงเลือกใช้กลยุทธ์ Hub Store เพื่อเป็นทั้งหน้าร้านและศูนย์กลางรองรับคำสั่งซื้อออนไลน์ ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการครอบคลุมตลาด

นอกจากนี้ กระแสธุรกิจแบบหลายช่องทาง (Multi-channel) ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยรายได้จากแอปพลิเคชันส่งอาหารคิดเป็นร้อยละ 20–30 ของรายได้รวมของหลายเครือข่าย ส่งผลให้ต้องปรับการออกแบบร้าน เช่น แยกโซนซื้อกลับบ้านออกจากจุดบริการเดลิเวอรี จัดทางเข้า–ออกสำหรับผู้ขนส่งโดยเฉพาะ และเพิ่มพื้นที่รองรับลูกค้าหลากหลายกลุ่มในร้านขนาด 80–120 ตารางเมตร โมเดล Hybrid ที่ผสานรายได้ออนไลน์ร้อยละ 70 และออฟไลน์ร้อยละ 30 จึงถูกมองว่าเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างความยั่งยืนด้านรายได้

อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของเวียดนาม โดยเฉพาะในกลุ่มร้านกาแฟ ยังคงเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงและได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง บริษัท Coldwell Banker Richard Ellis คาดการณ์ว่าในอนาคตอันใกล้จะมีแบรนด์นานาชาติเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น พร้อมที่จะท้าทายผู้เล่นรายเดิม ขณะเดียวกันยังมีการเกิดขึ้นของโมเดลธุรกิจใหม่จากทั้งสตาร์ทอัพในประเทศและแบรนด์ต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้การแข่งขันเข้มข้นและน่าติดตามยิ่งขึ้น

 (แหล่งที่มา https://thesaigontimes.vn/ ฉบับวันที่ 21 กันยายน 2568)

วิเคราะห์ผลกระทบ

อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ของเวียดนามกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่มีพลวัตและมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมหภาค รายงานตลาดปี 2567 โดย iPOS.vn และ Nestlé Professional ระบุว่า มูลค่าตลาด F&B อยู่ที่ 688 ล้านล้านเวียดนามด่ง (ประมาณ 26,500 ล้านเหรียญสหรัฐ) ขยายตัวร้อยละ 16.6 จากปีก่อนหน้า และมีจำนวนร้านเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 323,000 แห่ง เติบโตร้อยละ 1.8 แสดงถึงอุปสงค์ที่ยังคงแข็งแกร่งและศักยภาพตลาดที่ดึงดูดผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

อย่างไรก็ดี การเติบโตดังกล่าวยังเผชิญกับข้อจำกัดและความท้าทายหลายประการ ค่าเช่าพื้นที่ในย่านใจกลางเมือง เช่น ถนนคนเดินเหงียนเว้ในนครโฮจิมินห์ (Nguyen Hue Walking Street) หรือรอบทะเลสาบฮหว่านเกี๊ยมในกรุงฮานอย (Hoan Kiem Lake) เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 25–30 ในช่วงปี 2566–2567 ขณะที่รายได้เฉลี่ยของผู้ประกอบการเพิ่มเพียงร้อยละ 5–7 ทำให้ทำเลทองที่เคยเป็นหลักประกันความสำเร็จกลับกลายเป็นภาระต้นทุน ขณะเดียวกัน กระแสบริโภคผ่านช่องทางดิจิทัลและพฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์และความสะดวกสบายมากกว่าร้านหรูหรา ยิ่งตอกย้ำว่าความได้เปรียบทางธุรกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับทำเลใจกลางเมืองเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

ท่ามกลางความท้าทายนี้ โมเดลร้านในซอย และทำเลเมืองบริวารได้กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ Vietnam Insider รายงานว่า กว่าร้อยละ 45 ของร้าน F&B ที่เปิดใหม่ในปี 2567 เลือกทำเลซอยย่อย ซึ่งช่วยลดค่าเช่าได้ถึงร้อยละ 50–70 ทำให้สามารถนำทรัพยากรไปลงทุนด้านคุณภาพสินค้าและบริการแทน อีกทั้งยังเป็นช่องทางที่เหมาะกับผู้เล่นรายใหม่ที่ต้องการเข้าสู่ตลาดโดยไม่เผชิญต้นทุนสูงเกินไป ข้อมูลจาก Q&Me ระบุว่า ทำเลที่เหมาะสมควรมีผู้อยู่อาศัย 3,000–5,000 คนในรัศมี 500 เมตร และมีสำนักงานใกล้เคียงอย่างน้อย 2–3 แห่ง ขณะที่รายงาน CBRE Retail 2024 ชี้ว่า ทำเลใกล้มหาวิทยาลัย อยู่ห่างจากใจกลางเมือง 1–3 กิโลเมตร และมีประชากรวัยหนุ่มสาวมากกว่าร้อยละ 60 กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ปัจจัยทางเศรษฐกิจและนโยบายก็มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางตลาดเช่นกัน การขยายตัวของชนชั้นกลาง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเมืองใหม่ และการเปิดเสรีด้านการลงทุน ส่งเสริมให้แบรนด์ทั้งในประเทศและต่างประเทศเร่งขยายสาขาในเขตชานเมืองและเมืองบริวาร ศูนย์การค้าจึงกลายเป็นศูนย์กลางกลยุทธ์ เพราะนอกจากจะตอบโจทย์กฎหมายและระบบสาธารณูปโภคที่ครบวงจรแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งรวมกิจกรรมการค้าและความบันเทิง ขณะที่รัฐบาลเวียดนามเองก็กำลังขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาเมืองอัจฉริยะและระบบขนส่งมวลชน ซึ่งจะยิ่งเอื้อต่อการกระจายตัวของทำเลธุรกิจไปยังพื้นที่รอบนอก

ผลกระทบต่อผู้ประกอบการชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ประกอบการรายใหญ่เริ่มใช้กลยุทธ์ Hub Store ซึ่งทำหน้าที่ทั้งเป็นร้านค้าหน้าร้านและศูนย์กลางรองรับคำสั่งซื้อออนไลน์ เพื่อลดต้นทุนค่าเช่าและเพิ่มประสิทธิภาพการครอบคลุมตลาด ขณะที่ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อยได้อาศัยโมเดลร้านขนาดเล็ก (kiosks) หรือร้านในซอยเพื่อเข้าสู่ตลาดด้วยความยืดหยุ่นมากขึ้น นอกจากนี้ การเติบโตของธุรกิจดิจิทัล เช่น แอปพลิเคชันส่งอาหาร ที่ปัจจุบันสร้างรายได้ร้อยละ 20–30 ของร้านกาแฟหลายแบรนด์ ได้บังคับให้ผู้ประกอบการต้องปรับรูปแบบร้าน เช่น การแยกโซนซื้อกลับบ้านและโซนจัดส่งเดลิเวอรีออกจากพื้นที่นั่งในร้าน เพื่อรองรับลูกค้าหลายกลุ่มได้พร้อมกัน

ในภาพรวมอุตสาหกรรม F&B ของเวียดนามกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับทำเลใจกลางเมือง แต่เป็นผลจากการผสมผสานระหว่างคุณภาพสินค้า การบริการ ประสบการณ์ผู้บริโภค และการเลือกทำเลเชิงกลยุทธ์ที่สมดุลระหว่างต้นทุนและรายได้ การเปลี่ยนผ่านนี้สะท้อนทั้งโอกาสและความท้าทาย หากผู้ประกอบการและนักลงทุนสามารถวางกลยุทธ์สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคและทิศทางนโยบายของเวียดนาม ก็จะสามารถสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและแข่งขันได้ในตลาดที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรง

นำเสนอโอกาส/แนวทาง

ตลาดอาหารและเครื่องดื่มเวียดนามยังคงเป็นตลาดที่มีพลวัตและศักยภาพสูง โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของชนชั้นกลาง กำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น และพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่มุ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพและประสบการณ์มากกว่าทำเลหน้าร้านที่หรูหรา สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้ามาแข่งขันได้ โดยใช้จุดแข็งด้านรสชาติ ความเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทย และการบริการที่มีมาตรฐาน เพื่อสร้างความแตกต่างและตอบโจทย์ผู้บริโภคเวียดนามที่มีความหลากหลายทางรสนิยมและความต้องการ

แนวทางที่ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณา ได้แก่ การเลือกทำเลที่มีต้นทุนเหมาะสม เช่น ย่านชุมชนหรือเมืองบริวาร แทนการลงทุนในทำเลพรีเมียมที่มีค่าเช่าสูงเกินไป การใช้กลยุทธ์ร้านขนาดเล็ก คีออสก์ หรือครัวกลาง เพื่อบริหารต้นทุนและขยายสาขาได้รวดเร็ว รวมทั้งการพัฒนาโมเดล Hybrid ที่ผสานช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ โดยเฉพาะการใช้แพลตฟอร์มเดลิเวอรีและโซเชียลมีเดียเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์และเข้าถึงผู้บริโภควงกว้างมากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการควรจับมือกับพันธมิตรท้องถิ่น ทั้งผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และผู้ให้บริการโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจและลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ

โอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย ได้แก่ การต่อยอดธุรกิจด้วยการส่งออกวัตถุดิบ เครื่องปรุง และสินค้าแปรรูปไปยังเชนร้านอาหารในเวียดนาม การสร้างแบรนด์ที่เน้น Value-for-Money และประสบการณ์การรับประทานอาหารแบบครบวงจร การลงทุนใน Dark Kitchen เพื่อลดภาระค่าเช่าและขยายตลาดเดลิเวอรี ตลอดจนการขยายระบบแฟรนไชส์ที่ปรับให้เข้ากับท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการเติบโตในวงกว้าง หากผู้ประกอบการไทยสามารถบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้กลยุทธ์ทำเลและดิจิทัลอย่างเหมาะสม และสร้างพันธมิตรในพื้นที่ จะสามารถเปลี่ยนศักยภาพของตลาดเวียดนามให้เป็นโอกาสการลงทุนที่ยั่งยืนได้

News 22 - 26 September - VN F_B market-Edit.pdf
Share :
Instagram