
ภาพรวมสถานการณ์โลก
ในเดือนตุลาคม 2568 ภาคอุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลกชะลอตัวต่อเนื่องจากปัจจัยหลัก ได้แก่ ความต้องการสินค้าจากสหรัฐอเมริกาที่อ่อนแรง มาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และความไม่แน่นอนในห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ ส่งผลให้หลายประเทศในยุโรปและเอเชียตะวันออกประสบภาวะชะลอตัว สหรัฐอเมริกาเผชิญกับการหดตัวของภาคการผลิตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 จากผลกระทบของภาษีสินค้านำเข้าและคำสั่งซื้อใหม่ที่ลดลง ส่วนในยุโรป ดัชนี PMI ของยูโรโซนชะลอตัว โดยเยอรมนีและฝรั่งเศสมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ด้านจีนมีรายงานการหดตัวของภาคการผลิตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 จากความอ่อนแอของคำสั่งซื้อส่งออก แม้มีข้อตกลงทางการค้าบางส่วนกับสหรัฐอเมริกาแล้วก็ตาม ขณะที่ตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ภายในประเทศ เช่น อินเดีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีกว่าตลาดที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก
กรณีอินเดีย: ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจและมาตรการตอบโต้ภาษี
อินเดียถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่สามารถรักษาเสถียรภาพของภาคการผลิตท่ามกลางภาวะชะลอตัวของโลกได้ โดยดัชนีการผลิต (Manufacturing PMI) เดือนตุลาคม 2568 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 59.2 จากร้อยละ 57.7 ในเดือนก่อนหน้า สะท้อนถึงการขยายตัวของภาคการผลิตอย่างต่อเนื่อง
แม้อินเดียได้รับผลกระทบทางอ้อมจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะภาษีสินค้าทองแดงและโลหะกึ่งสำเร็จรูป แต่รัฐบาลอินเดียได้แสดงท่าทีเชิงรุกด้วยการยื่นข้อเสนอมาตรการตอบโต้ทางการค้า (Retaliatory Tariffs) มูลค่า 87 ล้านเหรียญสหรัฐ ต่อสหรัฐอเมริกา ต่อองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการภายในประเทศและสร้างสมดุลทางการค้า
โดยผลจากนโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา ส่งผลต่อภาคการผลิตอินเดียในสามประการหลัก ได้แก่
1. ต้นทุนการส่งออกที่เพิ่มขึ้น – ผู้ผลิตอินเดีย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมโลหะและวิศวกรรม ต้องแบกรับภาระภาษีสูงขึ้น
2. การชะลอการลงทุนด้านเครื่องจักร – ภาษีเครื่องมือและอุปกรณ์จากสหรัฐอเมริกา ทำให้โรงงานอินเดียบางส่วนหันไปนำเข้าเครื่องจักรจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้แทน
3. ผลกระทบต่อคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ – ผู้ส่งออกอินเดียในกลุ่มเครื่องจักรกล สิ่งทอ และอุปกรณ์วิศวกรรมได้รับผลกระทบจากคำสั่งซื้อลดลง โดยเฉพาะจากตลาดสหรัฐอเมริกา
อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ภายในประเทศของอินเดียยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในภาคก่อสร้าง ยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งช่วยพยุงการผลิตในภาพรวม ขณะเดียวกันรัฐบาลอินเดียยังคงเดินหน้ามาตรการส่งเสริมการผลิตในประเทศผ่านโครงการ Make in India และ โครงการจูงใจการผลิต (Production-Linked Incentive: PLI Scheme) ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการลงทุนใหม่ในสาขายานยนต์ไฟฟ้า (EV) เคมีภัณฑ์ และยา
ด้านประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และการค้ากับสหรัฐอเมริกา
ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอินเดียและสหรัฐอเมริกา อยู่ในช่วงอ่อนไหว โดยฝ่ายสหรัฐอเมริกา ยังคงแสดงความกังวลต่อการที่อินเดียซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซีย ซึ่งมองว่าเป็นการบั่นทอนมาตรการคว่ำบาตรตะวันตก ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า การลดภาษีต่ออินเดียอาจเป็นไปได้ หากอินเดียลดการพึ่งพาน้ำมันจากรัสเซีย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความคืบหน้าในการเจรจาทางการค้าจะขึ้นอยู่กับปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์มากกว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจโดยตรง
โดยประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรต่อสินค้านำเข้าจากอินเดียจากร้อยละ 25 เป็นร้อยละ 50 ครอบคลุมสินค้าสำคัญ เช่น เครื่องประดับ อัญมณี สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป และเคมีภัณฑ์ ส่งผลให้อุตสาหกรรมเครื่องประดับ สิ่งทอ และเกษตรแปรรูป (เช่น กุ้งแช่แข็ง) ซึ่งพึ่งพาตลาดสหรัฐอเมริกา เป็นหลักได้รับผลกระทบโดยตรง จากฐานข้อมูลขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คาดการณ์ว่า อาจมีแรงงานอินเดียได้รับผลกระทบจากการหดตัวของการส่งออกสูงถึง 8 ล้านคน และเป็นผลให้ประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ อาทิ บังกลาเทศ ศรีลังกา ปากีสถาน และเนปาล ได้รับอานิสงส์ทางการค้าทำให้การส่งออกสินค้าขั้นกลางและสิ่งทอมีมูลค่าเพิ่มขึ้น
ขณะที่กลุ่มบริษัทกลั่นน้ำมันรายใหญ่ของอินเดีย ได้แก่ Reliance Industries, Bharat Petroleum (BPCL), Hindustan Petroleum (HPCL), Mangalore Refinery (MRPL) และ HMEL ยังคงรักษาอัตรากำไรได้จากการนำเข้าน้ำมันรัสเซียในราคาต่ำ ทำให้สามารถรักษาอัตรากำไรในตลาดภายในประเทศได้บางส่วน
อย่างไรก็ดี ภายหลังจากที่สหรัฐอเมริกา ประกาศคว่ำบาตรบริษัทน้ำมัน Rosneft และ Lukoil ของรัสเซีย เมื่อวันที่ 22–23 ตุลาคม 2568 บริษัทกลั่นน้ำมันรายใหญ่ของอินเดียทั้งห้าแห่งได้ประกาศว่าจะปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ และงดการสั่งซื้อน้ำมันรัสเซียสำหรับเดือนธันวาคม 2568 เป็นต้นไป โดยจะเริ่มหันไปนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐอเมริกา ซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อทดแทนการนำเข้าจากรัสเซีย
โดยมีเพียงโรงกลั่นน้ำมันของรัฐ เช่น Indian Oil Corp. (IOC) และ Nayara Energy Ltd. เป็นเพียง 2 รายที่ยังคงซื้อน้ำมันรัสเซีย โดย IOC เลือกซื้อมาจากผู้ขายที่ไม่ถูกคว่ำบาตร ส่วน Nayara (ซึ่ง Rosneft ถือหุ้นบางส่วน) ยังคงพึ่งพาน้ำมันรัสเซียเป็นหลัก
ต่อมาประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่าอินเดียจะยุติการซื้อน้ำมันรัสเซียเกือบทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้ เพื่อเปิดทางสู่ข้อตกลงการค้าใหม่ระหว่างสองประเทศ ขณะที่อินเดียยืนยันว่าพลังงานราคาย่อมเยาเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศ และยังคงเดินหน้ากระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันเพื่อควบคุมต้นทุนในภาคอุตสาหกรรม
ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการไทย
1. ติดตามทิศทางภาษีสหรัฐอเมริกา–อินเดียอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับโลหะ เครื่องจักร และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ซึ่งอาจมีผลต่อห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคเอเชียใต้
2. ใช้โอกาสจากการขยายตัวของตลาดภายในอินเดีย โดยผู้ประกอบการไทยสามารถพิจารณาเจาะตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการบริโภคในประเทศและโครงการ Make in India
3. ปรับกลยุทธ์การลงทุนเป็นแบบ Modular Capacity เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของตลาดโลกและลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของนโยบายภาษีระหว่างประเทศ
4. กระจายห่วงโซ่อุปทานและแหล่งนำเข้าเครื่องจักร หลีกเลี่ยงการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง เช่น เยอรมนีหรือจีน เพื่อลดความเสี่ยงด้านต้นทุนและการขนส่ง
5. ใช้กลยุทธ์การทูตเศรษฐกิจเชิงรุกผ่านความร่วมมือด้านเทคโนโลยี การผลิตสีเขียว และโครงการร่วมลงทุนกับบริษัทอินเดียในสาขาที่รัฐให้การสนับสนุน
6. การปรับโครงสร้างแหล่งนำเข้าน้ำมันของอินเดีย อาจสร้างโอกาสสำหรับบริษัทไทยที่ดำเนินธุรกิจ โลจิสติกส์พลังงาน (energy logistics) หรือ บริการขนส่งทางทะเล (shipping & bunkering) รวมถึงผู้ประกอบการในกลุ่ม ปิโตรเคมี และพลังงานทดแทน (renewable energy) ของไทย สามารถใช้ช่วงเปลี่ยนผ่านนี้เพื่อเจาะตลาดอินเดีย โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีลดต้นทุนการกลั่นและพลังงานสะอาด นอกจากนี้ อินเดียยังมีแนวโน้มเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน เช่น ท่อส่งน้ำมัน ก๊าซ LNG และโรงกลั่นใหม่ ซึ่งเปิดโอกาสสำหรับบริษัทไทยที่มีศักยภาพในด้านวิศวกรรมและการก่อสร้าง
ข้อคิดเห็นเชิงนโยบาย
การปรับโครงสร้างด้านภาษีและพลังงานของอินเดียในช่วงหลังแสดงให้เห็นถึง ความพยายามรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศท่ามกลางแรงกดดันจากภายนอก ไทยสามารถใช้จังหวะนี้ในการขยายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับอินเดีย ทั้งด้านพลังงานสะอาด โลจิสติกส์อุตสาหกรรม และการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง (advanced manufacturing) ภายใต้กรอบความร่วมมือ “Act East” และ “Indo-Pacific Economic Framework (IPEF)” ซึ่งจะช่วยเสริมความมั่นคงทางพลังงานและการค้าระหว่างสองประเทศในระยะยาว
แหล่งอ้างอิง:
1. OECD Trade and Employment Database, October 2025
2. WTO and Government of India Trade Ministry releases, October–November 2025
3. Reuters, India’s Manufacturing PMI rises to 59.2 in October 2025, 3 November 2025
4. ThePrint, The math is clear — buying Russian oil is now a losing deal for India, 13 November 2025
5. Bloomberg, Indian refiners set stage for slump in Russia oil purchases, 11 November 2025