fb
รายงานสถานการณ์อุตสาหกรรมการผลิตของอินเดีย เดือนตุลาคม 2568

รายงานสถานการณ์อุตสาหกรรมการผลิตของอินเดีย เดือนตุลาคม 2568

โดย
Lawrence
ลงเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2568 16:50
สคต. ณ เมืองเจนไน (อินเดีย) (TTC, Chennai (India))
85

ภาพรวมสถานการณ์โลก

ในเดือนตุลาคม 2568 ภาคอุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลกชะลอตัวต่อเนื่องจากปัจจัยหลัก ได้แก่ ความต้องการสินค้าจากสหรัฐอเมริกาที่อ่อนแรง มาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และความไม่แน่นอนในห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ ส่งผลให้หลายประเทศในยุโรปและเอเชียตะวันออกประสบภาวะชะลอตัว สหรัฐอเมริกาเผชิญกับการหดตัวของภาคการผลิตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 จากผลกระทบของภาษีสินค้านำเข้าและคำสั่งซื้อใหม่ที่ลดลง ส่วนในยุโรป ดัชนี PMI ของยูโรโซนชะลอตัว โดยเยอรมนีและฝรั่งเศสมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ด้านจีนมีรายงานการหดตัวของภาคการผลิตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 จากความอ่อนแอของคำสั่งซื้อส่งออก แม้มีข้อตกลงทางการค้าบางส่วนกับสหรัฐอเมริกาแล้วก็ตาม ขณะที่ตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ภายในประเทศ เช่น อินเดีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีกว่าตลาดที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก

กรณีอินเดีย: ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจและมาตรการตอบโต้ภาษี

อินเดียถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่สามารถรักษาเสถียรภาพของภาคการผลิตท่ามกลางภาวะชะลอตัวของโลกได้ โดยดัชนีการผลิต (Manufacturing PMI) เดือนตุลาคม 2568 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 59.2 จากร้อยละ 57.7 ในเดือนก่อนหน้า สะท้อนถึงการขยายตัวของภาคการผลิตอย่างต่อเนื่อง 

แม้อินเดียได้รับผลกระทบทางอ้อมจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะภาษีสินค้าทองแดงและโลหะกึ่งสำเร็จรูป แต่รัฐบาลอินเดียได้แสดงท่าทีเชิงรุกด้วยการยื่นข้อเสนอมาตรการตอบโต้ทางการค้า (Retaliatory Tariffs) มูลค่า 87 ล้านเหรียญสหรัฐ ต่อสหรัฐอเมริกา ต่อองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการภายในประเทศและสร้างสมดุลทางการค้า

โดยผลจากนโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา ส่งผลต่อภาคการผลิตอินเดียในสามประการหลัก ได้แก่

1. ต้นทุนการส่งออกที่เพิ่มขึ้นผู้ผลิตอินเดีย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมโลหะและวิศวกรรม ต้องแบกรับภาระภาษีสูงขึ้น

2. การชะลอการลงทุนด้านเครื่องจักรภาษีเครื่องมือและอุปกรณ์จากสหรัฐอเมริกา ทำให้โรงงานอินเดียบางส่วนหันไปนำเข้าเครื่องจักรจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้แทน

3. ผลกระทบต่อคำสั่งซื้อจากต่างประเทศผู้ส่งออกอินเดียในกลุ่มเครื่องจักรกล สิ่งทอ และอุปกรณ์วิศวกรรมได้รับผลกระทบจากคำสั่งซื้อลดลง โดยเฉพาะจากตลาดสหรัฐอเมริกา

ย่างไรก็ตาม อุปสงค์ภายในประเทศของอินเดียยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในภาคก่อสร้าง ยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งช่วยพยุงการผลิตในภาพรวม ขณะเดียวกันรัฐบาลอินเดียยังคงเดินหน้ามาตรการส่งเสริมการผลิตในประเทศผ่านโครงการ Make in India และ โครงการจูงใจการผลิต (Production-Linked Incentive: PLI Scheme) ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการลงทุนใหม่ในสาขายานยนต์ไฟฟ้า (EV) เคมีภัณฑ์ และยา

ด้านประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และการค้ากับสหรัฐอเมริกา

ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอินเดียและสหรัฐอเมริกา อยู่ในช่วงอ่อนไหว โดยฝ่ายสหรัฐอเมริกา ยังคงแสดงความกังวลต่อการที่อินเดียซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซีย ซึ่งมองว่าเป็นการบั่นทอนมาตรการคว่ำบาตรตะวันตก ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า การลดภาษีต่ออินเดียอาจเป็นไปได้ หากอินเดียลดการพึ่งพาน้ำมันจากรัสเซีย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความคืบหน้าในการเจรจาทางการค้าจะขึ้นอยู่กับปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์มากกว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจโดยตรง

โดยประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรต่อสินค้านำเข้าจากอินเดียจากร้อยละ 25 เป็นร้อยละ 50 ครอบคลุมสินค้าสำคัญ เช่น เครื่องประดับ อัญมณี สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป และเคมีภัณฑ์ ส่งผลให้อุตสาหกรรมเครื่องประดับ สิ่งทอ และเกษตรแปรรูป (เช่น กุ้งแช่แข็ง) ซึ่งพึ่งพาตลาดสหรัฐอเมริกา เป็นหลักได้รับผลกระทบโดยตรง จากฐานข้อมูลขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คาดการณ์ว่า อาจมีแรงงานอินเดียได้รับผลกระทบจากการหดตัวของการส่งออกสูงถึง 8 ล้านคน และเป็นผลให้ประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ อาทิ บังกลาเทศ ศรีลังกา ปากีสถาน และเนปาล ได้รับอานิสงส์ทางการค้าทำให้การส่งออกสินค้าขั้นกลางและสิ่งทอมีมูลค่าเพิ่มขึ้น

ขณะที่กลุ่มบริษัทกลั่นน้ำมันรายใหญ่ของอินเดีย ได้แก่ Reliance Industries, Bharat Petroleum (BPCL), Hindustan Petroleum (HPCL), Mangalore Refinery (MRPL) และ HMEL ยังคงรักษาอัตรากำไรได้จากการนำเข้าน้ำมันรัสเซียในราคาต่ำ ทำให้สามารถรักษาอัตรากำไรในตลาดภายในประเทศได้บางส่วน

อย่างไรก็ดี ภายหลังจากที่สหรัฐอเมริกา ประกาศคว่ำบาตรบริษัทน้ำมัน Rosneft และ Lukoil ของรัสเซีย เมื่อวันที่ 22–23 ตุลาคม 2568 บริษัทกลั่นน้ำมันรายใหญ่ของอินเดียทั้งห้าแห่งได้ประกาศว่าจะปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ และงดการสั่งซื้อน้ำมันรัสเซียสำหรับเดือนธันวาคม 2568 เป็นต้นไป โดยจะเริ่มหันไปนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐอเมริกา ซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อทดแทนการนำเข้าจากรัสเซีย 

โดยมีเพียงโรงกลั่นน้ำมันของรัฐ เช่น Indian Oil Corp. (IOC) และ Nayara Energy Ltd. เป็นเพียง 2 รายที่ยังคงซื้อน้ำมันรัสเซีย โดย IOC เลือกซื้อมาจากผู้ขายที่ไม่ถูกคว่ำบาตร ส่วน Nayara (ซึ่ง Rosneft ถือหุ้นบางส่วน) ยังคงพึ่งพาน้ำมันรัสเซียเป็นหลัก

ต่อมาประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่าอินเดียจะยุติการซื้อน้ำมันรัสเซียเกือบทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้ เพื่อเปิดทางสู่ข้อตกลงการค้าใหม่ระหว่างสองประเทศ ขณะที่อินเดียยืนยันว่าพลังงานราคาย่อมเยาเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศ และยังคงเดินหน้ากระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันเพื่อควบคุมต้นทุนในภาคอุตสาหกรรม

ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการไทย

1. ติดตามทิศทางภาษีสหรัฐอเมริกา–อินเดียอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับโลหะ เครื่องจักร และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ซึ่งอาจมีผลต่อห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคเอเชียใต้

2. ใช้โอกาสจากการขยายตัวของตลาดภายในอินเดีย โดยผู้ประกอบการไทยสามารถพิจารณาเจาะตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการบริโภคในประเทศและโครงการ Make in India

3. ปรับกลยุทธ์การลงทุนเป็นแบบ Modular Capacity เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของตลาดโลกและลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของนโยบายภาษีระหว่างประเทศ

4. กระจายห่วงโซ่อุปทานและแหล่งนำเข้าเครื่องจักร หลีกเลี่ยงการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง เช่น เยอรมนีหรือจีน เพื่อลดความเสี่ยงด้านต้นทุนและการขนส่ง

5. ใช้กลยุทธ์การทูตเศรษฐกิจเชิงรุกผ่านความร่วมมือด้านเทคโนโลยี การผลิตสีเขียว และโครงการร่วมลงทุนกับบริษัทอินเดียในสาขาที่รัฐให้การสนับสนุน

6. การปรับโครงสร้างแหล่งนำเข้าน้ำมันของอินเดีย อาจสร้างโอกาสสำหรับบริษัทไทยที่ดำเนินธุรกิจ โลจิสติกส์พลังงาน (energy logistics) หรือ บริการขนส่งทางทะเล (shipping & bunkering) รวมถึงผู้ประกอบการในกลุ่ม ปิโตรเคมี และพลังงานทดแทน (renewable energy) ของไทย สามารถใช้ช่วงเปลี่ยนผ่านนี้เพื่อเจาะตลาดอินเดีย โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีลดต้นทุนการกลั่นและพลังงานสะอาด นอกจากนี้ อินเดียยังมีแนวโน้มเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน เช่น ท่อส่งน้ำมัน ก๊าซ LNG และโรงกลั่นใหม่ ซึ่งเปิดโอกาสสำหรับบริษัทไทยที่มีศักยภาพในด้านวิศวกรรมและการก่อสร้าง

ข้อคิดเห็นเชิงนโยบาย

การปรับโครงสร้างด้านภาษีและพลังงานของอินเดียในช่วงหลังแสดงให้เห็นถึง ความพยายามรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศท่ามกลางแรงกดดันจากภายนอก ไทยสามารถใช้จังหวะนี้ในการขยายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับอินเดีย ทั้งด้านพลังงานสะอาด โลจิสติกส์อุตสาหกรรม และการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง (advanced manufacturing) ภายใต้กรอบความร่วมมือ “Act East” และ “Indo-Pacific Economic Framework (IPEF)” ซึ่งจะช่วยเสริมความมั่นคงทางพลังงานและการค้าระหว่างสองประเทศในระยะยาว

แหล่งอ้างอิง:

1. OECD Trade and Employment Database, October 2025

2. WTO and Government of India Trade Ministry releases, October–November 2025

3. Reuters, India’s Manufacturing PMI rises to 59.2 in October 20253 November 2025

4. ThePrint, The math is clear — buying Russian oil is now a losing deal for India, 13 November 2025

5. Bloomberg, Indian refiners set stage for slump in Russia oil purchases, 11 November 2025

Weekly News Page 10-14 Nov 2025 _1.pdf
Share :
Instagram