
เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 สื่อท้องถิ่นสเปนรายงานว่า สหภาพยุโรป (EU) เตรียมเปลี่ยนกฎระเบียบครั้งใหญ่ ห้ามใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวสำหรับผักและผลไม้สด รวมถึงสินค้าและบริการในภาคธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารบางประเภทตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2573 เป็นต้นไป
กฎระเบียบใหม่ว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ (PPWR[1]) ของสหภาพยุโรปเป็นการดำเนินยุทธศาสตร์เศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อยุติวัฒนธรรม “ใช้แล้วทิ้ง” กำหนดให้ทุกภาคส่วนตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้นำเข้าภาคธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และซูเปอร์มาร์เก็ต ฯลฯ เปลี่ยนไปใช้บรรจุภัณฑ์รูปแบบใช้ซ้ำได้และส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าแบบขายตามน้ำหนักหรือขายแยกชิ้น ส่งผลโดยตรงให้อุตสาหกรรมด้านอาหารและภาคธุรกิจโรงแรมในยุโรปกำลังเตรียมตัวสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี 2573 เป็นต้นไป
แม้ว่ามาตรการด้านการลดและรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์จะทยอยเริ่มใช้แล้ว แต่ปี 2573 ถือเป็นเส้นตายสำคัญ โดยธุรกิจทุกแห่งจะไม่สามารถดำเนินงานตามปกติได้ หากยังใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวที่ถูกระบุในกฎใหม่
สิ่งที่ผู้บริโภคจะเห็นชัดเจนที่สุด:
ซองซอสแบบใช้ครั้งเดียว เช่น ซอสมะเขือเทศ มายองเนส น้ำมัน และเครื่องปรุงต่าง ๆ ในร้านอาหารจะหายไป
ขวดแชมพูและเจลอาบน้ำขนาดเล็กในโรงแรมจะถูกยกเลิก
ซูเปอร์มาร์เก็ตจะห้ามใช้พลาสติกบรรจุผักและผลไม้สดที่มีน้ำหนักต่ำกว่า 1.5 กิโลกรัม เพื่อส่งเสริมการขายแบบไม่ใช้บรรจุภัณฑ์
ข้อมูลทางการระบุว่าชาวยุโรปสร้างขยะบรรจุภัณฑ์มากกว่า 83 ล้านตันต่อปี ซึ่งสหภาพยุโรปคาดว่าจะลดปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ได้ 5% ภายในปี 2573 และ 15% ภายในปี 2583
การยุติบรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียว
ร้านอาหารและคาเฟ่จะต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบจ่ายแบบรวม เช่น:
ขวดเติมซ้ำ
เครื่องจ่ายซอส
ภาชนะใส่น้ำตาลแบบแก้ว

หากบรรจุภัณฑ์กระดาษหรือกระดาษแข็งมีส่วนผสมโพลิเมอร์เกิน 5% ก็จะยังถือเป็นพลาสติกและถูกห้ามเช่นกันVirginijus Sinkevičius อดีตกรรมาธิการด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรปกล่าวว่า: “ทุกวัน แต่ละคนสร้างขยะจากบรรจุภัณฑ์เฉลี่ยครึ่งกิโลกรัม กฎใหม่เหล่านี้คือก้าวสำคัญในการทำให้บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนกลายเป็นมาตรฐานของยุโรป”
นอกจากนี้ กฎใหม่ยังควบคุมการออกแบบบรรจุภัณฑ์และอีคอมเมิร์ซ โดยกำหนดว่าพื้นที่ว่างในกล่องจัดส่งต้องไม่เกิน 50% เพื่อลดการขนส่งที่ไม่มีประสิทธิภาพ ลดการปล่อยคาร์บอน และลดการขนส่ง “อากาศในกล่อง”
มาตรการเพิ่มเติม
เป้าหมายลดปริมาณบรรจุภัณฑ์: 5% ภายในปี 2573, 10% ภายในปี 2578 และ 15% ภายในปี 2583
ผู้บริโภคสามารถนำภาชนะของตัวเองมาใส่อาหารและเครื่องดื่มได้
ผู้จำหน่ายต้องพยายามทำให้สินค้าอย่างน้อย 10% อยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ซ้ำได้ภายในปี 2573
บรรจุภัณฑ์เกือบทุกประเภทต้องสามารถรีไซเคิลได้
ภายในปี 2572 ต้องแยกเก็บบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มพลาสติกและโลหะใช้ครั้งเดียว 90%
กฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดของเสีย และลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวอย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์ ซึ่งได้เข้าร่วมประชุมหารือภายใต้โครงการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular economy) ไทย – สหภาพยุโรป ประจำปี 2569 จัดโดยสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ระบุว่า ต่อความคืบหน้าการบังคับใช้กฎระเบียบ PPWR นั้น คณะกรรมาธิการยุโรปด้านสิ่งแวดล้อม (DG ENVI) อยู่ระหว่างจัดทําข้อกําหนดด้านส่วนประกอบจากวัสดุรีไซเคิลของบรรจุภัณฑ์ (recycled content) และอยู่ระหว่างจัดทํา template ของเอกสารรับรอง (DoC) ตลอดถึงอยู่ระหว่างจัดทํากฎหมายลําดับรอง (implementing act) ของคําสั่งว่าด้วยพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-Use Plastics Directive : SUPD)[2] ซึ่งกําหนดให้ประเทศ ที่สาม (non-EU) ต้องมีระบบการจัดการขยะขวดน้ำพลาสติกที่ได้มาตรฐานสหภาพยุโรปสําหรับการส่งออก ขวดน้ำที่มีส่วนประกอบของพลาสติกรีไซเคิลมายังสหภาพยุโรป ส่วนผลจากการหารือกับหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องภายใต้โครงการฯ ระหว่างวันที่ 20–23 เมษายน 2569 พบว่าผู้ประกอบการในยุโรปยังมีข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับการบังคับใช้ PPWR เนื่องจากยังขาดความชัดเจนในรายละเอียดเชิงปฏิบัติ กฎหมายลําดับรอง ตลอดจนระยะเวลาเปลี่ยน ผ่านที่เหมาะสม โดยสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์ เห็นว่า “เงื่อนไขที่กําหนดภายใต้ Circular Economy Action Plan โดยเฉพาะกฎระเบียบ PPWR จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในส่วนของบรรจุภัณฑ์สินค้าและบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่งซึ่งจะต้องปฏิบัติตาม PPWR ที่มีข้อกําหนด ห้ามใช้สาร PFAS ในบรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหาร การกําหนดให้ผู้นําเข้าต้องจัดทําเอกสาร Technical Documentation และ Declaration of Conformity (DoC) เพื่อแสดงความสอดคล้องตามข้อกําหนด PPWR ตลอดจนเงื่อนไขเกี่ยวกับ recyclability และ recycled content ที่จะทยอยมีผลบังคับใช้เพิ่มเติมในอนาคต ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรเร่งเตรียมความพร้อมในการปรับปรุงและออกแบบบรรจุภัณฑ์ (re-design packaging) ให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป เพื่อรักษาขีดความสามารถ ในการแข่งขันและการเข้าถึงตลาดยุโรป รวมถึงติดตามพัฒนาการของกฎหมายลําดับรองและแนวปฏิบัติ (implementing/delegated acts) ของสหภาพยุโรป ซึ่งคาดว่าจะทยอยประกาศเพิ่มเติมในช่วงปี 2569–2572 อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ สํานักงานฯ จะติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิดและแจ้งให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องทราบในโอกาสแรกต่อไป นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาประสานผู้นําเข้า/ ผู้ซื้อสินค้า (buyers) ในสหภาพยุโรป เพื่อส่งผ่านข้อมูล/ข้อจํากัดเชิงเทคนิคไปยังคณะกรรมาธิการยุโรปเพื่อประกอบการพิจารณายกร่างกฎหมาย ลําดับรองที่สามารถนําไปปฏิบัติได้จริง”
ที่มา: noticiastrabajo, europarl.europa.eu, สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์
ข้อคิดเห็นของ สคต.
มาตรการใหม่ของสหภาพยุโรปจะส่งผลโดยตรงต่อผู้ส่งออกสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าเกษตรของไทย ตลอดจนผู้ประกอบการบรรจุภัณฑ์ของไทยที่ส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดยุโรป เนื่องจากข้อกำหนดใหม่ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ผลิตในยุโรป แต่ครอบคลุมสินค้านำเข้าด้วย โดยประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมตัว ได้แก่
ปรับรูปแบบบรรจุภัณฑ์จากพลาสติกใช้ครั้งเดียวไปสู่บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ซ้ำ รีไซเคิล หรือย่อยสลายได้
ทบทวนการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้มีขนาดเหมาะสม ลดพื้นที่ว่างในการขนส่ง
ผู้ประกอบการควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิดและเริ่มเตรียมความพร้อมด้านบรรจุภัณฑ์สำหรับอนาคตเพื่อสร้างแต้มต่อในการก้าวข้ามกำแพงที่มิใช่ภาษี ปรับตัวความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว เนื่องจากแนวโน้มการบริโภคและกฎระเบียบด้านความยั่งยืนมิได้เป็นเพียงการเพิ่มมูลค่า หากแต่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาดโลก
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมาดริด
พฤษภาคม 2569
[1] Packaging and Packaging Waste Regulation หรือ PPWR เป็นกฎระเบียบเพื่อยกระดับมาตรฐานด้านความยั่งยืนของบรรจุภัณฑ์ในสหภาพยุโรป โดยกำหนดแนวคิด “design forrecycling” ให้บรรจุภัณฑ์ต้องสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำและรีไซเคิลได้ตลอดวงจรชีวิต ควบคู่กับการลดการใช้บรรจุภัณฑ์
ที่ไม่จำเป็น การกำหนดสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลขั้นต่ำในบรรจุภัณฑ์พลาสติก การจำกัดสารเคมีอันตราย (Substances of Concern: SOC) และการจัดทำฉลากมาตรฐานทั่วสหภาพยุโรป ทั้งนี้ จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป (จากสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์)
[2]SUPD มุ่งลดผลกระทบของขยะพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะขยะทะเล ผ่านการห้ามใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งบางประเภท เช่น ขวดน้ําพลาสติก หลอดพลาสติก ช้อนส้อมพลาสติก และภาชนะโฟม ตลอดจนกําหนดมาตรการด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ การติดฉลาก การเก็บ รวบรวม และหลักความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR)