
การก่อสร้างอาคารสำนักงานสูงแห่งใหม่ในเมืองมาล์โม (Malmö) Fyrtornet ทางตอนใต้ของประเทศสวีเดน มีความโดดเด่นตรงที่เป็นตึกสูงประมาณ 51 เมตร ออกแบบโดยบริษัทสถาปนิกท้องถิ่นในเมืองมาล์โม Wingårdh Architects AB โดยบริษัทฯ เลือกไม่ใช้แกนกลางคอนกรีตเหมือนอาคารสูงทั่วไป แต่กลับใช้ไม้แปรรูปทางวิศวกรรม เช่น glulam beams และ cross-laminated timber (CLT) มาเป็นโครงสร้างหลักและพื้นอาคารแทน ทำให้มีความแข็งแรงเทียบเท่ากับเหล็กและคอนกรีต แต่ปล่อยคาร์บอนในปริมาณที่ต่ำกว่า ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ด้านความยั่งยืนในการก่อสร้าง
นอกจากนี้ ตัวอาคารยังคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ไม้ทาสีแดง แผ่นไม้สน (spruce shingles) และกระจกผสมแผงโซลาร์ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน อีกทั้งกระบวนการก่อสร้างยังใช้ระบบ prefabrication ที่ผลิตชิ้นส่วนจากออสเตรียแล้วขนส่งด้วยรถไฟแทนการใช้รถบรรทุก ซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้กว่า 100 ตัน อีกทั้งยังช่วยลดของเสีย ประหยัดเวลา และควบคุมคุณภาพได้ดีกว่า
อาคารดังกล่าวมี 11 ชั้น พื้นที่ใช้สอยภายในรวม 9,011 ตร.ม. โดยชั้นล่างเป็นร้านกาแฟ และ bistro ส่วนชั้นบนเป็นสำนักงาน ห้องสมุด และสวนบนดาดฟ้า การออกแบบภายในเลือกโชว์พื้นผิวไม้เปลือย เพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่นและสะท้อนความสวยงามของวัสดุหมุนเวียน
อย่างไรก็ดี ประเด็นที่หลายคนกังวลคือเรื่อง ความปลอดภัยจากอัคคีภัย เนื่องจากวัสดุก่อสร้างเป็นไม้ แต่สถาปนิกและวิศวกรได้ออกแบบไม้ glulam และ CLT ให้มีคุณสมบัติในการเผาไหม้แบบช้าๆ (char slowly) ซึ่งสามารถรักษาโครงสร้างแกนกลางได้ใกล้เคียงกับเหล็กเมื่อเจอความร้อนสูง ทำให้มั่นใจได้ว่าตึกไม้สามารถปลอดภัยและแข็งแรงเช่นเดียวกับตึกคอนกรีต
กล่าวโดยสรุป Fyrtornet ไม่ใช่เพียงอาคารสำนักงาน แต่เป็นต้นแบบแห่งอนาคตของการก่อสร้างเมือง ที่ยั่งยืนที่แสดงให้เห็นว่าอาคารสูงสามารถสร้างขึ้นจากวัสดุหมุนเวียน ลดการพึ่งพาคอนกรีตและเหล็กที่ปล่อยคาร์บอนสูง และยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกสู่สถาปัตยกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
ที่มา: Nicholas Vincent, One Green Planet
บทวิเคราะห์ผลกระทบต่อไทย ข้อเสนอแนะ โอกาสและแนวทาง และความคิดเห็นของสคต. โคเปนเฮเกน:
อาคารสูงจากไม้แปรรูป Fyrtornet เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ส่งสัญญาณชัดเจนว่าตลาดสวีเดน และกลุ่มประเทศนอร์ดิกให้ความสำคัญกับวัสดุก่อสร้างที่มีคาร์บอนต่ำ ซึ่งอาจส่งผลต่อโอกาส และรูปแบบการส่งออกของผู้ประกอบการไทย แม้ว่าไม้โครงสร้างอย่าง CLT และ glulam ในยุโรปมักผลิตจากชนิดไม้ท้องถิ่นในภูมิภาค (เช่น จากต้นสน หรือเฟอร์) แต่ความต้องการวัสดุประกอบ ตกแต่งภายนอก–ภายใน (เช่น ไม้บุผนัง ไม้ฝ้า แผ่นเคลือบ หรือตกแต่งไม้สีพิเศษ) รวมถึงระบบประกอบสำเร็จ (prefab modules) และอุปกรณ์การผลิต (เช่น เครื่องจักรเลื่อย เครื่องอบไม้ เครื่องกาวและสายการผลิต glulam/CLT ขนาดเล็ก) ยังเปิดช่องให้ผู้ผลิตไทยสามารถเข้าไปแข่งขันได้ หากได้มาตรฐานยุโรปและมีการรับรองที่เหมาะสม
โอกาสของไทยในอุตสาหกรรมนี้ เช่น 1) การพัฒนาไม้แปรรูปเชิงมูลค่าสูง (value-added) เพื่อเป็นวัสดุตกแต่งหรือชิ้นส่วนสำเร็จที่ไม่ต้องพึ่งไม้ท้องถิ่นของสแกนดิเนเวียโดยตรง 2) การส่งออกเครื่องจักร และเทคโนโลยีการแปรรูปไม้ที่เกี่ยวข้อง 3) การให้บริการผลิตชิ้นส่วน prefabricated ที่ผ่านการรับรองนำเข้าไปประกอบในโครงการ (โดยร่วมทุน หรือเป็นซัพพลายเออร์ให้บริษัทออกแบบ/ก่อสร้างกลุ่มประเทศนอร์ดิก) และ 4) กลุ่มสินค้านวัตกรรมวัสดุทดแทน เช่น บริการเคลือบกันไฟ กาวชีวภาพ หรือนวัตกรรมไม้เบา-คอมโพสิต ที่ตอบโจทย์มาตรฐานความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมของยุโรป
การเร่งรับรองมาตรฐานสากล (เช่น CE, FSC/PEFC, Euroclasses ด้านไฟและควัน) การร่วมทุนกับผู้เชี่ยวชาญยุโรปเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต CLT/glulam ให้ได้มาตรฐาน การนำเสนอจุดแข็งด้านต้นทุน และความยืดหยุ่นในการผลิตชิ้นส่วนตกแต่ง รวมทั้งการทำการตลาดที่เน้นการลดคาร์บอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน (carbon footprint & sustainable logistics) อาจช่วยให้สินค้าไทยมีข้อได้เปรียบ
แนวโน้มอาคารไม้สูงในสวีเดน และกลุ่มประเทศนอร์ดิกเป็นทั้งความท้าทาย และโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย หากไทยสามารถยกระดับการแปรรูปไม้ไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง รับรองตามมาตรฐานยุโรป และผสานการส่งออกเครื่องจักร รวมถึงพันธมิตรในตลาดสวีเดน/กลุ่มประเทศนอร์ดิกได้ดี อาจสามารถเพิ่มส่วนแบ่งในห่วงโซ่คุณค่าใหม่ของการก่อสร้างสีเขียวได้อย่างมีนัยสำคัญ