
ฟิลิปปินส์เดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนอีก 20 กิกะวัตต์ เพื่อบรรลุเป้าหมายให้พลังงานสะอาดมีสัดส่วนครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ โดยคาดว่ากำลังการผลิตส่วนเพิ่มดังกล่าวจะมาจากการประมูลพลังงานสีเขียว (Green Energy Auction: GEA) ที่จะทยอยดำเนินการในระยะต่อไป
นาง Sharon S. Garin รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของฟิลิปปินส์ (The Department of Energy: DOE) เผยว่า ฟิลิปปินส์จำเป็นต้องเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอีกประมาณ 20 กิกะวัตต์ เพื่อผลักดันให้สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนแตะระดับร้อยละ 50 ภายในปี 2583 ปัจจุบัน ฟิลิปปินส์พึ่งพาถ่านหินเป็นหลักในการผลิตไฟฟ้า โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็นร้อยละ 35 ภายในปี 2573 และเป็นร้อยละ 50 ภายในปี 2583 และเพื่อเดินหน้าไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ภาครัฐจำเป็นต้องจัดการประมูลพลังงานสีเขียว (Green Energy Auction: GEA) หลายครั้ง ซึ่งเป็นกลไกที่เปิดให้ผู้พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนแข่งขันเสนอราคาในระดับที่ต่ำที่สุด โดยนับตั้งแต่เริ่มการประมูล GEA ครั้งแรกในปี 2565 กระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์ได้จัดการประมูลแล้วรวม 4 ครั้ง ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าได้มากกว่า 20 กิกะวัตต์ภายในปี 2578 โดยการประมูลที่ผ่านมา ครอบคลุมพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมบนบก (Onshore wind) พลังงานชีวมวล พลังงานความร้อนใต้พิภพ พลังน้ำ และระบบกักเก็บพลังงาน นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังมีแผนจัดการประมูลโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่ง (Offshore wind) เป็นครั้งแรกภายในปี 2569 และคาดว่าจะต้องเดินหน้าจัดการประมูลเพิ่มเติมอีกประมาณ 20 กิกะวัตต์ในระยะต่อไป นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานได้เปิดเผยแผนการดำเนินการประมูลพลังงานหมุนเวียนระยะเวลา 10 ปี ซึ่งจะเสนอเพิ่มกำลังการผลิตอย่างน้อย 25 กิกะวัตต์ โดยคาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 25 ล้านล้านเปโซ ซึ่งการประมูลในระยะต่อไปจะครอบคลุมเทคโนโลยีหลากหลายมากขึ้น ได้แก่ พลังงานจากขยะ พลังงานลมบนบก (Onshore wind) โซลาร์เซลล์ลอยน้ำ โซลาร์เซลล์บนหลังคา และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ โดยโครงการจะเริ่มทยอยส่งมอบตั้งแต่ปี 2570 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2578 ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานระบุเพิ่มเติมว่า การจัดทำแผนการประมูลที่มีความชัดเจนจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้พัฒนาโครงการและสถาบันการเงินในการวางแผน ระดมทุน รวมถึงการดำเนินโครงการได้ตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด
นาย Jose M. Layug กรรมการบริหารของสถาบันวิจัยและนโยบายพลังงานฟิลิปปินส์ (Philippine Energy Research & Policy Institute) กล่าวว่า ฟิลิปปินส์มีแนวโน้มที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวผ่านการประมูล GEA หากภาครัฐยังคงมีบทบาทในการสนับสนุนการพัฒนาโครงการและลดขั้นตอนด้านเอกสารอนุญาตต่างๆ เนื่องจากความล่าช้าในกระบวนการขออนุญาตจากหน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่ง อาจเป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการดำเนินโครงการ ทั้งนี้ กรรมการบริหารของสถาบันวิจัยและนโยบายพลังงานฟิลิปปินส์ เสริมว่า ฟิลิปปินส์ควรใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศให้มากขึ้นเพื่อรองรับความต้องการพลังงานและลดความเสี่ยงจากวิกฤตในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกและตอกย้ำความเปราะบางของประเทศในการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิง ซึ่งความเสี่ยงด้านอุปทานและความผันผวนของราคาพลังงานของฟิลิปปินส์ที่ยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้าเป็นหลักและเสริมว่า แม้มีการรับรู้ถึงปัญหาดังกล่าวมาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี แต่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกยังอยู่ในระดับจำกัด
ที่มา: หนังสือพิมพ์ Business World
บทวิเคราะห์และข้อคิดเห็น
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งสำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ได้ตอกย้ำความเปราะบางด้านพลังงานของฟิลิปปินส์ ซึ่งยังคงพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก ขณะเดียวกัน ปัจจัยทางภูมิประเทศแบบหมู่เกาะที่กระจัดกระจายยังเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ทำให้ฟิลิปปินส์เผชิญกับความท้าทายด้านระบบไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการผลิต และการกระจายไฟฟ้าไปยังภูมิภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะพื้นที่เกาะและพื้นที่ห่างไกลที่มีต้นทุนด้านพลังงานสูงและข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ในช่วงปลายปี 2557 อดีตประธานาธิบดีเบนนิโญ อะคีโน เคยเสนอให้รัฐสภาอนุมัติกำลังผลิตไฟฟ้าฉุกเฉินจำนวน 600 เมกะวัตต์ เพื่อป้องกันการเกิดไฟดับในพื้นที่เกาะลูซอน รวมถึงการดำเนินมาตรการลดการใช้ไฟฟ้าในระบบโดยผู้ใช้รายใหญ่ (Interruptible Load Program: ILP) และการกำหนดรูปแบบการปฏิบัติงานสัปดาห์ละ 4 วัน สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดด้านความมั่นคงทางพลังงานของฟิลิปปินส์และความจำเป็นในการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าเพิ่มเติม ทั้งนี้ เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นและแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้เปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้ามาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1990 ภายใต้ระบบผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนอิสระ (Independent Power Producers: IPP) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าและสนับสนุนการพัฒนาโครงการพลังงานของประเทศมาจนถึงปัจจุบัน ล่าสุด ฟิลิปปินส์ได้ตั้งเป้าหมายให้พลังงานสะอาดมีสัดส่วนร้อยละ 50 ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศภายในปี 2583 ผ่านการจัดการประมูลพลังงานสีเขียว (Green Energy Auction: GEA) โดยจำเป็นต้องเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอีกประมาณ 20 กิกะวัตต์ แนวโน้มดังกล่าวอาจเป็นโอกาสในการขยายตลาดสำหรับผู้ประกอบการไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรติดตามมาตรการภาครัฐและทิศทางนโยบายพลังงานของฟิลิปปินส์อย่างต่อเนื่องเพื่อปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจให้สอดคล้องกับความเสี่ยงและโอกาสที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเหมาะสม