
สภาวิจัยการเกษตรแห่งแอฟริกาใต้ (Agricultural Research Council: ARC) และหน่วยงานพันธมิตรอยู่ระหว่างวิจัยและพัฒนา ข้าวไร่ (upland rice) ที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศและพื้นที่เพาะปลูกของแอฟริกาใต้ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่เกษตรกร เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และลดการพึ่งพา
การนำเข้าข้าวในอนาคต โดยสถาบันวิจัยธัญพืชขนาดเล็ก ภายใต้ ARC (ARC-Small Grain Institute ตั้งอยู่ที่จังหวัด Free State) ได้เร่งทดสอบสายพันธุ์ข้าวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เน้นพันธุ์ที่สามารถเพาะปลูกโดยอาศัยน้ำฝนและใช้น้ำน้อยกว่าการทำนาแบบทั่วไป ซึ่งเหมาะกับภาวะขาดแคลนน้ำที่แอฟริกาใต้เผชิญมากขึ้น
โครงการดังกล่าวดำเนินการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคการเกษตร มหาวิทยาลัย เกษตรกร บริษัทเมล็ดพันธุ์ ผู้นำเข้าข้าว และองค์กรด้านข้าวระหว่างประเทศ โดยมีการนำสายพันธุ์ข้าวจากต่างประเทศมาทดลองปลูกในพื้นที่ผลิตธัญพืชหลายแห่งของแอฟริกาใต้ ผลการทดลองพบว่า ข้าวหลายสายพันธุ์มีศักยภาพในการปรับตัวเข้ากับสภาพดินและภูมิอากาศที่หลากหลายของประเทศ และสามารถนำไปพัฒนาต่อเพื่อให้ได้พันธุ์ที่ทนแล้ง ให้ผลผลิตสูง ใช้ปัจจัยการผลิตต่ำ และเหมาะสมกับระบบการเพาะปลูกของเกษตรกรในประเทศ
นักวิจัยของสภาวิจัยการเกษตรแห่งแอฟริกาใต้ (Mr. Timmy Baloyi) ระบุว่า โครงการมูลค่าหลายล้านแรนด์ มีเป้าหมายส่งเสริมให้แอฟริกาใต้สามารถพึ่งพาตนเองด้านข้าวได้มากขึ้น ท่ามกลางความต้องการบริโภคข้าวภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น และลดความเสี่ยงจากปัจจัยทางการเมืองหรือการค้าที่อาจกระทบต่อการนำเข้าข้าวในอนาคต นอกจากนี้ ข้าวไร่ยังมีศักยภาพเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะข้าวเมล็ดยาว และข้าวหอม เช่น ข้าวบาสมาติ ข้าวหอมมะลิ ซึ่งมีราคาสูงและอาจสร้างรายได้ที่ดีให้แก่เกษตรกร รวมทั้งช่วยลดต้นทุนการนำเข้าและสร้างการจ้างงานภายในประเทศ
ARC มีแผนขยายโครงการไปยังทุกจังหวัดของแอฟริกาใต้ในอนาคต แต่ยังจำเป็นต้องได้รับงบประมาณและการสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาครัฐ ปัจจุบัน ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานด้านข้าวที่ประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย ภาคอุตสาหกรรม และพันธมิตรระหว่างประเทศ เพื่อร่วมกันพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าข้าวภายในประเทศ โดย ARC มองว่าโครงการดังกล่าวไม่เพียงช่วยเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร แต่ยังสามารถสร้างงาน เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจแก่เกษตรกร และเสริมความสามารถในการรับมือกับ
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
ข้อมูลเพิ่มเติมและความเห็นของสำนักงานฯ : การพัฒนาการผลิตข้าวภายในประเทศของแอฟริกาใต้เป็นประเด็นที่ไทยควรติดตาม เนื่องจากแอฟริกาใต้ยังพึ่งพาการนำเข้าข้าว และข้าวเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญของไทยมายังตลาดดังกล่าว แม้โครงการข้าวไร่ยังอยู่ในขั้นวิจัยและทดลอง แต่หากสามารถพัฒนาไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะข้าวเมล็ดยาวและข้าวหอม อาจเพิ่มการแข่งขันกับข้าวนำเข้าในระยะยาว ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรเน้นรักษาคุณภาพและสร้างความแตกต่างของข้าวไทย เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดแอฟริกาใต้
เดือนมกราคม – กรกฎาคม 2569 ไทยส่งออกข้าวรวมทั้งสิ้น 3,897,974.69 ตัน โดยส่งออกไปแอฟริกาใต้มากที่สุด ปริมาณ 582,430.47 ตัน (คิดเป็นร้อยละ 14.94 ของปริมาณส่งออกข้าวไทย) เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.61 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งประเภทข้าวที่ส่งออกไปแอฟริกาใต้มากที่สุด คือ ข้าวนึ่ง (ร้อยละ 93.44) รองลงมา ได้แก่ ข้าวขาว (ร้อยละ 4.53) ข้าวขาว (ร้อยละ 4.53) ปลายข้าว (ร้อยละ 1.39) และข้าวหอมมะลิ (ร้อยละ 4.53) ตามลำดับ
ข้อมูลจาก S&P ประมวลจาก South African Revenue Service (SARS) ระบุว่า เดือน มกราคม – กรกฎาคม 2569 แอฟริกาใต้นำเข้าข้าว รวมทั้งสิ้น 785,623.03 ตัน โดยนำเข้าจากประเทศไทย มากที่สุด (คิดเป็นร้อยละ 77.19 ของปริมาณการนำเข้าข้าวทั้งหมด) รองลงมา ได้แก่ ประเทศอินเดีย (21.14) ประเทศเวียดนาม (0.79) ประเทศปากีสถาน (0.39) และประเทศออสเตรเลีย (0.04) ตามลำดับ
เครดิตภาพและที่มาข่าว www.africanfarming.com
ประมวลโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพริทอเรีย
กันยายน 2569