fb
สาธารณรัฐเช็กใช้มาตรการคุมราคาน้ำมันและลดภาษีดีเซล: กลยุทธ์รับมือวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพพุ่งสูง

สาธารณรัฐเช็กใช้มาตรการคุมราคาน้ำมันและลดภาษีดีเซล: กลยุทธ์รับมือวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพพุ่งสูง

โดย
Napatchol
ลงเมื่อ 07 เมษายน 2569 14:00
สคต. ณ กรุงปราก (สาธารณรัฐเช็ก) (TTC, Prague (Czech Republic))
2

จากสถานการณ์สงครามระหว่างอิสราเอล สหรัฐอเมริกา และอิหร่าน ได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันโลกสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โดยราคาน้ำมันในสาธารณรัฐเช็กพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ (ราคาน้ำมันดีเซลที่ทำสถิติสูงสุดในรอบ 4 ปี และราคาน้ำมันเบนซินสูงที่สุดในรอบ 3.5 ปี) รัฐบาลเช็กได้ตัดสินใจดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาภาระของภาคประชาชนและภาคขนส่ง ดังนี้:

1) มาตรการควบคุมราคาน้ำมัน (Price Cap/Monitoring): รัฐบาลได้เริ่มมาตรการตรวจสอบกำไร (Margins) ของสถานีบริการน้ำมันและผู้ค้าส่งอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินจริง หากพบว่ามีการเก็งกำไรเกินควร รัฐบาลจะประกาศใช้การกำหนดเพดานราคา (Price Cap) อย่างเป็นทางการ โดยกระทรวงการคลังจะกำหนดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุดในแต่ละวัน ซึ่งจะมีผลบังคับใช้กับสถานีบริการน้ำมันทุกแห่งทั่วประเทศ หากเพดานราคานี้มีผลบังคับใช้ ราคาน้ำมันดีเซลจะถูกกำหนดไว้ที่ 46.43 เช็กคราวน์ต่อลิตร หรือประมาณ 1.89 ยูโร

2) การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล: รัฐบาลเช็กอนุมัติการลดภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันดีเซลลง 1.93 เช็กคราวน์ต่อลิตร เพื่อช่วยลดต้นทุนให้แก่บริษัทขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการเคลื่อนย้ายสินค้าในประเทศ ซึ่งกระทรวงการคลังคาดการณ์ว่ามาตรการนี้จะทำให้งบประมาณของรัฐลดลงประมาณ 1,000 ล้านเช็กคราวน์

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง Mrs. Alena Schillerová กล่าวว่าแนวทางผสมผสานระหว่างการกำหนดเพดานราคาและการลดภาษีได้รับการออกแบบมาเพื่อลดต้นทุนในทันที ในขณะเดียวกันก็ป้องกันพฤติกรรมการกำหนดราคาที่สูงเกินไปในตลาด โดยอธิบายถึงวิธีการกำหนดราคาสูงสุดรายวัน “ราคาจะคำนวณจากค่าเฉลี่ยของดัชนีราคาส่งจาก Čepro, Orlen และ MOL บวกด้วยส่วนต่าง 2.50 เช็กคราวน์ (กำไรจากการขายปลีกทั้งน้ำมันเบนซินและดีเซลจะถูกจำกัดไว้ที่สูงสุด 2.50 เช็กคราวน์ต่อลิตร) และภาษีมูลค่าเพิ่ม” โดยกระทรวงการคลังจะประกาศราคาในวันธรรมดาเวลา 14.00 น. ทุกวันสำหรับราคาในวันถัดไป 

ตามรายงานของสำนักงานสถิติแห่งสาธารณรัฐเช็ก เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2026 ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และราคาพลังงานสูงขึ้นร้อยละ 5 แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวจะยังคงไม่สูงมากนักเนื่องจากการชดเชยของรัฐบาล แต่อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นนี้จะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะราคาอาหารและของชำในเช็กที่ได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น Mr. Tomáš Prouza ประธานสมาคมการค้าและการท่องเที่ยว กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของราคาเชื้อเพลิงจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนอาหารในที่สุด เพราะเป็นการเพิ่มต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน “เราไม่ได้คาดการณ์ว่าราคาจะพุ่งสูงขึ้นในทันที แต่คาดว่าจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นหากต้นทุนเชื้อเพลิงยังคงสูงขึ้นต่อไป” ห้างค้าปลีกหลายแห่ง รวมถึง Penny, Lidl และ Tesco กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่ยังไม่มีแผนที่จะปรับราคาในทันที Mrs. Lucie Luchková โฆษกของซูเปอร์มาร์เก็ต Tesco ยืนยันว่าซูเปอร์มาร์เก็ตจะคงราคาปัจจุบันไว้ แม้แต่บริการจัดส่งสินค้า เนื่องจากได้ตกลงกับผู้ให้บริการขนส่งไว้ล่วงหน้าแล้ว Mrs. Markéta Smutná โฆษกของซูเปอร์มาร์เก็ต Penny กล่าวว่า น้ำดื่มบรรจุขวดและขนมอบน่าจะเป็นสินค้ากลุ่มแรกๆ ที่ราคาจะสูงขึ้น สินค้าเหล่านี้มีการหมุนเวียนเร็วและมักขายในปริมาณมาก ทำให้มีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาเป็นพิเศษ สำหรับแพลตฟอร์มขายของชำออนไลน์ Košík.cz ได้คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่อาจเกิดขึ้นในการกำหนดราคาค่าจัดส่งแล้ว “ขณะนี้เรายังไม่ได้พิจารณาปรับขึ้นค่าจัดส่งโดยทั่วไป หากมีการปรับเปลี่ยนใดๆ เกิดขึ้น ก็จะจำกัดเฉพาะกรณีการสั่งซื้อขนาดเล็กที่จัดส่งไปยังพื้นที่ห่างไกลจากคลังสินค้าของเรา” Mr. František Brož โฆษกของบริษัทกล่าว

จากข้อมูลที่กล่าวข้างต้น การที่ดัชนีราคาผู้บริโภคมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้พฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไป โดยเน้นซื้อสินค้าที่จำเป็นและมองหาสินค้าราคาประหยัดมากขึ้น  Mr. Pavel Sobíšek หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคาร UniCredit คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะมากกว่าร้อยละ 3 ในฤดูใบไม้ร่วงและมากกว่าร้อยละ 4 ในช่วงต้นปี 2027 ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมัน

ข้อคิดเห็น/เสนอแนะของ สคต.   

สถานการณ์ในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ ดังนี้

1) ต้นทุนค่าระวางสินค้า (Logistics Cost) แม้รัฐบาลเช็กจะลดภาษีดีเซล แต่ค่าขนส่งทางบกภายในยุโรปยังอยู่ในเกณฑ์สูง ซึ่งจะไปเพิ่มต้นทุนปลายทางของสินค้าไทย ทำให้ราคาสินค้าไทยในชั้นวางสินค้า (Shelf) มีราคาสูงขึ้น

2) กำลังซื้อที่ลดลง (Inflationary Pressure) เมื่อค่าครองชีพและราคาอาหารในเช็กสูงขึ้น ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่าย สินค้าฟุ่มเฟือยหรือสินค้าที่ไม่จำเป็นจากไทยอาจมียอดขายชะลอตัวลง

3) ในขณะที่สินค้าพรีเมียมอาจได้รับผลกระทบ แต่สินค้ากลุ่มอาหารแปรรูป อาหารกระป๋อง และวัตถุดิบอาหารจากไทยที่เน้น "ความคุ้มค่า" (Value for money) อาจเป็นที่ต้องการมากขึ้นเพื่อทดแทนสินค้าสดที่มีราคาสูงขึ้น ดังนั้น เพื่อให้ผู้ส่งออกไทยสามารถรักษาตลาดในสาธารณรัฐเช็กได้อาจพิจารณาปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ (Packaging Adaptation) โดยนำเสนอสินค้าในขนาดที่เล็กลงเพื่อให้ราคาต่อหน่วยไม่สูงเกินไป (Price point strategy) หรือในทางกลับกัน คือการทำแพ็กเกจขนาดใหญ่ (Value Pack) ที่คุ้มค่ากว่าสำหรับครอบครัวที่ต้องการประหยัด รวมถึงชูจุดเด่นด้าน "ความมั่นคงทางอาหาร" การทำตลาดว่าสินค้าไทยสามารถจัดเก็บได้นานในราคาที่คงที่ ท่ามกลางวิกฤตราคาสินค้าเกษตรในยุโรปที่ผันผวน โดยเฉพาะสินค้าข้าว ผลไม้แปรรูป และอาหารแช่แข็ง มีความได้เปรียบเรื่องอายุการเก็บรักษา (Shelf life) เป็นต้น

ข่าว 1 - 15 เม.ย. 69.pdf
Share :
Instagram