fb
อุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์เวียดนามเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่

อุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์เวียดนามเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่

โดย
Nguyen
ลงเมื่อ 25 กันยายน 2569 16:15
สคต. ณ กรุงฮานอย (เวียดนาม) (TTC, Hanoi (Vietnam))

สมาคมการพิมพ์เวียดนาม (Vietnam Printing Association: VPA) ให้ข้อมูลว่า อุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ของเวียดนามกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยต้นทุนการผลิตเฉลี่ยของผู้ประกอบการในประเทศสูงกว่ากลุ่มบริษัทที่มีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ถึงร้อยละ 15 และผู้ประกอบการในประเทศร้อยละ 80 ยังคงพึ่งพาเทคโนโลยีแบบดั้งเดิม และกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะตามหลังด้านเทคโนโลยี นอกจากนี้ การที่ตลาดสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปเข้มงวดกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งดำเนินการขอรับรองมาตรฐานสากลที่มีข้อกำหนดเข้มงวด เช่น มาตรฐานการรับรองการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน (Forest Stewardship Council: FSC) มาตรฐานการควบคุมกระบวนการผลิตสำหรับการพิมพ์ ISO 12647 มาตรฐานการควบคุมการพิมพ์เพื่อให้ได้มาตรฐานสีและความสม่ำเสมอของงานพิมพ์ (G7) มาตรฐานการรับรองคุณภาพการพิมพ์ (Graphic Measures International: GMI) และมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 รวมถึงมาตรฐานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและความมั่นคงปลอดภัยของห่วงโซ่อุปทาน เช่น SA8000 และ SCAN

นาย Nguyen Van Dong ประธานสมาคมการพิมพ์เวียดนาม (VPA) กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการพิมพ์ในประเทศมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าผู้ประกอบการที่มีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เนื่องมาจากข้อจำกัดด้านขีดความสามารถในการบริหารจัดการและความสามารถในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล แม้ว่าอุตสาหกรรมการพิมพ์จะรักษาอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 10 ต่อปี แต่ผู้ประกอบการยังจำเป็นต้องลงทุนในเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อรองรับความต้องการของตลาด และต้องใช้เวลา 3–5 ปีจึงจะสามารถยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันได้ ขณะที่ผู้ประกอบการต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในเวียดนามมักนำฐานลูกค้า เทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ทันสมัย ตลอดจนแหล่งวัตถุดิบที่มีความก้าวหน้าติดตัวเข้ามาด้วย สถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มแรงกดดันโดยตรงต่อผู้ประกอบการเวียดนาม และก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดภายในประเทศ แม้ว่าผู้ประกอบการจะมีความก้าวหน้าในการเพิ่มสัดส่วนการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี วัตถุดิบ และกระบวนการผลิตแล้วก็ตาม นอกจากนี้ การที่ภาครัฐกำหนดให้ผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตออกมาทั้งหมดต้องสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้อย่างโปร่งใส และต้องสามารถตรวจสอบการผลิตและกระบวนการนำเข้าวัตถุดิบย้อนหลังได้อย่างชัดเจน ยังเป็นปัจจัยผลักดันให้ผู้ประกอบการที่มีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เช่น ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเภสัชกรรมและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ กำหนดหลักเกณฑ์ที่เข้มงวดและกำหนดให้ผู้จัดจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม

นาย Tran Viet Anh ประธานสมาคมรีไซเคิลขยะเวียดนาม (Vietnam Waste Recycling Association: VWRA) กล่าวว่า ในด้านเทคนิคโดยธรรมชาติแล้ว อุตสาหกรรมการพิมพ์สามารถประยุกต์ใช้กับพื้นผิววัสดุหลากหลายประเภท ตั้งแต่กระดาษ โลหะ ไปจนถึงโพลิเมอร์ โดยเกี่ยวข้องกับการใช้สารเคมี หมึกพิมพ์ และตัวทำละลายที่มีคุณสมบัติในการยึดเกาะ ในอดีต กระบวนการจัดการผลิตภัณฑ์หลังการพิมพ์ค่อนข้างเรียบง่าย ตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่นำผลิตภัณฑ์ไปบดเพื่อผลิตเป็นวัตถุดิบรีไซเคิลคุณภาพต่ำที่สุด ซึ่งไม่สามารถรับประกันข้อกำหนดด้านความปลอดภัยสำหรับสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่มได้อย่างเพียงพอ อย่างไรก็ดี ปัจจุบันการพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุใหม่ เช่น หมึกพิมพ์สูตรน้ำและหมึกพิมพ์ชีวภาพ (Bio-based ink) กำลังทยอยเข้ามาทดแทนหมึกประเภทที่มีตัวทำละลายและสารเคมี และเทคโนโลยีที่สมัยช่วยให้สามารถแยกหมึกพิมพ์และสารเติมแต่งออกจากพื้นผิวกระดาษได้ทั้งหมดในกระบวนการรีไซเคิล ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานที่เข้มงวดมากขึ้นจากลูกค้ารายใหญ่และคู่ค้าในอุตสาหกรรมเภสัชกรรมและอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ประกอบการบรรจุภัณฑ์สิ่งพิมพ์เวียดนามจึงจำเป็นต้องลงทุนปรับปรุงและยกระดับเทคโนโลยี อุปกรณ์ และวัตถุดิบ

แม้ว่าผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการพิมพ์บรรจุภัณฑ์เวียดนามมีความพร้อมในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูง แต่ ความท้าทายสำคัญที่สุดในปัจจุบันคือ ต้นทุนการผลิตสินค้ายังอยู่ในระดับสูง และยังต้องตอบสนองความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน  การเปลี่ยนผ่านไปสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และหลีกเลี่ยงการลดอัตรากำไร ปัจจุบันผู้ประกอบการเวียดนามมีความเข้าใจอย่างชัดเจนถึงข้อกำหนดในการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านการบริหารจัดการคุณภาพและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดของตลาดส่งออกที่มีข้อกำหนดสูง เช่น สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น เป็นต้น ดังนั้น การปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตจึงเป็นข้อกำหนดเร่งด่วนเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตต่อไปได้

ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่า อุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์เวียดนามได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมสนับสนุน แต่ในทางปฏิบัติยังคงจำกัดอยู่เพียงในข้อกำหนดและเอกสารทางราชการ โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศที่ร้อยละ 50 ดังนั้น เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าว การสนับสนุนจากภาครัฐในด้านภาษีและอัตราดอกเบี้ยในระยะยาว ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์เวียดนามค่อยๆ ลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ

 

(จาก https://vneconomy.vn/)

ข้อคิดเห็น สคต

จากข้อมูลสถิติของสมาคมบรรจุภัณฑ์เวียดนาม (Vietnam Packaging Association: VINPAS) ระบุว่าในปี 2568 เวียดนามมีบริษัทผู้ผลิตและดำเนินการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์จำนวน 14,000 ราย โดยจำนวนบริษัทที่ให้บริการด้านวัสดุการผลิต การค้า และบริการบรรจุภัณฑ์ จำนวนกว่า 13,000 ราย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 93 ของบริษัทในอุตสาหกรรมทั้งหมด โดยในจำนวนนี้ บริษัทผู้จัดจำหน่ายและให้บริการบรรจุภัณฑ์พลาสติกจำนวน 9,200 บริษัท คิดสัดส่วนเป็นร้อยละ 70.5 สำหรับผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์โดยตรง มีโรงงานผลิตจำนวนกว่า 960 แห่ง โดยร้อยละ 70 บริษัทผู้ผลิตตั้งโรงงานอยู่ในภาคใต้ของเวียดนาม ปัจจุบันเวียดนามมีบริษัทที่ให้บริการด้านการพิมพ์บรรจุภัณฑ์และบริการวัสดุบรรจุภัณฑ์ที่มี    การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ประมาณ 400 บริษัท ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดได้ถึงหนึ่งในสามของตลาดการพิมพ์บรรจุภัณฑ์ในเวียดนาม 

แม้ว่าผู้ประกอบการการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์เวียดนามต้องเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิตและในการแข่งขันสูงจากบริษัทที่มีการลงทุนจากต่างประเทศ แต่ อย่างไรก็ดี รัฐบาลเวียดนามได้ออกนโยบายสนับสนุนภาคเอกชนได้แก่ (1) กฎหมายภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ 67/2025/QH15 และ Decree 320/2025/NĐ-CP มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 กำหนดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลทั่วไปที่ร้อยละ 20 พร้อมทั้งจัดตั้งระบบสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามอุตสาหกรรม สาขา และเงื่อนไขการลงทุนจากกฎหมายดังกล่าว ผู้ประกอบการสามารถได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในช่วงปีแรกของโครงการ มีการลดหย่อนภาษีในปีถัดไป และใช้อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราพิเศษที่ต่ำกว่า โดยร้อยละ 10 หรือร้อยละ 17 สำหรับโครงการลงทุนใหม่ โครงการขยายการลงทุน โครงการเทคโนโลยีขั้นสูง หรือโครงการที่ดำเนินการในพื้นที่ที่ได้รับสิทธิพิเศษด้านเศรษฐกิจและสังคม สำหรับภาคการผลิตโดยทั่วไป รวมถึงอุตสาหกรรมการผลิตบรรจุภัณฑ์ และ (2) กฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ 48/2024/QH15 กำหนดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value-added Tax: VAT) ทั่วไปที่ร้อยละ 10 ที่ใช้บังคับกับสินค้าและบริการส่วนใหญ่ในระบบเศรษฐกิจ รวมถึงวัตถุดิบต้นน้ำ เช่น กระดาษ พลาสติก โลหะ และสารเคมี เครื่องจักรอุปกรณ์ และบริการสนับสนุนการผลิตบรรจุภัณฑ์ บนพื้นฐานดังกล่าว รัฐบาลเวียดนามได้ออก Decree 174/2025/NĐ-CP ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ได้สานต่อมาตรการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากร้อยละ 10 เหลือร้อยละ 8 สำหรับสินค้าและบริการหลายกลุ่ม มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม 2568 จนถึง วันที่ 31 ธันวาคม 2569 โดยยกเว้นบางภาคส่วนเฉพาะ เช่น ภาคการเงิน หลักทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ และผลิตภัณฑ์โลหะ รวมถึง การคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ลดลงดังกล่าวช่วยลดภาระภาษีต้นทุน เพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน สนับสนุนการฟื้นตัวของการผลิต และเสริมสร้างขีดความสามารถใน  การแข่งขัน โดยเฉพาะในบริบทที่ต้นทุนวัตถุดิบและโลจิสติกส์ยังคงมีความผันผวนตลอด

 

 

Disclaimer: ข้อมูลต่าง ๆ ที่ปรากฏเป็นข้อมูลที่ได้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย และการเผยแพร่ข้อมูลเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลแก่ผู้สนใจเท่านั้นโดยสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงกรุงฮานอยจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการที่มีบุคคลนำข้อมูลนี้ไปใช้ไม่ว่าในทางใด- สคต.กรุงฮานอย

อุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์เวียดนามเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่.pdf
Share :
Instagram