
Building Green CPH เป็นงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมการก่อสร้างที่เน้นความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศนอร์ดิก ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 - 30 ตุลาคม 2025 ณ Lokomotivværkstedet กรุงโคเปนเฮเกน
งาน Building Green CPH มีผู้เข้าร่วมจัดแสดงเกือบ 200 ราย ในกลุ่มวัสดุก่อสร้างยั่งยืน ระบบการก่อสร้างแบบสำเร็จรูป เครื่องมือดิจิทัล ระบบมาตรฐานต่างๆ และบริษัทออกแบบและรับเหมาก่อสร้าง โดยส่วนใหญ่เป็นบริษัทจากกลุ่มประเทศนอร์ดิก และบางส่วนเป็นผู้ประกอบการจากประเทศในภูมิภาคยุโรป อาทิ เยอรมนี ลิธัวเนีย เอสโตเนีย เนเธอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร เป็นต้น มีผู้เข้าชมงานประกอบด้วยผู้ที่สนใจและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมก่อสร้างที่ยั่งยืนและสถาปัตยกรรมสีเขียวจากหลากหลายสาขา อาทิ สถาปนิก นักออกแบบผังเมือง ซัพพลายเออร์ วิศวกรและช่างฝีมือ ทั้งจากในและต่างประเทศ รวมกว่า 10.000 ราย
ภายใต้ theme “Scaling for Enough” งานแสดงสินค้านี้มุ่งเน้นการตอบโจทย์ จะทำอย่างไรให้สามารถตอบสนองความต้องการของสังคมและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและลดการใช้ทรัพยากรไปพร้อมๆ กัน สินค้าและบริการที่จัดแสดงในงานเน้นความหมุนเวียน (Circularity) เป็นหลัก เช่น การ reuse และ recirculation ซึ่งเห็นได้ชัดในบริษัทที่ขายระบบการก่อสร้างแบบสำเร็จรูป (Modular Building Systems) ไม่ว่าจะเป็นระบบการก่อสร้างที่ออกแบบเพื่อการ reuse การ relocate และสามารถปรับให้เข้ากับทั้งการก่อสร้างแบบถาวรและการก่อสร้างแบบชั่วคราว
สินค้าไม้ส่วนใหญ่มาจากป่าไม้ที่มีระบบการบริหารจัดการอย่างยั่งยืนในประเทศสวีเดนและฟินแลนด์ และนำไปผลิตในประเทศยุโรปตะวันออก เช่น โปแลนด์และเอสโตเนีย ทั้งนี้ จากการหารือผู้ประกอบการพบว่า การไม่ใช้ไม้จากประเทศนอกสหภาพยุโรปมีปัจจัยหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1) ความอนุรักษ์นิยมของตลาด (Market Conservatism) ผู้ซื้อในภูมิภาคนี้มักให้ความไว้วางใจกับผู้จัดจำหน่ายที่มีชื่อเสียงและประสบการณ์ยาวนาน 2) ความทนทานต่อสภาพแวดล้อม เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นและมีความชื้นสูงในกลุ่มประเทศนอร์ดิกทำให้ตลาดต้องการวัสดุก่อสร้างที่มีความทนทานเป็นพิเศษ 3) การได้รับการรับรองมาตรฐานในระดับนานาชาติ
เดนมาร์กเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยได้ตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 70 ภายในปี 2573 และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 ซึ่งเป้าหมายเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนผ่านนโยบาย เช่น การคำนวณวงจรชีวิตของคาร์บอนและการกำหนดระดับก๊าซคาร์บอนสำหรับตึกสร้างใหม่ ซึ่งนับเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางอุตสาหกรรม ดังนั้น สินค้าส่งออกที่เกี่ยวกับการก่อสร้างและวัสดุไปยังกลุ่มประเทศนี้ อาจต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับแนวโน้มและความต้องการด้านสิ่งแวดล้อมและการก่อสร้างแบบยั่งยืนที่กำลังเติบโต
แม้ผู้ประกอบการในกลุ่มประเทศนอร์ดิกจะยังคงพึ่งพาซัพพลายเออร์ภายในยุโรปเป็นหลัก แต่อาจมีโอกาสในระยะยาวสำหรับผู้ประกอบการไทยที่สามารถพัฒนาสินค้าและวัสดุก่อสร้างให้สอดคล้องกับแนวโน้มด้านความยั่งยืน และสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรปได้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะการลงทุนในด้านมาตรฐาน การรับรองสากล และการทดสอบที่สามารถอ้างอิงได้ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์และลดอุปสรรคจากความอนุรักษนิยมของตลาดนอร์ดิกในอนาคต