fb
วิกฤตราคาทุเรียนเวียดนาม เปิดสัญญาณเตือนภาคส่งออกพึ่งพาตลาดเดียว

วิกฤตราคาทุเรียนเวียดนาม เปิดสัญญาณเตือนภาคส่งออกพึ่งพาตลาดเดียว

โดย
Tran
ลงเมื่อ 13 พฤษภาคม 2569 20:01
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))
4

เนื้อข่าว 

สถานการณ์ราคาทุเรียนภายในประเทศเวียดนามที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในช่วงต้นฤดูเก็บเกี่ยวปี 2569 กำลังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมทุเรียนเวียดนามที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพึ่งพาตลาดจีนในระดับสูง การขยายพื้นที่เพาะปลูกอย่างรวดเร็วเกินกว่าศักยภาพการบริหารจัดการ ตลอดจนข้อจำกัดด้านมาตรฐานคุณภาพและระบบกำกับดูแลการส่งออก 

image.png

โดยในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 พื้นที่เพาะปลูกทุเรียนสำคัญในจังหวัดหวิงลอง (Vinh Long) จังหวัดด่งท้าป (Dong Thap) และนครเกิ่นเทอ (Can Tho) ได้เริ่มเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวทุเรียนพันธุ์ Ri6 อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการแข่งขันรับซื้อผลผลิตของพ่อค้าคนกลางเช่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ลดลงอย่างชัดเจน ส่งผลให้ราคาขายส่งหน้าสวนในบางพื้นที่ลดลงเหลือเพียงประมาณ 22,000 – 30,000 เวียดนามด่งต่อกิโลกรัม ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนการผลิตเฉลี่ยราว 5,000 – 10,000 เวียดนามด่งต่อกิโลกรัม ภายหลังต้นทุนปัจจัยการผลิต อาทิ ปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืช และค่าแรงงาน ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จนทำให้ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 35,000 เวียดนามด่งต่อกิโลกรัม ส่งผลให้เกษตรกรจำนวนมากประสบภาวะยิ่งขายยิ่งขาดทุน และต้องเร่งระบายผลผลิตผ่านการจำหน่ายริมทางหรือการถ่ายทอดสดผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล (Livestream Commerce) เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน ขณะที่ผู้ค้าบางรายเลือกยอมสูญเสียเงินมัดจำที่วางไว้ล่วงหน้า เนื่องจากไม่สามารถรับความเสี่ยงจากภาวะราคาที่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วได้

ทั้งนี้ ประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ คือ การที่ราคาทุเรียนเริ่มปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาลผลิต ทั้งที่ปริมาณผลผลิตในตลาดยังมิได้เข้าสู่ระดับสูงสุด สะท้อนให้เห็นว่า สาเหตุของปัญหาไม่ได้เกิดจากปริมาณผลผลิตตามฤดูกาลเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับข้อจำกัดในห่วงโซ่อุปทานและกระบวนการส่งออก โดยเฉพาะกระบวนการตรวจสอบคุณภาพสินค้าเพื่อการส่งออกไปยังจีน ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญของระบบการค้า ผู้ประกอบการและผู้ค้าหลายรายรายงานว่า รถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์จำนวนมากต้องรอการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างสินค้าเป็นเวลานาน ขณะที่ภาคธุรกิจส่งออกต่างชะลอการรับซื้อหรือจำกัดปริมาณการจัดซื้อ เนื่องจากกังวลต่อความเสี่ยงด้านคุณภาพสินค้าและภาระสินค้าคงคลัง ประกอบกับการที่ทางการจีนเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสารตกค้างแคดเมียม (Cadmium Residue) และมาตรฐานด้านกักกันพืช (Plant Quarantine Standards) ส่งผลให้หากห้องปฏิบัติการตรวจสอบแห่งใดหยุดดำเนินการชั่วคราว ก็อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการจัดซื้อและส่งออกทั้งระบบได้ทันที สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งสะท้อนความเปราะบางของโครงสร้างตลาดส่งออกทุเรียนเวียดนาม ซึ่งยังคงพึ่งพาตลาดจีนเป็นหลัก เมื่อจีนปรับเปลี่ยนมาตรการนำเข้า ลดกำลังซื้อ หรือเพิ่มมาตรฐานทางเทคนิค ห่วงโซ่การผลิตและการค้าภายในประเทศจึงได้รับผลกระทบโดยตรงและรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน แรงกดดันต่อภาคอุตสาหกรรมยังเพิ่มสูงขึ้นจากการขยายพื้นที่เพาะปลูกทุเรียนอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลจากตลาดระบุว่า ปัจจุบันเวียดนามมีพื้นที่ปลูกทุเรียนรวมมากกว่า 180,000 เฮกตาร์ ซึ่งสูงเกินกว่าแผนพัฒนาที่กำหนดไว้เดิมอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อหลายพื้นที่เพาะปลูกเข้าสู่ระยะให้ผลผลิตเต็มศักยภาพพร้อมกัน จึงส่งผลให้อุปทานในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ศักยภาพในการรองรับของตลาดยังขยายตัวไม่ทันต่อปริมาณผลผลิต ส่งผลให้เกิดภาวะไม่สมดุลด้านตลาดอย่างต่อเนื่อง ภายใต้บริบทดังกล่าว แม้มูลค่าการส่งออกทุเรียนของเวียดนามยังคงขยายตัวในระดับสูง โดยในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 เวียดนามส่งออกทุเรียนประมาณ 60,700 ตัน คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 221 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 120 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกลับมิได้กระจายตัว อย่างทั่วถึง เนื่องจากราคาทุเรียนภายในประเทศ โดยเฉพาะผลผลิตที่มีคุณภาพต่ำหรือไม่ผ่านมาตรฐานการส่งออก ปรับตัวลดลงอย่างมาก นอกจากนี้ ความแตกต่างด้านศักยภาพทางการตลาดของสายพันธุ์ทุเรียนยังเริ่มชัดเจนมากขึ้น โดยทุเรียนพันธุ์ Ri6 เผชิญแรงกดดันด้านราคาอย่างหนัก ขณะที่พันธุ์ Monthong และ Dona ยังคงรักษาระดับราคาได้ดีกว่า เนื่องจากมีความเหมาะสมกับความต้องการของตลาดส่งออกและมาตรฐานการนำเข้าระหว่างประเทศมากกว่า

ด้วยเหตุนี้ ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจึงเห็นตรงกันว่า อุตสาหกรรมทุเรียนเวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ซึ่งจำเป็นต้องมุ่งสู่การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมมากกว่าการขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มเติม โดยเฉพาะการยกระดับมาตรฐานคุณภาพของแหล่งเพาะปลูก การพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ การกำหนดมาตรฐานกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาดนำเข้า ตลอดจนการกระจายความเสี่ยงด้านตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่นนอกเหนือจากจีน หากเวียดนามยังไม่สามารถดำเนินมาตรการดังกล่าวได้อย่างเป็นระบบ ปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำก็มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นซ้ำอย่างต่อเนื่องในอนาคต ภายหลังช่วงเวลาแห่งการเติบโตอย่างรวดเร็วจากกระแสความต้องการของตลาดจีน อุตสาหกรรมทุเรียนเวียดนามจึงกำลังเผชิญบททดสอบสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยปริมาณไปสู่การเติบโตบนพื้นฐานของคุณภาพ มาตรฐาน และความยั่งยืนอย่างแท้จริง

(แหล่งที่มา https://thesaigontimes.vn/ ฉบับวันที่ 10 พฤษภาคม 2569)

วิเคราะห์ผลกระทบ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทุเรียนได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของเวียดนาม ภายหลังความต้องการบริโภคจากตลาดจีนขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคาทุเรียนปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องและกลายเป็นแรงจูงใจสำคัญให้เกษตรกรเร่งขยายพื้นที่เพาะปลูกในหลายภูมิภาคของประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง (Mekong Delta) ซึ่งเป็นแหล่งผลิตหลักของเวียดนาม อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงของราคาทุเรียนในช่วงต้นฤดูเก็บเกี่ยวปี 2569 กำลังสะท้อนให้เห็นว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมทุเรียนเวียดนามอาจเกิดขึ้นเร็วกว่าความพร้อมของระบบบริหารจัดการภาครัฐ กลไกกำกับดูแลคุณภาพ และโครงสร้างตลาดรองรับในระยะยาว โดยสถานการณ์ดังกล่าวมิได้เป็นเพียงผลจากภาวะผลผลิตล้นตลาดในระยะสั้นเท่านั้น หากแต่เป็นสัญญาณของข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่เริ่มส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานและความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกเวียดนามโดยรวม

สถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ณ วันที่ 28 เมษายน 2569 พบว่า ราคาทุเรียนพันธุ์ Ri6 ได้ปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน โดยทุเรียนเกรด A มีราคาเฉลี่ยเพียง 42,000 – 43,000 เวียดนามด่งต่อกิโลกรัม ขณะที่ทุเรียนเกรด B อยู่ที่ประมาณ 28,000 – 30,000 เวียดนามด่งต่อกิโลกรัม และบางส่วนมีราคาต่ำกว่า 25,000 เวียดนามด่งต่อกิโลกรัม ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนการผลิตเฉลี่ยของเกษตรกรในหลายพื้นที่ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้สวนทุเรียนจำนวนมากต้องเผชิญปัญหาผลผลิตสุกหล่นสะสมวันละหลายร้อยกิโลกรัม เจ้าของสวนจำนวนไม่น้อยจึงจำเป็นต้องเร่งระบายผลผลิตผ่านการจำหน่ายปลีกในราคาต่ำ หรือใช้ช่องทางการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลและการถ่ายทอดสด (Livestream Commerce) เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน แม้จะต้องยอมรับภาวะขาดทุนก็ตาม สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันด้านรายได้และต้นทุนที่กำลังกระทบต่อภาคเกษตรกรรมฐานรากของเวียดนามอย่างชัดเจน

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาทุเรียนปรับตัวลดลง มาจากการที่พื้นที่ภาคใต้ของเวียดนามเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวพร้อมกัน ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่ตลาดส่งออกหลักอย่างจีนเริ่มเผชิญภาวะการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ภายหลังทุเรียนไทยเข้าสู่ฤดูกาลส่งออกเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะทุเรียนพันธุ์ Monthong ของไทยซึ่งยังคงได้รับความนิยมและความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคชาวจีนสูงกว่าทุเรียนพันธุ์ Ri6 ของเวียดนาม แม้จะมีราคาสูงกว่าเกือบเท่าตัวก็ตาม สื่อจีนรายงานว่า จีนนำเข้าทุเรียนจากไทยเฉลี่ยวันละประมาณ 1,500 ตู้คอนเทนเนอร์ สะท้อนให้เห็นถึงความได้เปรียบของไทยทั้งในด้านมาตรฐานคุณภาพสินค้า ระบบบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานตลอดจนความน่าเชื่อถือด้านมาตรฐานสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Sanitary and Phytosanitary Standards: SPS) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดจีน

นอกจากแรงกดดันจากการแข่งขันภายนอกแล้ว ภาคการส่งออกทุเรียนของเวียดนามยังเผชิญข้อจำกัดภายในประเทศ โดยเฉพาะกระบวนการตรวจสอบคุณภาพสินค้าและการทดสอบสารตกค้าง ซึ่งยังขาดประสิทธิภาพและไม่สามารถรองรับปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้ บางกรณี ห้องปฏิบัติการตรวจสอบจำเป็นต้องระงับการรับตัวอย่างสินค้าเป็นการชั่วคราวโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ส่งผลให้สินค้าที่บรรจุในตู้คอนเทนเนอร์แล้วไม่สามารถดำเนินพิธีการส่งออกได้ตามกำหนด เกิดความเสียหายต่อผู้ประกอบการทั้งด้านต้นทุนโลจิสติกส์และภาระสินค้าคงคลัง อีกทั้งยังส่งผลให้กระบวนการรับซื้อภายในประเทศชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน การที่ทางการจีนเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสารตกค้างแคดเมียม (Cadmium Residue) และมาตรฐานด้านกักกันพืช (Plant Quarantine Standards) ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า เวียดนามยังมีข้อจำกัดด้านระบบควบคุมคุณภาพและระบบตรวจสอบย้อนกลับซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการค้าสินค้าเกษตรในตลาดสากล

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า อุตสาหกรรมทุเรียนเวียดนามยังคงพึ่งพาตลาดจีนในระดับสูง และมีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายการนำเข้าและมาตรการทางเทคนิคของประเทศคู่ค้า เมื่อจีนเพิ่มระดับการตรวจสอบ ชะลอการนำเข้า หรือปรับเปลี่ยนข้อกำหนดด้านมาตรฐานสินค้า ย่อมส่งผลกระทบต่อราคาภายในประเทศและห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบในทันที ขณะเดียวกัน การขยายพื้นที่เพาะปลูกอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ยังส่งผลให้หลายพื้นที่มุ่งเน้นการแข่งขันเชิงปริมาณมากกว่าการพัฒนาคุณภาพสินค้า ทำให้ผลผลิตที่ไม่ผ่านมาตรฐานการส่งออกหรือมีคุณภาพต่ำได้รับผลกระทบด้านราคาหนักที่สุด ทั้งนี้ แม้ในระยะสั้นอุตสาหกรรมทุเรียนเวียดนามจะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน แต่ในระยะยาวยังคงมีศักยภาพในการเติบโตสูง เนื่องจากความต้องการบริโภคทุเรียนในตลาดเอเชียยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยข้อมูลตลาดระบุว่า ในปี 2568 จีนนำเข้าทุเรียนแช่แข็งคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนว่าตลาดยังสามารถรองรับความต้องการเพิ่มเติมได้อีกมาก หากเวียดนามสามารถยกระดับมาตรฐานการผลิตและพัฒนาคุณภาพสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดนำเข้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น วิกฤตราคาทุเรียนในครั้งนี้จึงมิใช่เพียงปัญหาระยะสั้นจากภาวะอุปทานล้นตลาด หากแต่เป็นสัญญาณเตือนสำคัญต่อภาครัฐและภาคธุรกิจเวียดนามในการเร่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมทุเรียนไปสู่รูปแบบที่มีมาตรฐาน ทันสมัย และยั่งยืนมากขึ้น ทั้งในด้านการควบคุมพื้นที่เพาะปลูกให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาการเกษตรแห่งชาติ การยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้าและระบบตรวจสอบย้อนกลับ การพัฒนาระบบโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านการตรวจสอบคุณภาพ ตลอดจนการกระจายความเสี่ยงด้านตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่นนอกเหนือจากจีน เพื่อลดความเปราะบางจากการพึ่งพาตลาดเดียวมากเกินไป ในระยะยาว ความสามารถของเวียดนามในการเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยปริมาณไปสู่การเติบโตบนพื้นฐานของคุณภาพ มาตรฐาน และความยั่งยืน จะเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อเสถียรภาพและศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมทุเรียนเวียดนามในตลาดโลกต่อไป

นำเสนอโอกาส/แนวทาง

สถานการณ์ราคาทุเรียนเวียดนามที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในปี 2569 อาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยทั้งในเชิงการแข่งขันและห่วงโซ่อุปทานการค้าผลไม้ในภูมิภาค โดยในระยะสั้น ผู้ส่งออกทุเรียนไทยอาจได้รับประโยชน์จากความเชื่อมั่นของตลาดจีนที่ยังให้ความสำคัญกับมาตรฐานคุณภาพ ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และมาตรฐานสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชของไทย ส่งผลให้ทุเรียนไทย โดยเฉพาะพันธุ์หมอนทองยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคาและคุณภาพได้ดีกว่าทุเรียนเวียดนาม อย่างไรก็ตาม การที่เวียดนามเร่งระบายผลผลิตในราคาต่ำ อาจเพิ่มแรงกดดันด้านราคาในตลาดจีนและตลาดปลายทางอื่นในเอเชีย ซึ่งอาจกระทบต่ออำนาจต่อรองทางการค้าของผู้ส่งออกไทยในระยะต่อไป โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกัน

สถานการณ์ดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยทั้งในประเทศไทยและเวียดนามสามารถขยายบทบาทในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมทุเรียนมากขึ้น อาทิ ธุรกิจระบบคัดแยกและตรวจสอบคุณภาพสินค้า ธุรกิจโลจิสติกส์ควบคุมอุณหภูมิ ธุรกิจห้องปฏิบัติการตรวจสอบสารตกค้าง รวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปทุเรียนและทุเรียนแช่แข็ง ซึ่งยังมีแนวโน้มขยายตัวสูงตามความต้องการของตลาดจีนและเอเชีย นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนามยังสามารถใช้จุดแข็งด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยีการผลิต และมาตรฐานการบริหารจัดการสวน เพื่อพัฒนาโมเดลความร่วมมือกับเกษตรกรและผู้ส่งออกเวียดนาม โดยเฉพาะในด้านมาตรฐานการผลิตเพื่อการส่งออกและการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นประเด็นที่เวียดนามกำลังเร่งปรับตัวในระยะปัจจุบัน

                   ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษามาตรฐานคุณภาพสินค้าเกษตร การกระจายความเสี่ยงด้านตลาดส่งออก และการพัฒนาระบบโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านการตรวจสอบคุณภาพให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับผู้ประกอบการไทย ควรเร่งยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดทางเทคนิคของประเทศคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศที่มีศักยภาพนอกเหนือจากจีน เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดียวในระยะยาว ขณะเดียวกัน ควรติดตามทิศทาง การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมทุเรียนของเวียดนามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากเวียดนามสามารถยกระดับคุณภาพสินค้าและระบบกำกับดูแลการส่งออกได้สำเร็จ อาจส่งผลให้การแข่งขันในตลาดทุเรียนโลกมีความเข้มข้นมากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดระดับกลางและระดับพรีเมียมของเอเชียตะวันออกและจีน

News 11 - 15 May 2026 - Durian Faces Price Plummet-Edit.pdf
Share :
Instagram