fb
โมร็อกโกดึงดูดการลงทุนเพิ่ม เดินหน้าสู่อุตสาหกรรมแบตเตอรี่ EV และยานยนต์

โมร็อกโกดึงดูดการลงทุนเพิ่ม เดินหน้าสู่อุตสาหกรรมแบตเตอรี่ EV และยานยนต์

โดย
saraleey@ditp.go.th
ลงเมื่อ 18 สิงหาคม 2569 14:00
สคต. ณ กรุงไคโร (อียิปต์) (TTC, Cairo (Egypt))
8

โมร็อกโกดึงดูดการลงทุนเพิ่ม

เดินหน้าสู่อุตสาหกรรมแบตเตอรี่ EV และยานยนต์

 

World Investment Report 2026 (WIR 2026) เป็นรายงานประจำปีที่จัดทำและเผยแพร่โดยองค์การสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ได้นำเสนอข้อมูลและวิเคราะห์แนวโน้มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั่วโลก รวมถึงสถานการณ์การลงทุนในแต่ละภูมิภาคและประเทศ โดยระบุว่า ประเทศโมร็อกโกกำลังก้าวขึ้นเป็นเป้าหมายสำคัญระดับโลกสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และโลจิสติกส์ สอดรับกับสภาวการณ์ที่บริษัทข้ามชาติทั่วโลกเริ่มปรับทบทวนห่วงโซ่อุปทานเพื่อมองหาฐานการผลิตแห่งใหม่

 

แม้ภาพรวม FDI ที่ไหลเข้าสู่ภูมิภาคแอฟริกาเหนือจะปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับปี 2025 อันเป็นผลมาจากการชะลอตัวหลังการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการ Ras El-Hekma ของอียิปต์ ทว่าโมร็อกโกกลับสวนกระแสด้วยมูลค่า FDI ไหลเข้าสูงถึงประมาณ 3.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 30.7 พันล้านดีแรห์มโมร็อกโก) เมื่อปี 2025 โดยได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการผลิตและอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศ

 

ภาคยานยนต์

UNCTAD ระบุว่า ประเทศโมร็อกโกเป็นหนึ่งในเป้าหมายเกิดใหม่ที่มีศักยภาพสูงในการดึงดูดการลงทุนด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในระดับสากล ร่วมกับกลุ่มประเทศอย่างบราซิล อินเดีย และไทย ซึ่งเป็นผลมาจากยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมระยะยาวที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตลอดสองทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สิทธิประโยชน์ในเขตเศรษฐกิจเสรี การยกระดับห่วงโซ่อุปทาน และการจัดตั้งสถาบันฝึกอบรมบุคลากรเฉพาะทาง ส่งผลให้โมร็อกโกสามารถดึงดูดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ได้ อาทิ โครงการก่อสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (Gigafactory) ในภูมิภาค Rabat-Sale-Kenitra ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นประมาณ 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมแผนขยายกำลังการผลิตที่อาจดันมูลค่าการลงทุนรวมสูงถึง 6.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดจนโครงการอุตสาหกรรมยานยนต์ของกลุ่ม Stellantis มูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในโครงการลงทุนสีเขียว (Greenfield Project) ที่มีมูลค่าสูงสุด 10 อันดับแรกของทวีปแอฟริกาเมื่อปี 2025

 

พลังงานหมุนเวียน

UNCTAD ยังได้ระบุถึงยุทธศาสตร์ด้านพลังงานหมุนเวียนของโมร็อกโก ซึ่งเป็นปัจจัยความได้เปรียบที่สำคัญยิ่งในการดึงดูดภาคการผลิตที่จำเป็นต้องใช้พลังงานสูง โดยเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประกอบกับมาตรการจัดสรรไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดให้แก่ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ ได้ช่วยส่งเสริมให้โมร็อกโกกลายเป็นแหล่งรองรับการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับการผลิตวัตถุดิบและเซลล์แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า เช่น โครงการความร่วมมือ COBCO ณ นิคมอุตสาหกรรมจอร์ฟ ลาสฟาร์ (Jorf Lasfar) ที่ตั้งเป้าเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดเป็นร้อยละ 80 เมื่อปี 2025 และตั้งเป้าบรรลุร้อยละ 100 ภายในสิ้นปี 2026 รวมถึงโครงการผลิตแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ (Gigafactory) ของบริษัท Gotion ในเมืองเคนิตรา (Kenitra) ที่มีข้อตกลงจัดสรรพลังงานหมุนเวียนจากโครงการพลังงานลมขนาด 500 เมกะวัตต์ พร้อมระบบกักเก็บพลังงานขนาด 2,000 เมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh) อีกทั้งศักยภาพในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโมร็อกโกยังขยายไปสูระดับภูมิภาค ดังเห็นได้จากโครงการเคเบิลใต้ทะเล Sila Atlantik ที่เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานการส่งไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ระหว่างภูมิภาคแอฟริกาเหนือและทวีปยุโรป

 

Tanger Med 

โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยดึงดูดการลงทุนที่สำคัญของโมร็อกโก UNCTAD รายงานว่า ท่าเรือและเขตเศรษฐกิจพิเศษ Tanger Med[1]ทำหน้าที่เป็นประตูสู่ทวีปยุโรปที่สามารถสร้างจุดแข็งทางภูมิศาสตร์ให้เป็นมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อการส่งออก ผ่านการเชื่อมโยงระบบท่าเรือเข้ากับเขตเศรษฐกิจพิเศษและนิคมอุตสาหกรรมโดยรอบ ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์หลักตั้งอยู่ห่างจากท่าเรือเพียง 35 นาที จึงช่วยลดระยะเวลาและความเสี่ยงในการขนส่งสินค้าจากโรงงานสู่เรือบรรทุก ตลอดจนมีการเชื่อมโยงระบบขนส่งทางรถไฟ เพื่อส่งมอบยานยนต์จากบริษัท Renault และ Stellantis รวมถึงการร่วมมือกับท่าเรือ Algeciras ของประเทศสเปน เพื่อเสริมความเข้มแข็งแก่ระบบโลจิสติกส์ข้ามช่องแคบ

ภาพรวมการประเมินของ UNCTAD สะท้อนให้เห็นว่า ศักยภาพของโมร็อกโกได้ก้าวข้ามการดึงดูดผู้ลงทุนรายบริษัท ไปสู่การสั่งสมความพร้อมด้านนิคมอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ พลังงานหมุนเวียน และเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วน ซึ่งช่วยยกระดับประเทศเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน อย่างไรก็ดี รายงานได้เน้นย้ำว่าการดึงดูดเงินทุนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ประเทศกำลังพัฒนาจำเป็นต้องเชื่อมโยงการลงทุนจากต่างประเทศเข้ากับผู้ผลิตชิ้นส่วนในท้องถิ่น การพัฒนาทักษะแรงงาน นวัตกรรม และการจ้างงาน เพื่อให้การลงทุนดังกล่าวส่งผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศในภาพรวมอย่างยั่งยืน

 

ข้อสังเกตุและข้อเสนแนะ

  • การขยายโรงงาน Gigafactory และค่ายรถยนต์ชั้นนำในโมร็อกโก ทำให้เกิดความต้องการชิ้นส่วนและวัตถุดิบต้นน้ำจำนวนมาก ผู้ส่งออกไทยที่มีศักยภาพในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ ยางแปรรูป สายไฟ (Wiring Harness) พลาสติก และชิ้นส่วนโลหะความแม่นยำสูง ควรเร่งยกระดับมาตรฐานเพื่อส่งออกเป็นวัตถุดิบและส่วนประกอบป้อนโรงงานผลิตในโมร็อกโก

  • เนื่องจากโมร็อกโกเน้นการเชื่อมโยงเงินลงทุนต่างชาติกับภาคการผลิตในท้องถิ่น ผู้ส่งออกไทยจึงควรร่วมมือกับผู้ประกอบการท้องถิ่นในรูปแบบการรับจ้างผลิตหรือการร่วมทุน เพื่อสร้างความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทานระยะยาว และรองรับกฎเกณฑ์ด้านแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) สำหรับส่งออกไปยังทวีปยุโรป

  • โมร็อกโกมี FTA กับยุโรป และสหรัฐฯ รวมถึงเป็นสมาชิก AfCFTA ตลอดจนมีโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่เข้มแข็ง ผู้ประกอบการไทยจึงควรมองโมร็อกโกเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้า โดยอาจพิจารณาเข้าไปตั้งคลังสินค้าหรือโรงงานประกอบขั้นสุดท้ายในเขตเศรษฐกิจเสรี เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในการส่งออกต่อไปยังตลาดเป้าหมาย

     

------------------------------------

 

ที่มา 

https://www.moroccoworldnews.com/2026/08/334186/morocco-attracts-growing-investment-in-ev-batteries-automotive-industry/


 


[1] คือ คอมเพล็กซ์ท่าเรืออุตสาหกรรมและน้ำลึกที่ใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกาและในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตั้งอยู่บนช่องแคบยิบรอลตาร์ ประเทศโมร็อกโก

ฉบับ 1 เดือน สค 69 Morocco.pdf
Share :
Instagram