fb
เวียดนามเร่งใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ ยกระดับคุณภาพสินค้าและความเชื่อมั่นผู้บริโภค

เวียดนามเร่งใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ ยกระดับคุณภาพสินค้าและความเชื่อมั่นผู้บริโภค

โดย
Tran
ลงเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2569 17:59
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))
5

เนื้อข่าว 

 ระบบการตรวจสอบย้อนกลับสินค้ากำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญต่อพฤติกรรมการบริโภคและการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของภาคธุรกิจในเวียดนาม ภายใต้บริบทที่ความกังวลเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดสินค้า คุณภาพ และความสมบูรณ์ถูกต้องของข้อมูลและตัวสินค้าทวีความรุนแรงขึ้น อันเนื่องมาจากปัญหาการปลอมแปลงสินค้าและการฉ้อโกงทางการค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคซึ่งเดิมให้ความสำคัญกับราคา รูปลักษณ์ และตราสินค้าที่คุ้นเคย ได้หันมาให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น โดยการสแกนรหัสคิวอาร์ (QR Code) เพื่อตรวจสอบแหล่งที่มาและข้อมูลห่วงโซ่อุปทานในซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ และตลาดดั้งเดิม กลายเป็นพฤติกรรมที่แพร่หลาย สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐานการบริโภคที่เน้นข้อมูลและความน่าเชื่อถือ ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าวได้ก่อให้เกิดแรงกดดันต่อภาคธุรกิจและหน่วยงานรัฐในการยกระดับความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในระยะยาว

image.png

ในเชิงนโยบายระดับชาติ เวียดนามได้ผลักดันการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2562 ภายหลังการอนุมัติโครงการพัฒนาและบริหารจัดการระบบตรวจสอบย้อนกลับแห่งชาติ ภายใต้คำสั่งนายกรัฐมนตรีเลขที่ 100/QĐ-TTg (Decision No. 100/QĐ-TTg) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตและการกระจายสินค้าให้สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัล ปัจจุบันทั้ง 34 จังหวัดและนครที่ผ่านการปรับโครงสร้างการปกครองได้จัดทำแผนดำเนินงานด้านการตรวจสอบย้อนกลับ โดยมุ่งเน้นกลุ่มสินค้าเป้าหมายและผลิตภัณฑ์ตามโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (One Commune One Product: OCOP) และมีผู้ประกอบการเข้าร่วมระบบแล้วมากกว่า 25,000 ราย นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังช่วยยกระดับประสิทธิผลในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยอาหาร และเสริมสร้างความเข้มแข็งในการปราบปรามการลักลอบนำเข้า ตลอดจนการกระทำอันเป็นการฉ้อโกงทางการค้า อีกทั้งยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของประเทศ ซึ่งมติของกรมการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม (Politburo) ได้กำหนดให้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นกลไกหลักในการยกระดับผลิตภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ Big Data ปัญญาประดิษฐ์ Blockchain และระบบตรวจสอบย้อนกลับอัจฉริยะ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและการกำกับดูแลสมัยใหม่อย่างเป็นระบบ

ในระดับภาคธุรกิจ ระบบการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าได้เปลี่ยนบทบาทจากต้นทุนส่วนเพิ่ม ไปสู่การลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่อยกระดับมูลค่าตราสินค้า และความเชื่อมั่นในระยะยาว ตัวอย่างเช่น การนำเทคโนโลยีการระบุอัตโนมัติด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radio Frequency Identification: RFID) มาติดตั้งกับต้นชาสายพันธุ์ Shan Tuyet ในพื้นที่เพาะปลูกที่ได้รับการคุ้มครองของสหกรณ์ชาสมุนไพรเถืองเซิน (Thuong Son Medicinal Tea Cooperative) ในจังหวัดเตวียนกวาง (Tuyen Quang Province) ซึ่งเป็นแหล่งจัดหาวัตถุดิบให้แก่บริษัทผู้ผลิตชาชั้นนำ Nui Đen Medicinal Tea JSC เพื่อใช้ตรวจสอบและยืนยันแหล่งที่มาของวัตถุดิบได้อย่างชัดเจน และต่อยอดไปสู่การจัดทำหนังสือเดินทางดิจิทัลของสินค้า (Digital Product Passport) สำหรับผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปแต่ละรายการ ทำให้สามารถติดตามข้อมูลสำคัญของสินค้าได้ตลอดกระบวนการผลิตและการจำหน่าย แนวทางดังกล่าวเอื้อให้ผู้ส่งออกของเวียดนามสามารถปรับยุทธศาสตร์การแข่งขันจากการแข่งขันเชิงปริมาณไปสู่การแข่งขันเชิงคุณค่าที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานคุณภาพ ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ และภาพลักษณ์ของตราสินค้า ซึ่งสอดรับกับแนวโน้มการค้าโลกที่มุ่งเน้นความโปร่งใส ความยั่งยืน และความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน

อย่างไรก็ตาม ระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าของเวียดนามยังมีลักษณะแยกส่วนและไม่เป็นระบบเดียวกัน เนื่องจากยังไม่มีมาตรฐานกลางและรูปแบบข้อมูลที่ใช้ร่วมกันในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน ผู้ประกอบการบางรายใช้มาตรฐานขององค์การกำหนดมาตรฐานสากลด้านการระบุสินค้าและข้อมูล GS1 (Global Standards One) ขณะที่บางรายใช้รหัสหรือระบบที่พัฒนาขึ้นเอง และเก็บข้อมูลไว้ในฐานข้อมูลของตนเองที่ไม่เชื่อมต่อกัน ส่งผลให้การเชื่อมโยงข้อมูลและการตรวจสอบในระดับประเทศทำได้ยากและมีความซับซ้อน โดยเฉพาะในภาคเกษตร ข้อมูลการตรวจสอบย้อนกลับส่วนใหญ่เป็นข้อมูลที่ผู้ผลิตรายงานด้วยตนเอง และมีการตรวจสอบจากภาครัฐค่อนข้างจำกัด ขณะเดียวกัน โครงสร้างการผลิตที่กระจายตัวเป็นรายย่อย และค่าใช้จ่ายในการจัดทำและดูแลระบบที่ค่อนข้างสูง ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับสหกรณ์และเกษตรกรรายเล็ก นอกจากนี้ ประเทศคู่ค้าแต่ละแห่งยังมีข้อกำหนดด้านการตรวจสอบย้อนกลับที่แตกต่างกัน ทำให้ไม่สามารถใช้ข้อมูลชุดเดียวกันได้ทุกตลาด และทำให้การเชื่อมต่อระบบระหว่างประเทศทำได้ยากยิ่งขึ้น

ด้วยเหตุนี้ ผู้เชี่ยวชาญจึงเห็นว่าการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับจำเป็นต้องมีกฎหมายและมาตรฐานกลางในระดับประเทศที่ชัดเจน พร้อมกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบและรับรองข้อมูล (Data Verification) อย่างเป็นระบบ รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดังกล่าวได้ในต้นทุนที่เหมาะสม

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมของเวียดนามอยู่ระหว่างการจัดทำร่างกฤษฎีกาว่าด้วยการระบุอัตลักษณ์สินค้าและระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Draft Decree on Product Identification and Traceability) ซึ่งจะกำหนดหน้าที่ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในแต่ละขั้นของห่วงโซ่อุปทานอย่างชัดเจน พร้อมวางฐานกฎหมายสำหรับการเชื่อมโยงและแบ่งปันข้อมูลในระดับประเทศ มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยยกระดับความโปร่งใส คุณภาพสินค้า และการคุ้มครองผู้บริโภค ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจเวียดนามในระยะยาว

 (แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569)

วิเคราะห์ผลกระทบ

ท่ามกลางการแข่งขันทางการค้าที่รุนแรงขึ้นทั้งในและต่างประเทศ ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของสินค้า (Traceability) ได้กลายเป็นปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมผู้บริโภค การบริหารความเสี่ยง และการจัดการห่วงโซ่อุปทานในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ปัจจุบัน ผู้บริโภคและคู่ค้าทางธุรกิจมิได้พิจารณาเพียงราคา คุณภาพ หรือภาพลักษณ์ของแบรนด์เท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับ ถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรฐานความปลอดภัย ความยั่งยืน และความโปร่งใสของข้อมูลมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนถึงความคาดหวังด้านคุณภาพที่สูงขึ้น ซึ่งกดดันให้ผู้ประกอบการต้องสามารถพิสูจน์ ที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ และการขนส่งได้อย่างตรวจสอบได้จริง ส่งผลให้ความโปร่งใสกลายเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของการกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทาน มิใช่เพียงเครื่องมือทางการตลาด โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหาร เกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภคที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

ในด้านการค้าและมาตรฐานสากล ระบบตรวจสอบย้อนกลับมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอาหาร การบริหารความเสี่ยง และความรับผิดทางกฎหมาย ภายใต้มาตรฐานระหว่างประเทศ เช่น GS1, ISO 22000 และ HACCP ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการเข้าถึงตลาดส่งออก โดยเฉพาะตลาดที่มีข้อกำหนดเข้มงวด อาทิ สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ความสามารถในการจัดทำข้อมูลที่ครบถ้วน เชื่อถือได้ และตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน จึงถือเป็นขีดความสามารถเชิงโครงสร้างที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว มากกว่าจะเป็นเพียงเครื่องมือทางเทคนิคเฉพาะด้าน

ในระดับนโยบาย เวียดนามได้พัฒนากรอบกฎหมายและกลไกสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การประกาศใช้ Decision No. 100/QĐ-TTg เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2562 เพื่ออนุมัติโครงการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับระดับประเทศ โดยมอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดมาตรฐานและโครงสร้างระบบ พร้อมทั้งออกกฎหมายลำดับรองและมาตรฐานแห่งชาติด้านการตรวจสอบย้อนกลับจำนวนมาก รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายคุณภาพสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้รองรับข้อกำหนดดังกล่าว ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมและกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าได้จัดทำแผนปฏิบัติการรายสาขา ครอบคลุมระยะถึงปี 2568 และมีวิสัยทัศน์ถึงปี 2573 เพื่อเชื่อมโยงระบบนี้กับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดิจิทัลและการยกระดับมูลค่าเพิ่มของสินค้า

ความก้าวหน้าของนโยบายสะท้อนผ่านผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยมีการกำหนดรหัสระบุตัวตนสินค้าแล้วกว่า 1.9 ล้านรายการ สินค้าประมาณ 5,000 รายการสามารถติดตามข้อมูลได้ครบตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน และมีผู้ประกอบการ สหกรณ์ และครัวเรือนธุรกิจกว่า 25,000 รายเข้าร่วมระบบ พร้อมการใช้ฉลากและรหัสตรวจสอบย้อนกลับมากกว่า 20 ล้านรายการ อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลของระบบไม่ได้ขึ้นอยู่กับกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการสร้างความตระหนักรู้ในภาคธุรกิจควบคู่กัน จึงมีการจัดอบรม สัมมนา และโครงการเผยแพร่ความรู้ทั่วประเทศ โดยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ สมาคมธุรกิจ สถาบันการศึกษา และองค์การระหว่างประเทศ เพื่อปรับมุมมองของผู้ประกอบการจากต้นทุนส่วนเพิ่มไปสู่การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มและความน่าเชื่อถือในระยะยาว

นอกจากนี้ หลายจังหวัดได้ดำเนินความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย เพื่อพัฒนาทักษะด้านมาตรฐาน เทคโนโลยีดิจิทัล และการจัดการห่วงโซ่อุปทาน โดยมุ่งเน้นการบริหารข้อมูล การใช้เทคโนโลยีระบุอัตลักษณ์สินค้า และการลดการพึ่งพาผู้ให้บริการจากภายนอก ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการควบคุมคุณภาพข้อมูลของผู้ประกอบการ จากเดิมที่ระบบตรวจสอบย้อนกลับยังเป็น แนวคิดใหม่สำหรับหลายภาคส่วน ปัจจุบันเวียดนามได้พัฒนาโครงสร้างนโยบาย กลไกดำเนินงาน และระบบข้อมูลที่มีความเป็นระบบมากขึ้น ส่งผลต่อความโปร่งใสของตลาด การคุ้มครองผู้บริโภค และการเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อสินค้าในตลาดโลก

ระบบตรวจสอบย้อนกลับมิได้เป็นเพียงเครื่องมือทางเทคนิค หากแต่เป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่กำลังกำหนดรูปแบบใหม่ของพฤติกรรมผู้บริโภค โครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน และมาตรฐานการแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัล สำหรับเวียดนาม การพัฒนาระบบดังกล่าวมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันเชิงปริมาณไปสู่การแข่งขันเชิงมูลค่า ซึ่งเน้นคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และข้อมูลที่ตรวจสอบได้ อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาความสามารถในการแข่งขัน การขยายตลาดส่งออก และการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

นำเสนอโอกาส/แนวทาง

การที่เวียดนามเร่งพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับภายใต้กรอบนโยบายระดับชาติ ส่งผลโดยตรงต่อสภาพแวดล้อมทางการค้าและเงื่อนไขการเข้าสู่ตลาดของผู้ประกอบการไทย ทั้งในฐานะผู้ส่งออกและนักลงทุนในเวียดนาม กล่าวคือ สินค้าที่ไม่สามารถแสดงข้อมูลถิ่นกำเนิด กระบวนการผลิต และมาตรฐานความปลอดภัยที่ตรวจสอบได้ อาจเผชิญความเสี่ยงด้านการกีดกันทางเทคนิคต่อการค้า และต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่สูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผู้บริโภคเวียดนามให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความปลอดภัยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ประกอบการไทยควรปรับกลยุทธ์จากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การแข่งขันเชิงมูลค่า โดยบูรณาการระบบตรวจสอบย้อนกลับเข้ากับการบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างครบวงจร ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบในประเทศ การแปรรูป การขนส่ง จนถึงการจัดจำหน่ายในเวียดนาม พร้อมทั้งพิจารณาใช้มาตรฐานสากลที่เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก เพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลชุดเดียวรองรับหลายตลาด ลดความซ้ำซ้อนด้านเอกสาร และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่เข้าไปลงทุนผลิตหรือร่วมทุนในเวียดนาม ควรติดตามความคืบหน้าของร่างกฎหมายและมาตรฐานกลางของเวียดนามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงสร้างระบบข้อมูลสอดคล้องกับข้อกำหนดในอนาคต และหลีกเลี่ยงต้นทุนการปรับระบบย้อนหลัง

                การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวยังเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่สำหรับผู้ประกอบการไทย ทั้งด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบซอฟต์แวร์บริหารข้อมูล บริการที่ปรึกษาด้านมาตรฐาน และโซลูชันการจัดการห่วงโซ่อุปทานอัจฉริยะ โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs และสหกรณ์ของเวียดนามที่ยังมีข้อจำกัดด้านองค์ความรู้และเงินลงทุน การเข้าไปมีบทบาทในฐานะพันธมิตรทางเทคโนโลยีหรือผู้ให้บริการระบบ อาจสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ในระยะยาว ทั้งในตลาดเวียดนามและในบริบทการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค อันจะเอื้อต่อการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระบบการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับมากยิ่งขึ้น

News 23 - 27 February 2026 - VN Traceability reshapes consumer behaviour, supply chains-Edit.pdf
Share :
Instagram