
เนื้อข่าว
เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 แพลตฟอร์ม VNFruitVegMarket เปิดเผยแผนพัฒนาตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรออนไลน์เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงทางการค้าระหว่างผู้ผลิตสินค้าเกษตรของเวียดนามกับผู้ซื้อในสิงคโปร์ โดยเปิดเผยรายละเอียดในงานเสวนาด้านการเปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ณ นครโฮจิมินห์ ซึ่งจัดโดยสำนักงานนวัตกรรม การเปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมอุตสาหกรรม (Agency for Innovation, Green Transition and Industry Promotion) กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม

นาง Le Ngoc Nguyen ผู้แทนจากแพลตฟอร์ม VNFruitVegMarket กล่าวว่า แพลตฟอร์มดังกล่าวเป็นตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรออนไลน์รูปแบบใหม่และเป็นแพลตฟอร์มประเภทแรกของเวียดนาม โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการภายในสิ้นเดือนกันยายน 2569 เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดซื้อสินค้าเกษตร และขยายช่องทางการตลาดให้แก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการเวียดนาม โดยผู้ซื้อสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ตั้งแต่ปริมาณขั้นต่ำ 1 ลัง หรือ 1 พาเลท (Pallet) ไปจนถึงคำสั่งซื้อขนาดใหญ่ พร้อมสามารถเข้าถึงข้อมูลสินค้า คุณลักษณะของสินค้า ปริมาณสินค้าที่พร้อมจำหน่าย และนโยบายด้านราคาได้อย่างชัดเจนและโปร่งใส ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการตัดสินใจจัดซื้อและเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย
ในด้านการขยายฐานผู้ซื้อ แพลตฟอร์มดังกล่าวได้รับการออกแบบให้รองรับผู้ประกอบการในสิงคโปร์ที่มีความหลากหลาย โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผู้ค้าปลีก ร้านอาหาร ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ผู้จัดจำหน่าย (Distributors) และคู่ค้าทางการค้าประเภทอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาคำสั่งซื้อสินค้านำเข้าขนาดใหญ่จากผู้ซื้อรายเดิม และเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตสินค้าเกษตรของเวียดนามสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อรายย่อยและผู้ประกอบการเฉพาะกลุ่มได้มากขึ้น นอกจากนี้ แพลตฟอร์ม VNFruitVegMarket มีแผนเชื่อมโยงระบบกับคลังสินค้าในสิงคโปร์เพื่อรองรับการจัดเก็บสินค้า การรวบรวมสินค้าและคำสั่งซื้อ การกระจายสินค้า และการจัดส่งภายในประเทศปลายทาง ซึ่งจะช่วยให้แพลตฟอร์มสามารถรองรับกระบวนการทางการค้าได้ตั้งแต่การจับคู่ผู้ซื้อและผู้ขาย การบริหารคำสั่งซื้อ ไปจนถึงการบริหารจัดการสินค้าในตลาดปลายทาง
ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มจะนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของการค้าสินค้าเกษตรมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน โดยมีกลไกการสั่งซื้อแบบรวมกลุ่ม (Group Buying Mechanism) ซึ่งจะรวบรวมความต้องการซื้อจากผู้ซื้อหลายรายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านปริมาณคำสั่งซื้อและลดต้นทุนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงระบบการประมูลแบบหลายมิติ (Multi-dimensional Auction System) ที่สามารถพิจารณาปัจจัยด้านอุปสงค์และอุปทาน ปริมาณสินค้า และช่วงเวลาการซื้อขาย เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำธุรกรรม นอกจากนี้ ยังมีการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลความต้องการของตลาดและแผนการจัดหาสินค้า ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการผลิตและจัดส่งสินค้าได้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากขึ้น ตลอดจนลดความเสี่ยงจากภาวะสินค้าขาดแคลน และปริมาณสินค้าคงคลังส่วนเกิน โดยการเปิดเผยข้อมูลด้านราคา ปริมาณ และรายละเอียดสินค้าอย่างโปร่งใสจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของข้อมูลทางการค้าและสนับสนุนการตัดสินใจจัดซื้อของผู้ประกอบการ
การพัฒนาแพลตฟอร์มดังกล่าวมีความสำคัญต่อการแก้ไขข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของการส่งออกสินค้าเกษตรเวียดนาม เนื่องจากแม้เวียดนามจะมีฐานการผลิตสินค้าเกษตรที่หลากหลายและมีศักยภาพในการจัดหาสินค้าสำหรับตลาดต่างประเทศ แต่ผู้ผลิตและผู้ส่งออกยังเผชิญอุปสรรคหลายด้าน ได้แก่ การเข้าถึงและเชื่อมโยงกับผู้ซื้อระหว่างประเทศ การบริหารจัดการคำสั่งซื้อที่มีปริมาณแตกต่างกัน ระบบโลจิสติกส์ การบริหารสินค้าคงคลัง ตลอดจนความรวดเร็วในการกระจายสินค้าในตลาดปลายทาง ดังนั้น การมีแพลตฟอร์มการซื้อขายที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลด้านอุปสงค์และอุปทานเข้ากับระบบคลังสินค้า การกระจายสินค้า และการจัดส่งในประเทศปลายทาง จึงมีส่วนช่วยลดข้อจำกัดในห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารคำสั่งซื้อ และสนับสนุนการลดต้นทุนและความสูญเสียตลอดกระบวนการส่งออก ซึ่งท้ายที่สุดจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรเวียดนามในตลาดต่างประเทศ
สำหรับตลาดสิงคโปร์ถือเป็นตลาดเป้าหมายที่มีศักยภาพ เนื่องจากมีความต้องการนำเข้าอาหารและสินค้าเกษตรในระดับสูง ประกอบกับมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ใกล้กับเวียดนาม ซึ่งเอื้อต่อการขนส่งสินค้าเกษตรสด (Fresh Produce) และช่วยลดระยะเวลาในการขนส่งเมื่อเทียบกับตลาดปลายทางที่อยู่ห่างไกล อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์มีข้อกำหนดและมาตรฐานด้านคุณภาพสินค้า ความปลอดภัยอาหาร การตรวจสอบย้อนกลับ และมาตรฐานการประกอบธุรกิจที่เข้มงวด ส่งผลให้การเข้าสู่ตลาดดังกล่าวจำเป็นต้องมีระบบการบริหารจัดการและการควบคุมคุณภาพที่มีประสิทธิภาพ แม้จะเป็นตลาดที่มีข้อกำหนดสูง แต่การที่ผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าเกษตรเวียดนามสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานของสิงคโปร์ได้ จะช่วยยกระดับมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของสินค้า และสามารถใช้เป็นพื้นฐานในการขยายการส่งออกไปยังตลาดประเทศอื่น ๆ ที่มีข้อกำหนดด้านคุณภาพ ความปลอดภัยอาหาร และการตรวจสอบย้อนกลับในระดับสูงต่อไป
(แหล่งที่มา https://news.tuoitre.vn/ ฉบับวันที่ 4 กันยายน 2569)
วิเคราะห์ผลกระทบ
ท่ามกลางการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล และการค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้สนับสนุนการค้าสินค้าเกษตรระหว่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มบทบาทมากขึ้น เนื่องจากช่วยขยายช่องทาง การเข้าถึงตลาดและลดข้อจำกัดด้านระยะทางและเครือข่ายทางการค้า โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งอาจมีข้อจำกัดด้านปริมาณการผลิต เงินทุน และฐานลูกค้าในต่างประเทศ ในบริบทดังกล่าว การพัฒนาตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรออนไลน์จึงมิได้เป็นเพียงการปรับเปลี่ยนช่องทางการซื้อขายจากรูปแบบดั้งเดิม สู่ระบบดิจิทัล แต่เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการค้า (Trade Infrastructure) ที่สามารถเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้ซื้อ และผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ทั้งยังมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรสินค้า การรวบรวมคำสั่งซื้อ และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรในตลาดต่างประเทศ
ภายใต้แนวโน้มดังกล่าว VNFruitVegMarket – Vietnam Agri Wholesale Platform ได้พัฒนาแพลตฟอร์มตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรออนไลน์ ซึ่งถือเป็นแพลตฟอร์มรูปแบบใหม่และเป็นแพลตฟอร์มประเภทแรกของเวียดนาม โดยมีเป้าหมายเชื่อมโยงผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าเกษตรเวียดนามกับผู้ซื้อในสิงคโปร์ผ่านรูปแบบธุรกิจระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ (Business-to-Business: B2B) และคาดว่าจะเปิดให้บริการภายในสิ้นเดือนกันยายน 2569 จุดเด่นสำคัญของแพลตฟอร์มคือการเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดซื้อ โดยรองรับคำสั่งซื้อตั้งแต่ปริมาณ 1 ลังหรือ 1 พาเลท (Pallet) ไปจนถึงคำสั่งซื้อขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อหลายกลุ่มสามารถเข้าถึงสินค้าเกษตรเวียดนามได้มากขึ้น ทั้ง SMEs ผู้ค้าปลีก ร้านอาหาร ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม และผู้จัดจำหน่าย (Distributors) นอกจากนี้ ระบบจะเปิดเผยข้อมูลสินค้า คุณลักษณะสินค้า ปริมาณที่พร้อมจำหน่าย และนโยบายด้านราคาอย่างชัดเจนและโปร่งใส ซึ่งมีส่วนช่วยลดความไม่สมดุลของข้อมูลระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย เพิ่มความน่าเชื่อถือของข้อมูลทางการค้า และสนับสนุนการตัดสินใจจัดซื้ออย่างมีประสิทธิภาพ
ในด้านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน แพลตฟอร์มดังกล่าวได้รับการออกแบบให้เชื่อมโยงระบบซื้อขายออนไลน์กับโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ในสิงคโปร์ โดยมีแผนเชื่อมต่อกับคลังสินค้าเพื่อรองรับการจัดเก็บ การรวบรวมสินค้าและคำสั่งซื้อ การกระจายสินค้า และการจัดส่งภายในประเทศปลายทาง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสินค้าเกษตรสด (Fresh Produce) ที่มีข้อจำกัดด้านอายุการเก็บรักษาและต้นทุนการขนส่ง ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มจะนำกลไกการสั่งซื้อแบบรวมกลุ่ม (Group Buying Mechanism) มาใช้เพื่อรวบรวมความต้องการของผู้ซื้อหลายรายและเพิ่มประสิทธิภาพด้านปริมาณคำสั่งซื้อ ตลอดจนลดต้นทุนต่อหน่วยและต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ส่วนระบบการประมูลแบบหลายมิติ (Multi-dimensional Auction System) จะช่วยให้ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถกำหนดเงื่อนไขการซื้อขายโดยคำนึงถึงราคา ปริมาณ อุปสงค์และอุปทาน และช่วงเวลาการส่งมอบ นอกจากนี้ การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ และการวิเคราะห์ข้อมูล จะช่วยประเมินแนวโน้มความต้องการของตลาดและแผนการจัดหาสินค้า เพื่อสนับสนุนการวางแผนการผลิตและการจัดส่งให้สอดคล้องกับความต้องการจริง ลดความเสี่ยงจากสินค้าขาดแคลนและสินค้าคงคลังส่วนเกิน ตลอดจนลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นตลอดกระบวนการส่งออก
ในเชิงเศรษฐกิจและการค้า การพัฒนาแพลตฟอร์มดังกล่าวสะท้อนความพยายามของเวียดนามในการแก้ไขข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของการส่งออกสินค้าเกษตร ซึ่งแม้เวียดนามจะมีฐานการผลิตที่หลากหลายและมีศักยภาพด้านการส่งออก แต่ผู้ผลิตและผู้ส่งออก โดยเฉพาะ SMEs ยังคงเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงผู้ซื้อระหว่างประเทศ การรวบรวมคำสั่งซื้อที่มีปริมาณแตกต่างกัน การบริหารสินค้าคงคลัง ระบบโลจิสติกส์ และการกระจายสินค้าในตลาดปลายทาง การเชื่อมโยงระบบซื้อขายเข้ากับคลังสินค้าและเครือข่ายการกระจายสินค้าในต่างประเทศจึงมีศักยภาพในการลดคอขวดของห่วงโซ่อุปทาน และเพิ่มประสิทธิภาพการส่งออก ขณะเดียวกัน การเลือกสิงคโปร์เป็นตลาดเป้าหมายแรกมีความเหมาะสมในเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากสิงคโปร์มีความต้องการนำเข้าอาหารและสินค้าเกษตรในระดับสูง และมีที่ตั้งใกล้เวียดนามซึ่งเอื้อต่อการขนส่งสินค้าเกษตรสด อย่างไรก็ดี ตลาดสิงคโปร์มีข้อกำหนดที่เข้มงวดด้านคุณภาพ ความปลอดภัยอาหาร การตรวจสอบย้อนกลับ และมาตรฐานการดำเนินธุรกิจ ดังนั้น การเข้าสู่ตลาดดังกล่าวจึงเป็นทั้งโอกาสในการขยายการส่งออกและแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการเวียดนามยกระดับมาตรฐานสินค้า ระบบควบคุมคุณภาพ และกระบวนการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาดปลายทาง
การพัฒนา VNFruitVegMarket มีนัยสำคัญต่อการยกระดับรูปแบบการค้าสินค้าเกษตรของเวียดนามจากการพึ่งพาคำสั่งซื้อขนาดใหญ่และช่องทางการค้าดั้งเดิมไปสู่ระบบการค้าที่มีความยืดหยุ่น โปร่งใส และขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี โดยการผสานตลาดออนไลน์เข้ากับระบบคลังสินค้า โลจิสติกส์ การรวมคำสั่งซื้อ การประมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ผลิตรายย่อยและ SMEs สามารถเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้โดยตรงมากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ซื้อในสิงคโปร์จะมีทางเลือกในการจัดซื้อสินค้าเกษตรเวียดนามในปริมาณและเงื่อนไขที่หลากหลายมากขึ้น หากแพลตฟอร์มสามารถสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ ความโปร่งใสของข้อมูล และประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์ได้อย่างต่อเนื่อง จะมีศักยภาพในการลดต้นทุนทางการค้า เพิ่มประสิทธิภาพการส่งออก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรเวียดนามในตลาดระหว่างประเทศ นอกจากนี้ การที่ผู้ประกอบการสามารถยกระดับมาตรฐานให้ผ่านข้อกำหนดของสิงคโปร์ได้ ยังอาจนำไปสู่การใช้สิงคโปร์เป็นตลาดต้นแบบและจุดเชื่อมต่อสำหรับขยายสินค้าเกษตรเวียดนามไปยังตลาดอื่นในอาเซียนและตลาดโลกในระยะต่อไป
นำเสนอโอกาส/แนวทาง
การพัฒนาแพลตฟอร์ม VNFruitVegMarket มีแนวโน้มเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรเวียดนาม โดยเฉพาะการลดข้อจำกัดด้านปริมาณคำสั่งซื้อ การเข้าถึงผู้ซื้อ และการบริหารจัดการโลจิสติกส์ ซึ่งอาจส่งผลให้สินค้าเกษตรเวียดนามสามารถเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้รวดเร็วและยืดหยุ่นมากขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อผู้ประกอบการไทยทั้งในตลาดเวียดนามและตลาดส่งออกที่มีการแข่งขันสูง ผู้ประกอบการไทยจึงควรติดตามพัฒนาการของแพลตฟอร์มดังกล่าว รวมทั้งเร่งประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบวิเคราะห์ข้อมูลอุปสงค์และอุปทาน และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดซื้อ การผลิต การบริหารสินค้าคงคลัง และการกระจายสินค้า ตลอดจนพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ และมาตรฐานความปลอดภัยอาหารให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาดเป้าหมาย
สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนาม การขยายตัวของการค้าเกษตรผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลถือเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสในการเชื่อมโยงกับผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และผู้ซื้อในเวียดนามและตลาดอาเซียน โดยควรพิจารณาใช้ประโยชน์จากช่องทาง B2B และการจัดซื้อแบบรวมกลุ่มเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนและการบริหารคำสั่งซื้อ รวมทั้งสร้างเครือข่ายพันธมิตรด้านคลังสินค้า โลจิสติกส์ และการกระจายสินค้าในตลาดปลายทาง ขณะที่ผู้ประกอบการไทยในประเทศสามารถนำแนวทางดังกล่าวมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มช่องทางการค้าสินค้าเกษตรและอาหารไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าที่มีศักยภาพด้านคุณภาพ มาตรฐาน และมูลค่าเพิ่ม ซึ่งสามารถแข่งขันในตลาดที่มีข้อกำหนดสูงได้
ผู้ประกอบการไทยควรมุ่งยกระดับจากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การแข่งขันด้านคุณภาพ มาตรฐาน ความสามารถในการส่งมอบ และประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการใช้ข้อมูลตลาดและเครื่องมือดิจิทัลในการเข้าถึงผู้ซื้อรายย่อยและกลุ่มธุรกิจเฉพาะทางมากขึ้น นอกจากนี้ การที่เวียดนามมุ่งใช้สิงคโปร์เป็นตลาดต้นแบบเพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าและขยายการค้าไปยังตลาดอื่น สะท้อนแนวโน้มการแข่งขันด้านมาตรฐานและโครงสร้างพื้นฐานทางการค้าในอาเซียนที่เข้มข้นขึ้น จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดสินค้าเกษตรและอาหารที่มีมาตรฐานสูง รวมถึงพัฒนาความร่วมมือกับคู่ค้าเวียดนามในด้านการจัดหา การแปรรูป การกระจายสินค้า และการค้าข้ามพรมแดน เพื่อสร้างห่วงโซ่มูลค่าร่วมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดอาเซียนและตลาดโลก