
เรียกได้ว่าปี 2026 เป็นปีที่อุตสาหกรรมยาของโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้น ยาที่เคยขายดีมาเป็นระยะเวลายาวนาน ขณะนี้กำลังลดความสำคัญลง ส่วนยาชนิดใหม่ๆ ก็อาจเข้าสู่ตลาดได้ช้าลง อุตสาหกรรมยากำลังเข้าสู่การแข่งขันเพื่อหาตัวยาทดแทน โดยจีนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นรายใหม่ที่สำคัญ สำนักข่าว Handelsblatt ได้สำรวจอุตสาหกรรมยาและเรียนรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่ ผู้จัดการ นักลงทุน และนักวิเคราะห์ คาดการณ์ถึงสถานการณ์ในปี 2026 ไว้ดังนี้
(1) แรงกดดันด้านราคายาจากสหรัฐอเมริกาคุกคามการจัดหายาในประเทศเยอรมนี
หนึ่งในเป้าหมายของนาย Donald Trump ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา คือ สหรัฐฯ จะยุติการให้เงินสนับสนุนการพัฒนายาในสัดส่วนที่ไม่สมดุลกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก คาดว่าสาเหตุนี้จะส่งผลให้ยุโรปจะต้องจ่ายราคายาที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยเม็ดเงินส่วนที่ขาดหายไป ซึ่งนี่คือสิ่งที่ยากต่อการนำไปปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเยอรมนีที่ราคายาถูกควบคุมอย่างเข้มงวดที่นี่ ทำให้ตลาดเยอรมนีไม่น่าดึงดูดสำหรับบริษัทเภสัชกรรมระดับโลก และมีวี่แววว่ายาใหม่ๆ อาจถูกนำเข้ามาในตลาดช้าลงหรืออาจไม่ถูกนำเข้ามาเลยก็เป็นได้ จากข้อมูลของ Boston Consulting Group (BCG) บริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ ระบุว่าบริษัทเภสัชกรรมกำลังเผชิญหน้ากับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ โดยยาใหม่ๆ อาจจะมีการวางจำหน่ายก่อนในประเทศที่สามารถตั้งราคาได้สูงกว่าหรือมีต้นทุนต่ำกว่า อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา จีน หรืออินเดีย ซึ่งอาจคุกคามความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของยุโรป สิ่งนี้ทำให้เกิดความไม่แน่นอนภายในอุตสาหกรรมยาในระดับสูงนาย Han Steutel ประธานสมาคมบริษัทเภสัชกรรมที่เน้นการวิจัย (Vfa - Verbands der forschenden Pharmaunternehme) กล่าวว่า “ไม่ค่อยมีครั้งใดที่มีการคาดการณ์ว่า ยาใหม่ๆ ที่วางแผนจำหน่ายในเยอรมนีในปี 2026 จะยากลำบากเท่านี้” นาย Steutel เตือนว่า ช่องว่างระหว่างอุปทานยาของเยอรมนี และสหรัฐอเมริกาอาจจะกว้างขึ้นอีก
(2) การหมดอายุของสิทธิบัตรเป็นปัจจัยสำคัญในการเข้าซื้อกิจการ
นอกจากนี้ ยาที่ขายดีที่สุดหลายชนิดในปัจจุบันกำลังจะหมดอายุสิทธิบัตรแล้ว (สิทธิบัตรเป็นการให้สิทธิ์บริษัทผลิตยาในการจำหน่ายยาแต่เพียงผู้เดียวเป็นระยะเวลาจำกัด) เมื่อสิทธิบัตรหมดอายุลง ผู้ผลิตรายอื่นก็สามารถจำหน่ายยานั้นได้เช่นกัน โดยปกติแล้วจะจำหน่ายในราคาที่ต่ำกว่ามาก ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป สิทธิบัตรจำนวนมากจะหมดอายุ ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านรายได้ที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมยา จากการวิเคราะห์ของ Boston Consulting Group คาดว่า ภายในปี 2030 ยาที่มีรายได้ต่อปี ประมาณเกือบ 400 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะสูญเสียการคุ้มครองสิทธิบัตร ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สร้างแรงกดดันอย่างมากต่ออุตสาหกรรมยาให้ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในอดีตเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ไม่ใช่กรณีพิเศษ นาย Markus Manns ผู้จัดการด้านพอร์ตโฟลิโอการลงทุนของบริษัท Union-Investment กล่าวว่า โดยเฉลี่ยแล้วทุกๆ 12 – 15 ปี อุตสาหกรรมยาจะต้องปรับตัวใหม่หลังจากสิทธิบัตรสำคัญหมดอายุลง อย่างไรก็ตาม นาง Judith Wallenstein หุ้นส่วนอาวุโสของ BCG ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพและเภสัชกรรม ยังคงมองสถานการณ์ที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมนี้ในเชิงบวกอยู่ แม้ว่าสิทธิบัตรจำนวนมากกำลังจะหมดอายุลงก็ตาม โดยนาง Wallenstein กล่าวว่า “นี่เป็นสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่ไม่ใช่สถานการณ์ที่เราไม่เคยเผชิญมาก่อน มันเป็นเพียงวัฏจักรของอุตสาหกรรมยาเท่านั้น” โดยนาง Wallenstein กล่าวเสริมว่า ระหว่างปี 2005 ถึง 2010 นี่เป็นสถานการณ์ที่อุตสาหกรรมยาสามารถผ่านพ้นมาได้สำเร็จ และคราวนี้ก็ย่อมจะผ่านพ้นมันไปได้อีกครั้ง ด้วยเหตุนี้บริษัทเภสัชกรรมทั่วโลกจึงมองหาเป้าหมายในการเข้าซื้อกิจการมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ยาที่ขายดีที่สุดหลายตัวกำลังจะหมดอายุสิทธิบัตร แต่ในเวลาเดียวกันงานวิจัยของพวกเขาก็ไม่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ได้รวดเร็วพอที่จะสามารถทดแทนได้ ดังนั้น บริษัทเหล่านี้จึงมุ่งหวังที่จะชดเชยการสูญเสียรายได้ที่คาดการณ์ไว้ผ่านการเข้าซื้อกิจการของบริษัทอื่นนั่นเอง ด้วยเหตุนี้นักวิเคราะห์จึงคาดการณ์ว่า แนวโน้มที่การเข้าซื้อกิจการจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป แม้ว่าอัตราการเข้าซื้อกิจการในภาคส่วนนี้ค่อนข้างชะลอตัวในช่วงต้นปี 2025 แต่ก็เร่งตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงปลายปี
นักวิเคราะห์ของ Berenberg เชื่อว่าแนวโน้มที่การเข้าซื้อกิจการจะทวีความรุนแรงขึ้นอีกในปี 2026 โดยบริษัทเภสัชกรรมส่วนใหญ่น่าจะเข้าซื้อกิจการบริษัทที่มีตัวยาที่อาจวางจำหน่ายในตลาดได้ในเร็วๆ นี้ “ประมาณ 25% ของยาที่อยู่ระหว่างการพัฒนาทั่วโลก มุ่งเป้าไปที่การรักษามะเร็ง ซึ่งแนวโน้มนี้ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปมากนัก” ตามที่นักวิเคราะห์จาก BCG และ Barclays ได้ระบุว่า นอกจากงานวิจัยมะเร็งแล้ว การรักษาโรคอ้วนและโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง อย่างเช่น โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (multiple sclerosis) หรือโรครูมาติสซั่ม (Rheumatism) ก็เป็นที่ต้องการอย่างมากเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีแถลงการณ์ของบริษัท BioNTech (ผู้ผลิตวัคซีนโควิด-19 จากเมืองMainz เยอรมนี) ว่าในปี 2026 บริษัทวางแผนที่จะเปิดตัวยารักษาโรคมะเร็งตัวแรก ซึ่งจะเป็นแอนติบอดีจำเพาะแบบคู่ (bsAbs - Bispecific Monoclonal Antibody) สำหรับรักษามะเร็งปอด โดยบริษัทฯ ได้พัฒนาร่วมกับบริษัทเภสัชกรรม Bristol Myers Squibb จากสหรัฐอเมริกา ในขณะเดียวกันบริษัท Novo Nordisk จากเดนมาร์กได้เริ่มจำหน่ายยาเม็ดลดน้ำหนักในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา ส่วนบริษัทคู่แข่งในสหรัฐอเมริกา อย่าง Eli Lilly เองก็วางแผนที่จะเริ่มจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาในไตรมาสแรกปีนี้เช่นกัน สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่า บริษัทใดจะสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้มากกว่ากันในช่วงแรกของการบุกตลาดนั่นเอง
(3) มองการเข้ามาของจีนให้เป็นโอกาสในการเข้าซื้อกิจการ
เป็นระยะเวลานานแล้วที่ตลาดจีนถูกมองเป็นเพียงตลาดผู้บริโภคยาจากประเทศตะวันตก โดยนาง Wallenstein กล่าวว่า “การที่จีนกลายเป็นแหล่งนวัตกรรมที่แท้จริงนั้น เป็นสิ่งที่อุตสาหกรรมไม่ได้คาดการณ์ไว้ขนาดนี้ แม้กระทั่งเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คนส่วนใหญ่ยังคงบอกว่า จีนเป็นตลาดลอกเลียนแบบ แต่ในความเป็นจริงขณะนี้ มันกลับเป็นเรื่องตรงกันข้าม” การที่บริษัทจีนยังไม่ค่อยทำการตลาดผลิตภัณฑ์ยาของตนเองในสหรัฐอเมริกาหรือในยุโรป จีนจึงต้องพึ่งพาข้อตกลงด้านลิขสิทธิ์ ซึ่งเปิดโอกาสให้กับบริษัทเภสัชกรรมตะวันตก ตัวอย่างเช่น บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ BioNTech ในเมือง Mainz ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีจากการที่เป็นผู้พัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรน่า ได้ซื้อยาต้านมะเร็งจากจีน และให้สิทธิ์การผลิตแก่ Bristol Myers Squibb ในราคาที่สูงขึ้นมาก สำหรับบทบาทของจีนในตลาดการควบรวมและซื้อกิจการนั้นก็กำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ระหว่างปี 2022 ถึง 2024 สาธารณรัฐประชาชนจีนมีส่วนแบ่งตลาดน้อยกว่าหนึ่งในสามของปริมาณธุรกรรมทั่วโลกในอุตสาหกรรมยา แต่ส่วนแบ่งตลาดของจีนในปัจจุบันได้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณครึ่งหนึ่งแล้ว นาง Wallenstein กล่าวว่า “ดิฉันไม่เชื่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในจีนจะเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นแบบประเดี๋ยวประด๋าว” เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา การพัฒนายาจากจีนมีสัดส่วนน้อยกว่า 5% ของการพัฒนายาทั่วโลก แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นประมาณหนึ่งในสาม (ราวๆ 33%) นาง Wallenstein กล่าวเพิ่มว่า “ดิฉันมองว่า การพัฒนานี้ยังไม่ถึงขีดจำกัดเลย เมื่อดูจากความมั่นคงทางการเงินที่รัฐบาลจีนมอบให้ โดยรัฐบาลระบุอย่างชัดเจนว่า ยาและวิทยาศาสตร์ชีวภาพเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณภาพด้านนวัตกรรมนั้นไม่ได้ถูกคาดการณ์ไว้ว่า จะมีมากเท่าที่กำลังปรากฏให้เห็นในขณะนี้ ซึ่งนาง Wallenstein กล่าวว่า คุณภาพดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับความมั่นคงด้านการลงทุนของจีนที่มีมาอย่างยาวนานนั้นเอง
(แหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์ Handelsblatt เดือน กุมภาพันธ์ 2569)