ด้วยเหตุที่การท่องเที่ยวเชิงอาหาร หรือ Gastronomy Tourism กลายเป็นแนวโน้มที่สำคัญในเวทีระดับโลก ที่จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยว เนื่องจากอาหารกลายเป็นประตูสู่การเข้าใจในวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตของผู้คนในช่วงเวลาต่างๆ ประเทศไทยก็มีอาหารที่เป็นส่วนสำคัญของวิถีชีวิตไทย การผสมผสานรสชาติที่ซับซ้อน และการใช้วัตถุดิบท้องถิ่น ทำให้อาหารไทยเป็นที่รู้จักและเป็นที่หลงไหลของผู้บริโภคจากทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ค่าอาหารและของใช้จำเป็น โดยเฉพาะ ค่ารับประทานอาหารนอกบ้าน แพงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นับเป็นภาระต่อประชาชนคนทำงาน และครอบครัวทั่วไป ตลอดจนถึง กลุ่มนักท่องเที่ยว
![]() | ล่าสุด Numbeo ซึ่งทำการรวบรวมข้อมูลสถิติเกี่ยวกับค่าครองชีพของแต่ละประเทศทั่วโลก ในช่วงเวลาต่างๆ เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการรับประทานอาหารในร้านอาหาร Restaurant Price Index ในโปแลนด์ เปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคยุโรปกลาง ยุโรปตะวันออก และบอลติก ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ค่าครองชีพพุ่งสูง มาจากหลายด้าน ทั้งราคาพลังงาน ค่าแรงในภาคบริการ และวัตถุดิบที่ปรับตัวขึ้นตามต้นทุนการผลิตและค่าขนส่ง รวมถึงภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงกดดันภาคครัวเรือนอยู่ไม่น้อย ทำให้ค่าอาหารและของใช้จำเป็นแพงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดภายหลังโควิด-19 ทั้งนี้ ค่าดัชนีร้าน อาหาร Restaurant Price Index ของ Numbeo ใช้ระดับราคาของร้านอาหารในนครนิวยอร์กเป็นฐาน โดยมีระดับราคาอยู่ที่ 100 จากตัวเลขสถิติล่าสุด พบว่า การรับประทานอาหารที่ร้านในโปแลนด์ยังคงมีราคาไม่สูงมากนัก โดยมีค่าดัชนีทยอยสูงขึ้นจากระดับต่ำ-กลางที่ค่าดัชนี 30 ในช่วงก่อนสถานการณ์โควิด-19 มาแตะระดับ 48.1 ในปี 2569 ซึ่งในกลุ่มของเมืองหลัก มีเมือง Szczecin ทางตะวันตกเฉียงเหนือ มีระดับค่าดัชนีต่ำสุดอยู่ที่ 44.4 Katowice ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมทางภาคใต้มีค่าดัชนีที่ 47.3 และ Poznan หัวเมืองสำคัญที่อยู่กึ่งกลางระหว่างกรุงวอร์ซอกับกรุงเบอร์ลินของเยอรมนี มีดัชนีที่ 48.2 และที่เมืองวู้ดช์ (Lodz) ทางตอนกลางของโปแลนด์ มีค่าดัชนีอยู่ที่ 51.7 สำหรับเมืองคราคุฟและเมืองกดัญสก์จุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยว มีค่าดัชนีอยู่ที่ 52.1 และที่เมืองหลวงกรุงวอร์ซอ มีค่าดัชนี Restaurant Price Index อยู่ที่ 53.3 ในขณะที่ เมืองวรอตสวอฟ (Wroclaw) ทางทิศตะวันตกมีค่าดัชนีสูงที่สุดอยู่ที่ 54.3 |
อย่างไรก็ตาม นับว่าการรับประทานอาหารในโปแลนด์ก็ยังถูกกว่าในยุโรปอื่นๆ เช่นที่สวิตเซอร์แลนด์ มีค่าอาหารและเครื่องดื่มเฉลี่ยประมาณมื้อละ 27.00 ยูโร หรือราว 1,030 บาท ในขณะที่ โปแลนด์มีค่าอาหาร รวม คาปูชิโนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 12.78 ยูโร หรือราว 485 บาท
แต่สำหรับร้านอาหารในแถบบอลติกที่อยู่ติดโปแลนด์ทางตอนเหนือกลับมีราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ประเทศเอสโตเนียมีดัชนีราคาโดยรวมอยู่ที่ 64.9 ในเมืองหลวงกรุงทาลลินน์ อยู่ที่ 73.9 และเมืองตาร์ตู อยู่ที่ 67.7 นำลิ่วในกลุ่มเพื่อนบ้าน ในขณะที่ กรุงริกาของประเทศลัตเวียมีค่าดัชนีอยู่ในระดับ 60.3 และที่ลิทัวเนีย เมืองเคานัส มีดัชนีอยู่ที่ 59.2 และกรุงวิลนีอุสอยู่ที่ 57.1
ข้อมูลเพิ่มเติม/ข้อคิดเห็นของสคต. วอร์ซอ
1. ประเทศในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกยังคงครองแชมป์ค่าครองชีพต่ำ อาทิ เมือง Olomouc ในสาธารณรัฐเช็กมีค่าดัชนีราคา Restaurant Price Index ที่ 36.2 และกรุง Minsk ของเบลารุส มีดัชนีที่ 36.0 ซึ่งสาเหตุสำคัญ คือ ค่าเช่าบ้าน/ค่าแรงยังต่ำ และมีการท่องเที่ยวไม่มาก นอกจากนี้ ในประเทศยูเครนยังมีค่าครองชีพต่ำเช่นกัน โดยในกรุง Kyiv เมืองหลวง มีค่าดัชนีราคา Restaurant Price Index เพียง 31.1 เมือง Lviv อยู่ที่ระดับ 28.8 และเมือง Odesa อยู่ที่ 28.3 สาเหตุสำคัญ ได้แก่ ปัญหาการรุกรานประเทศจากรัสเซีย ค่าเงินที่ตกต่ำ และประชาชนขาดกำลังซื้อ ทำให้ราคาอาหารในร้านอาหารไม่แพงมาก
2. การศึกษาติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจการค้าและค่าดัชนีชี้วัดของประเทศต่างๆ อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้ธุรกิจสามารถกำหนดกลยุทธ์การตลาดได้อย่างแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะในปีนี้ ทั่วโลกเต็มไปด้วยความเสี่ยงอันเกิดจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ข้อมูลเศรษฐกิจจะช่วยให้ปรับตัวได้ทันท่วงที สามารถกำหนดราคาและการจัดกิจกรรมโปรโมชั่นที่เหมาะสมกับกำลังซื้อที่เปลี่ยนแปลง
ที่มา: TVP World