fb
ยุโรปไม่ได้ขาดแคลนทุน แค่ขาดศักยภาพในการสร้างผลตอบแทน

ยุโรปไม่ได้ขาดแคลนทุน แค่ขาดศักยภาพในการสร้างผลตอบแทน

โดย
Thanit
ลงเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2569 22:37
สคต. ณ กรุงเบอร์ลิน (เยอรมนี) (TTC, Berlin (Germany))
3

ในสหภาพยุโรป (EU) ยังมีความคิดอย่างหนึ่งที่ยังคงฝังแน่นอยู่ นั่นก็คือ สาเหตุของการขาดแคลนบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีใน EU นั้นเกิดจากการขาดแคลนเงินทุน โดยนักลงทุน ผู้ก่อตั้ง และนักการเมือง ต่างชอบออกมากล่าวอ้างว่า “ยุโรปขาดเงิน” ในการสร้างและขยายบริษัทชั้นนำของตน แต่เราเชื่อว่า นี่คือข้อบกพร่องเชิงวิเคราะห์ขั้นพื้นฐาน ข้อบกพร่องนี้เองที่ทำให้รัฐบาลต่างๆ สามารถประกาศสนับสนุนโครงการขนาดใหญ่ได้โดยไม่ต้องทำการปฏิรูปใดๆ ข้อบกพร่องนี้ทำให้กองทุน Investment funds ต่างๆ สามารถเข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องตั้งคำถามถึงกฎเกณฑ์ แต่ข้อบกพร่องนี้ไม่ได้ตอบคำถามสำคัญที่ว่า “ทำไมเงินทุนภาคเอกชนจึงไม่ลงทุนในยุโรปมากขึ้น ทั้งๆ ที่ยุโรปมีอัตราการออมสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก?”  โดยกองทุนใหม่ที่มีชื่อว่า “Scale-up Europe” เป็นกองทุนมูลค่าหลายพันล้านยูโร    ที่เกิดจากการร่วมทุนระหว่างสถาบันต่างๆ ของสหภาพยุโรปกับนักลงทุนเอกชนรายใหญ่ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อผลักดันให้เงินทุนสำหรับการขยายธุรกิจของบริษัทด้านนวัตกรรม สิ่งนี้กลับสะท้อนให้เห็นถึงภาพลวงตาชัดเจนยิ่งขึ้น  นี่เป็นอีกครั้งที่เงินหลายพันล้านยูโรถูกนำเสนอว่า เงินเป็นคำตอบของวิธีแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยให้เหตุผลว่า ในปัจจุบันความเสี่ยงสำหรับนักลงทุนนั้นเท่ากันทุกที่ในโลก การสร้างสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ก็ยากพอๆ กัน ไม่ว่าจะสร้างสตาร์ทอัพในเมืองบอสตันหรือสร้างในเมืองเซินเจิ้นก็ตาม  โดยระบบนิเวศ (ecosystem) ของสตาร์ทอัพก็แสดงให้เห็นแล้วว่า มีกำลังให้สามารถพัฒนาได้ทุกที่ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศเล็กๆ อย่างเกาหลีใต้ อิสราเอล หรือสวิตเซอร์แลนด์ แต่จนถึงขณะนี้มีเพียงผู้ร่วมทุน (Venture Capital) จากสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่ให้การสนับสนุนและสร้างเครือข่ายอย่างต่อเนื่องภายในตลาดเดียวของสหภาพยุโรป (EU Single Market) ตลาดที่มีประชากรรวมกันมากถึง 330 ล้านคน เพราะพวกเขาเข้าใจว่า การเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ได้ก่อน ถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างมหาศาลนั่นเอง

นี่เองคือ จุดที่ยุโรปยังล้าหลังอยู่ ผลที่ตามมาคือ ไม่มีบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ 20 อันดับแรก และไม่มีสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าสูงสุด 20 อันดับแรกแห่งใดตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ในยุโรปเลย ความเป็นจริงคือ ยุโรปมีความแตกต่างกันถึง 27 อย่างในด้านกฎระเบียบและระบบภาษี และหน่วยงานที่ดูแลผู้ประกอบการมักต้องขออนุญาตในทุกประเทศใน EU จุดนี้ทำให้เห็นว่า จริง ๆ แล้วตลาดภายในตลาดเดียวของสหภาพยุโรป (EU Single Market) มีอยู่แค่ในกระดาษเท่านั้น และในทางปฏิบัติไม่มีตลาดภายในตลาดเดียวฯ อยู่จริง ความแตกต่างเช่นนี้สามารถอธิบายว่า ทำไมมูลค่าของสตาร์ทอัพในสหรัฐฯ จึงสูงกว่าใน EU โดยการถกเถียงเรื่องว่า EU ขาดเงินทุนใดๆ นั้นกลายเป็นเรื่องไร้สาระทันที  

ตามรายงานของนาย Enrico Letta ประธานสถาบัน Jacques Delors Instituts ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า หากไม่มีตลาดเดียวของสหภาพยุโรป (EU Single Market) ที่ใช้งานได้จริง เงินออมในยุโรปจะไม่สามารถไหลเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่แท้จริงได้ ดังนั้น การอัดฉีดเงินจากภาครัฐเข้าสู่ตลาดมากขึ้นจึงมีประสิทธิภาพจำกัด ตราบใดที่โอกาสในการสร้างผลตอบแทนไม่เพิ่มขึ้น เนื่องจากไม่มีกำลังที่จะสามารถขยายศักยภาพในยุโรปที่ในปัจจุบันกระจัดกระจายกันอยู่ นอกจากนี้ ข้อเสียเปรียบนี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อดูจากข้อเท็จจริงที่ว่า ทำไมนักลงทุนสหรัฐฯ มักเสนอราคาที่สูงกว่าคู่แข่งจากยุโรป ไม่ใช่เพราะพวกเขา “ยอมรับความเสี่ยงได้มากกว่า” อย่างที่มักกล่าวอ้างกัน แต่เป็นเพราะพวกเขาสามารถเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ได้ ซึ่งจะเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจของพวกเขา และด้วยเหตุนี้เองพวกเขาจึงเต็มใจที่จะจ่ายในราคาที่สูงกว่านักลงทุนยุโรป  นักลงทุนชาวอเมริกันจ่ายเงินมากกว่าเพราะพวกเขาสามารถสร้างโอกาสให้กับบริษัทต่าง ๆ ได้มากกว่า ส่งผลให้แวดวงการขยายธุรกิจ (Scale-up-Scene) ของสหภาพยุโรปถูกครอบงำโดย Venture Capital จากประเทศสหรัฐอเมริกามากขึ้นเรื่อยๆ 

แม้ว่าปริมาณเงินออมในยุโรปจะมีจำนวนมาก แต่เงินเหล่านี้กลับถูกนำไปลงทุนอย่างไร้ประสิทธิภาพ  โดยครัวเรือนส่วนใหญ่มักลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงต่ำหรือในอสังหาริมทรัพย์  นักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ถูกจำกัดด้วยข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่จำเป็น หากไม่มีการลดหย่อนกฎระเบียบเหล่านี้ แน่นอนที่ผู้เล่นหลายรายอาจรับความเสี่ยงในระยะยาวได้อยู่ แต่ตราบใดที่ผลกำไรจากการลงทุนในเทคโนโลยีในยุโรปยังคงต่ำ การเลือกลงทุนกับพันธบัตรรัฐบาลแทนการลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพจึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับพวกเขา หากต้องการผลักดันให้มีการนำเงินออมของยุโรปบางส่วนไปลงทุนในนวัตกรรม จำเป็นต้องมีกฎระเบียบที่แตกต่างออกไปและการปฏิรูปอย่างแท้จริง  ในปัจจุบันการอัดฉีดเงินทุนจำนวนมากเข้าไปในโครงสร้างนั้นขัดขวางการเติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างมูลค่าที่แท้จริงได้ต่ำ ก่อนที่จะมีการโยกย้ายเงินทุน ตลาดจะต้องเปิดกว้างเสียก่อน ไม่ว่าสตาร์ทอัพที่ดีที่สุดขนาดไหนก็ไม่สามารถเติบโตได้ในสภาพแวดล้อมที่ทุกประเทศปกป้องผู้เล่นระดับประเทศของตนเองได้  หากยุโรปต้องการคงความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีต่อไป ก็ต้องกล้าที่จะทำในสิ่งที่พวกเขาเลื่อนมานานถึงยี่สิบปี นั่นก็คือ การสร้างตลาด EU Single Market ที่แท้จริงขึ้น ตลาดที่มีความครอบคลุมและใช้งานได้จริง ในวันที่ประเทศฝรั่งเศสให้การสนับสนุนไม่เพียงแค่บริษัท Mistral แต่ยังรวมถึงให้การสนับสนุนบริษัท Black Forest ที่ตั้งอยู่ในเยอรมนีหรือบริษัท Eleven Labs ที่ตั้งอยู่ในอังกฤษด้วย  วันที่ Deutschland AG หยุดขัดขวางการเข้าซื้อกิจการธนาคาร Commerzbank สัญชาติเยอรมันโดยธนาคารของอิตาลี วันที่ธนาคาร N26 สามารถพัฒนาตลาดในสเปน     ได้ง่ายเหมือนในเยอรมนี เมื่อนั้นตลาดที่จะสามารถแข่งขันทางเทคโนโลยีกับทวีปอื่นๆได้ จึงจะเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังมีความเข้าใจผิดที่ต้องเร่งแก้ไขอีกประการหนึ่ง ก็คือ ความคิดความเชื่อว่า มีเพียงสตาร์ทอัพและผู้ก่อตั้งเท่านั้นที่เป็นตัวขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อพลิกโฉมวงการได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด  ทั้งนี้ ความก้าวหน้าครั้งสำคัญๆ อย่างเช่น เลเซอร์ ระบบนำทาง GPS เทคโนโลยีชีวภาพ หรือวัสดุใหม่ๆ ล้วนเกิดขึ้นจากการวิจัยและการลงทุนระยะยาว ซึ่งมักได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิหรือหน่วยงานที่มีความคล่องตัว      ในส่วนนี้ก็เช่นกัน การสร้างโครงการริเริ่มระดับชาติก็แทบไม่มีประโยชน์ เพราะเราจำเป็นต้องมีโครงการริเริ่ม ในมิติระดับยุโรปมากกว่า เราจึงจะสามารถให้เหตุผลถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับนักลงทุนในยุโรปได้ ในเวลานี้สิ่งที่ยุโรปขาด ไม่ใช่เงิน แต่เป็นความกล้าหาญทางการเมือง ความทะเยอทะยานร่วมกัน และความสามารถในการนำไปปฏิบัติ/ใช้งานจริง มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่เราจะทำให้ยุโรปสามารถก้าวจากการพูดคุย ไปสู่การขยายผล และในที่สุดก็สามารถแข่งขันทางเทคโนโลยีกับสหรัฐอเมริกาและจีนได้จริง และเป็นบทพิสูจน์ให้ประชาชนชาวเยอรมันเห็นว่า เรากำลังกลับมากำหนดชะตาชีวิตของเราชาวยุโรปเองอีกครั้ง

ผู้เขียน:

นาย Antonin Bergeaud เป็นศาสตราจารย์ที่ HEC Paris และได้รับรางวัลนักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่แห่งปีของฝรั่งเศสในปี 2025  นาย André Loesekrug-Pietri เป็นประธานและผู้อำนวยการด้านวิทยาศาสตร์ของสถาบัน Joint European Disruptive Initiative (JEDI) ซึ่งเป็นหน่วยงานของยุโรปด้านนวัตกรรมพลิกโฉม  นาย Jean Tirole เป็นประธานกิตติมศักดิ์ของ Toulouse School of Economics (TSE) และผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2014

(แหล่งที่มา หนังสือพิมพ์ Handelsblatt เดือนกุมภาพันธ์ 2569)

2nd Weekly News from Germany_20260209-1.pdf
Share :
Instagram