fb
สถานการณ์การเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน และการระงับธุรกรรมทางการค้าระหว่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

สถานการณ์การเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน และการระงับธุรกรรมทางการค้าระหว่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

โดย
Viriya
ลงเมื่อ 27 สิงหาคม 2569 17:49
สคต. ณ กรุงเตหะราน (อิหร่าน) (TTC, Tehran (Iran))
2

สำนักข่าวท้องถิ่น IRNA รายงานว่า สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเงินต่ออิหร่าน พร้อมส่งสัญญาณเตือนประเทศและบริษัทต่างชาติที่ยังคงดำเนินธุรกิจหรือให้บริการแก่อิหร่าน ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเป็นหนึ่งในคู่ค้าสำคัญของอิหร่าน ได้ประกาศระงับธุรกรรมทางการค้าและการเงินกับอิหร่านจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

สหรัฐฯ ได้เดินหน้าใช้นโยบายคว่ำบาตรขั้นทุติยภูมิ หรือ Secondary Sanctions เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่าน โดยมาตรการดังกล่าวไม่ได้มุ่งเป้าเฉพาะบุคคล บริษัท หรือหน่วยงานของอิหร่านเท่านั้น แต่ยังสามารถครอบคลุมบริษัท สถาบันการเงิน และผู้ประกอบการในประเทศที่สาม ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของอิหร่าน

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า วอชิงตันกำลังดำเนินมาตรการต่อเครือข่ายทางการเงินและเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านในหลายประเทศ พร้อมเตือนประเทศและบริษัทที่ยังคงดำเนินความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับอิหร่านว่าอาจต้องเผชิญกับมาตรการของสหรัฐฯ

มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางของรัฐบาลทรัมป์ในการเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจอิหร่าน โดยมุ่งจำกัดช่องทางที่อิหร่านใช้ในการเข้าถึงระบบการเงิน การค้า และเครือข่ายธุรกิจระหว่างประเทศ ทั้งนี้สำนักข่าวท้องถิ่น IRNA ระบุว่า มาตรการคว่ำบาตรขั้นทุติยภูมิเปิดทางให้สหรัฐฯ สามารถดำเนินมาตรการต่อสถาบันการเงินหรือบริษัทของประเทศอื่นได้ หากพบว่ามีส่วนสนับสนุนหรือดำเนินธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของอิหร่าน

สำนักข่าวท้องถิ่น Asriran รายงานเพิ่มเติมว่า มาตรการรอบใหม่ของสหรัฐฯ ครอบคลุมหลายภาคส่วน ได้แก่ สินทรัพย์ดิจิทัล เทคโนโลยี ทองคำ การบิน และการขนส่งทางทะเล โดยสหรัฐฯ ระบุว่าภาคส่วนเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายทางเศรษฐกิจของอิหร่าน

ในกรณีของทองคำ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า อิหร่านใช้ทองคำเป็นหนึ่งในช่องทางในการรับมือกับแรงกดดันต่อค่าเงินของประเทศ ขณะที่ภาคการบินและการขนส่งทางทะเลถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายบุคลากร สินค้า เทคโนโลยี ทองคำ และเงิน

นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญของมาตรการดังกล่าวคือการที่สหรัฐฯ ส่งสัญญาณเตือนไปยังประเทศและบริษัทต่างชาติที่ยังคงดำเนินธุรกิจกับอิหร่าน โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาคส่วนซึ่งอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร

สำนักข่าว Iran International รายงานเพิ่มเติมว่า การประกาศมาตรการครั้งล่าสุดของสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ หรือ OFAC มีการเพิ่มบุคคล บริษัทและหน่วยงาน รวมถึงเรือหลายลำเข้าสู่บัญชีคว่ำบาตร โดยมีทั้งผู้ที่อยู่ในอิหร่านและบุคคลหรือบริษัทในประเทศอื่น เช่น จีน อินเดีย ตุรกี สิงคโปร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ด้านอิหร่านได้แสดงท่าทีต่อมาตรการดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่อิหร่านระบุว่า รัฐบาลมีเครื่องมือในการรับมือกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ และพร้อมดำเนินมาตรการตอบสนองต่อสถานการณ์

ในช่วงเวลาเดียวกัน เกิดความเคลื่อนไหวสำคัญจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจ กับอิหร่านมาอย่างต่อเนื่อง

สำนักข่าวท้องถิ่น  Donya-e-Eqtesad  รายงานว่า UAE ได้ประกาศระงับกิจกรรมและธุรกรรมทางการค้าและการเงินกับอิหร่านจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง โดยมาตรการดังกล่าวครอบคลุมการแลกเปลี่ยนทางการค้าและธุรกรรมทางการเงินระหว่างทั้งสองฝ่าย การประกาศดังกล่าวมีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างทั้งสองประเทศ เนื่องจาก UAE เป็นหนึ่งในคู่ค้าหลักของอิหร่าน และมีบทบาทด้านการนำเข้าสินค้า การส่งออก และการส่งออกต่อ (Re-export) ของอิหร่าน

สำนักข่าว EuroNews Persian รายงานว่า UAE เป็นหนึ่งในแหล่งนำเข้าสินค้าสำคัญของอิหร่าน และเป็นช่องทางสำคัญสำหรับสินค้าที่นำเข้าสู่อิหร่านผ่านการส่งออกต่อ ขณะเดียวกัน UAE ยังเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกสำคัญของอิหร่าน โดยสินค้าที่มีการค้าระหว่างกันครอบคลุมหลายประเภท ตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ ไปจนถึงสินค้าอาหารและวัตถุดิบต่าง ๆ

สำหรับสาเหตุของการตัดสินใจดังกล่าว สื่อภาษาเปอร์เซียรายงานความคิดเห็นที่แตกต่างกัน โดยสำนักข่าว  EuroNews Persian รายงานความเห็นของนักวิจัยบางรายว่า การตัดสินใจของ UAE เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค รวมถึงแรงกดดันจากสหรัฐฯ ต่อประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจากฝ่าย UAE ให้ความเห็นอีกด้านว่า การตัดสินใจดังกล่าวควรพิจารณาจากบริบทของความสัมพันธ์ระหว่าง UAE กับอิหร่าน รวมถึงสถานการณ์ด้านความมั่นคงในภูมิภาค และไม่ควรสรุปว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นผลโดยตรงจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

สรุป การเพิ่มมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และการประกาศระงับธุรกรรมทางการค้าและการเงินของ UAE เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน และเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของอิหร่านกับต่างประเทศ โดยสหรัฐฯ เดินหน้าใช้มาตรการคว่ำบาตรขั้นทุติยภูมิ พร้อมเตือนประเทศ บริษัท และสถาบันการเงินในประเทศที่สามที่ดำเนินธุรกิจกับอิหร่าน ขณะที่มาตรการใหม่ครอบคลุมภาคส่วนสำคัญ ได้แก่ ทองคำ เทคโนโลยี สินทรัพย์ดิจิทัล การบิน และการขนส่งทางทะเล ขณะเดียวกัน UAE ได้ประกาศระงับธุรกรรมทางการค้าและการเงินกับอิหร่านจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่ UAE ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อการค้าและการนำเข้าของอิหร่าน ทั้งนี้ แหล่งข่าวภาษาเปอร์เซียมีการนำเสนอความคิดเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับสาเหตุและบริบทของการตัดสินใจของ UAE จึงควรแยกข้อเท็จจริงจากความคิดเห็นของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ และยังไม่ควรสรุปว่าการดำเนินการของ UAE มีสาเหตุโดยตรงจากแรงกดดันของสหรัฐฯ

Share :
Instagram