fb
เวียดนามจับตาสินค้าส่งออก 50 รายการ เสี่ยงถูกไต่สวนมาตรการเยียวยาทางการค้า

เวียดนามจับตาสินค้าส่งออก 50 รายการ เสี่ยงถูกไต่สวนมาตรการเยียวยาทางการค้า

โดย
Tran
ลงเมื่อ 30 ตุลาคม 2569 17:09
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))
5

เนื้อข่าว 

กรมมาตรการเยียวยาทางการค้า (Trade Remedies Department) กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม ประกาศรายชื่อสินค้าส่งออกของเวียดนามจำนวน 50 รายการที่มีความเสี่ยงต่อการถูกไต่สวนเพื่อใช้มาตรการเยียวยาทางการค้า รวมถึงการตรวจสอบกรณีแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า และการถ่ายลำสินค้าอย่างผิดกฎหมาย ท่ามกลางแนวโน้มการเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการคุ้มครองทางการค้าในตลาดโลก ซึ่งส่งผลให้สินค้าส่งออกสำคัญของเวียดนามที่จำหน่ายในตลาดหลัก อาทิ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป แคนาดา อินเดีย เม็กซิโก และออสเตรเลีย เผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะถูกตรวจสอบ ไต่สวน และเรียกเก็บอากรทางการค้าเพิ่มเติม

image.png

ในช่วงหลายเดือนแรกของปี 2569 แม้ว่าการส่งออกของเวียดนามจะมีผลการดำเนินงานที่ดีในหลายด้าน แต่ภาคการส่งออกยังเผชิญความท้าทายจากการที่ประเทศคู่ค้าเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีและมาตรการคุ้มครองทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการเคลื่อนย้ายคำสั่งซื้อระหว่างประเทศในห่วงโซ่อุปทานโลก และการที่ตลาดขนาดใหญ่หลายแห่งเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping Duties) หรืออากรตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duties) กับสินค้าจากจีน อินเดีย และไทย ส่งผลให้สินค้าที่ผลิตในเวียดนามถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกและส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจสร้างข้อกังวลให้แก่ประเทศผู้นำเข้าเกี่ยวกับความเป็นธรรมทางการค้า ถิ่นกำเนิดสินค้า และผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ

สำหรับตลาดสหรัฐอเมริกา สินค้าเฟอร์นิเจอร์ไม้และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากไม้ของเวียดนามหลายรายการกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบ โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 เก้าอี้บุด้วยวัสดุหุ้มที่มีโครงทำจากไม้ (Upholstered Chairs with Wooden Frames) มีมูลค่าการส่งออก 1,860 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 61.6 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าประเภทดังกล่าวทั้งหมดของสหรัฐอเมริกา ขณะที่เฟอร์นิเจอร์ห้องนอน มีมูลค่าการส่งออก 892.9 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 56.7 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด แม้มูลค่าการส่งออกเก้าอี้บุด้วยวัสดุหุ้มที่มีโครงทำจากไม้จะลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่การที่เวียดนามครองส่วนแบ่งตลาดในระดับสูงยังคงทำให้สินค้ากลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยานพาหนะส่วนบุคคลสำหรับการเดินทางระยะใกล้ที่ใช้ความเร็วต่ำ (Low-Speed Personal Mobility Vehicles) มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 373.8 อยู่ที่ 72.7 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 72.2 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าประเภทเดียวกันทั้งหมดของสหรัฐอเมริกา การเติบโตอย่างรวดเร็วและส่วนแบ่งตลาดในระดับสูงดังกล่าวอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเปิดการไต่สวนทางการค้าครั้งใหม่

ขณะเดียวกัน ตลาดสหภาพยุโรปมีแนวโน้มเพิ่มความเข้มงวดในการใช้มาตรการคุ้มครองทางการค้ากับสินค้าที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยไม้อัดจากไม้เนื้อแข็ง (Hardwood Plywood) ของเวียดนามมีมูลค่าการส่งออกไปยังสหภาพยุโรป 129.85 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 710.7 และครองส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 26.7 ส่วนเทียนไขและผลิตภัณฑ์ที่คล้ายคลึงกัน (Candles and Similar Products) มีมูลค่าการส่งออก 106.64 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 421.3 คิดเป็นร้อยละ 51.7 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าประเภทดังกล่าวทั้งหมดของสหภาพยุโรป สำหรับยางรถยนต์ที่ใช้กับรถโดยสารและรถบรรทุก มีมูลค่าการส่งออก 241.96 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 19.2 ของตลาด และจัดอยู่ในอันดับที่ 2 ของตลาดดังกล่าว ทั้งนี้ การขยายตัวของสินค้าหลายรายการในอัตราสูงอาจทำให้ผู้ผลิตภายในประเทศผู้นำเข้าให้ความสำคัญกับการตรวจสอบการนำเข้าและเรียกร้องให้มีการพิจารณามาตรการคุ้มครองทางการค้าเพิ่มขึ้น

นอกเหนือจากตลาดหลักดังกล่าว ตลาดใหม่อย่างอินเดีย เม็กซิโก แคนาดา ออสเตรเลีย และอินโดนีเซีย ต่างมีการติดตามและใช้เครื่องมือทางกฎหมายด้านการเยียวยาทางการค้าเพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศเพิ่มขึ้น โดยในตลาดอินเดีย กรอบอะลูมิเนียมสำหรับแผงพลังงานแสงอาทิตย์ (Aluminum Frames for Solar Panels) มีมูลค่าการส่งออก 187.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 132.1 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่กระจกนิรภัยสำหรับเครื่องใช้ภายในครัวเรือน (Tempered Glass for Household Appliances) มีมูลค่า 130.3 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.6 เท่า ส่วนเม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต (Polyethylene Terephthalate: PET Plastic Pellets) มีมูลค่าการส่งออก 103.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 148.6 และครองส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 38.6 ทำให้เวียดนามเป็นผู้จัดหารายใหญ่ที่สุดในตลาดอินเดีย นอกจากนี้ ฝาปิดกระป๋องโลหะที่เปิดได้ง่าย กระจกโฟลตใส (Clear Float Glass) ยางรถยนต์ชนิดโครงสร้างเรเดียล (Radial Tires) และสารเคมีประเภทธีโอฟิลลีนและคาเฟอีน (Theophylline and Caffeine Chemicals) ต่างมีการขยายตัวของการส่งออกและมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดสินค้า ราคา และผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศผู้นำเข้า

สำหรับตลาดเม็กซิโก ยางรถยนต์แบบใช้ลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 13–22 นิ้ว (Pneumatic Tires with Diameters of 13–22 Inches) มีมูลค่าการส่งออก 195 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 89.9 ขณะที่เส้นใยสังเคราะห์พอลิเอสเตอร์ชนิดเส้นใยสั้น (Short-Staple Synthetic Polyester Fibers) มีมูลค่า 27.6 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 39.3 ของส่วนแบ่งตลาด และกระเบื้องเซรามิก มีมูลค่า 15.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 81.1 นอกจากนี้ ดินสอ สับปะรดบรรจุกระป๋อง ตะปูเหล็ก และลวดเชื่อมขนาดเล็ก (Micro-Welding Wire) ยังมีมูลค่าการส่งออกและส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน ส่วนตลาดแคนาดา ผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียมขึ้นรูป (Aluminum Profiles) มีมูลค่าการส่งออก 61.1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.4 ขณะที่ท่อทองแดง มีมูลค่า 32.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 77.6 และครองส่วนแบ่งตลาดนำเข้าร้อยละ 35.1 ทำให้เวียดนามอยู่ในตำแหน่งผู้นำตลาดสินค้าประเภทนี้ ส่วนสายรัดเหล็ก (Steel Strapping) มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 3.4 เท่า อยู่ที่ 3.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่เหล็กแผ่นชนิดเข็มพืด (Steel Sheet Piles) และเหล็กโครงสร้างกลวง (Hollow Structural Steel) มีอัตราการเติบโตอยู่ในช่วงร้อยละ 36–58

ในตลาดออสเตรเลีย ผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียมขึ้นรูปมีมูลค่าการส่งออก 42.1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 134.9 ขณะที่ผลิตภัณฑ์เหล็กขึ้นรูปที่ใช้สำหรับโครงฝ้าเพดาน ชั้นวางพาเลต (Pallet Racking) และแผ่นเยื่อบุสำหรับงานคอนกรีต (Concrete Lining Membranes) เป็นสินค้าที่ควรได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด ส่วนอินโดนีเซียยังคงตรวจสอบสินค้าประเภทเหล็กม้วน เหล็กแผ่นรีดร้อน เศษแก้วบด และเส้นใยสังเคราะห์ชนิดเส้นยาว (Synthetic Filament Fibers) อย่างต่อเนื่อง ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้การขยายตัวของการส่งออกจะช่วยเพิ่มรายได้และโอกาสในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ แต่การครองส่วนแบ่งตลาดในระดับสูงและการเพิ่มขึ้นของปริมาณส่งออกอย่างรวดเร็วอาจทำให้สินค้าจากเวียดนามถูกจับตามองมากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่ประเทศผู้นำเข้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทุ่มตลาด การได้รับเงินอุดหนุน หรือการหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้า

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้ผู้ประกอบการส่งออกปรับเปลี่ยนจากการตั้งรับเมื่อเกิดปัญหาไปสู่การบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงรุก โดยให้ความสำคัญกับการควบคุมและตรวจสอบถิ่นกำเนิดของวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตที่นำเข้า โดยเฉพาะวัตถุดิบจากประเทศที่ถูกตลาดปลายทางเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดหรืออากรตอบโต้การอุดหนุน ผู้ประกอบการต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่าสินค้ามีการผลิตหรือผ่านกระบวนการแปรรูปในเวียดนามตามหลักเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้าที่ประเทศผู้นำเข้ากำหนด ทั้งในด้านสัดส่วนมูลค่าเพิ่มภายในประเทศและกระบวนการผลิตที่เพียงพอตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนหลีกเลี่ยงการพึ่งพาผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปที่นำเข้าจากต่างประเทศโดยไม่มีการแปรรูปอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากอาจทำให้ถูกกล่าวหาว่าดำเนินการหลีกเลี่ยงมาตรการเยียวยาทางการค้า

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรติดตามความเปลี่ยนแปลงของปริมาณการนำเข้า นโยบายการค้าของประเทศคู่ค้า แนวโน้มราคาจำหน่ายสินค้า และท่าทีของอุตสาหกรรมภายในประเทศผู้นำเข้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินสัญญาณความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การเปิดการไต่สวนทางการค้าได้อย่างทันท่วงที ควบคู่กับการตรวจสอบพิกัดศุลกากรตามระบบฮาร์โมไนซ์ (Harmonized System: HS Code) มาตรฐานทางเทคนิค และเอกสารรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin: C/O) ให้ถูกต้องและสอดคล้องกับกฎระเบียบของประเทศปลายทาง อีกทั้งควรพัฒนาระบบกำกับดูแลกิจการให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มความโปร่งใสของกระบวนการผลิตและโครงสร้างต้นทุน พร้อมจัดเก็บเอกสารเกี่ยวกับการจัดซื้อวัตถุดิบ การผลิต ปริมาณการใช้ปัจจัยการผลิต ต้นทุน และการขนส่งอย่างครบถ้วน เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทาน และมีหลักฐานเพียงพอสำหรับชี้แจงข้อเท็จจริงเมื่อถูกตรวจสอบกรณีสงสัยว่ามีการถ่ายลำสินค้าโดยมิชอบหรือหลีกเลี่ยงมาตรการเยียวยาทางการค้า

ในกรณีที่หน่วยงานของประเทศผู้นำเข้าเปิดการไต่สวน ผู้ประกอบการควรให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่และจัดส่งข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และทันภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อสนับสนุนการพิจารณาข้อเท็จจริงและปกป้องสิทธิและประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของตน การเตรียมความพร้อมทั้งด้านเอกสาร ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และการปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด จะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกเรียกเก็บอากรเพิ่มเติมหรือการสูญเสียโอกาสทางการค้า ตลอดจนรักษาความสามารถในการแข่งขันและส่วนแบ่งตลาดของเวียดนามในตลาดระหว่างประเทศได้อย่างยั่งยืน

(แหล่งที่มา https://vneconomy.vn/ ฉบับวันที่ 28 ตุลาคม 2569)

วิเคราะห์ผลกระทบ

การที่สินค้าส่งออกสำคัญของเวียดนามหลายรายการมีความเสี่ยงต่อการถูกไต่สวนเพื่อใช้มาตรการเยียวยาทางการค้า (Trade Remedies) สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อภาคการส่งออกของประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดระหว่างประเทศและแนวโน้มที่ประเทศคู่ค้าใช้มาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศอย่างเข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีส่วนแบ่งในตลาดนำเข้าระดับสูงหรือมีมูลค่าการส่งออกขยายตัวอย่างรวดเร็ว อาทิ เฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์ไม้ในตลาดสหรัฐอเมริกา รวมถึงไม้อัดไม้เนื้อแข็งและเทียนไขในตลาดสหภาพยุโรป ซึ่งบางรายการมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่าร้อยละ 50 และมีอัตราการเติบโตของมูลค่าส่งออกสูงถึงหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ การขยายตัวอย่างรวดเร็วและการมีส่วนแบ่งตลาดในระดับสูงอาจกระตุ้นให้ผู้ผลิตภายในประเทศของตลาดนำเข้าร้องขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบว่าสินค้านำเข้าก่อให้เกิดหรือมีแนวโน้มก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศหรือไม่ โดยเฉพาะตลาดที่มีการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping Measures) และมาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Measures) กับสินค้าจากประเทศอื่นอยู่แล้ว

แรงกดดันดังกล่าวมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม ระบุว่า ณ กลางเดือนกันยายน 2569 สินค้าส่งออกของเวียดนามเผชิญการไต่สวนมาตรการเยียวยาทางการค้าแล้วรวม 327 กรณี จาก 27 ตลาด ขณะที่ในช่วง 9 เดือนแรกของปีเดียวกัน มีการเปิดการไต่สวนกรณีใหม่ 27 กรณี ซึ่งสูงกว่าจำนวนกรณีที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปี 2568 สถานการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงจากมาตรการทางการค้าไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเฉพาะหน้าของสินค้าส่งออกรายประเภท แต่กำลังกลายเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างต่อภาคการผลิตและการส่งออกของเวียดนาม โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่พึ่งพาตลาดส่งออกขนาดใหญ่หรือใช้วัตถุดิบนำเข้าจากประเทศที่ถูกประเทศปลายทางใช้มาตรการทางการค้าอยู่ก่อนแล้ว ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานภาครัฐของเวียดนามจึงเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลถิ่นกำเนิดสินค้าและกระบวนการผลิต เพื่อป้องกันการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า และการถ่ายลำสินค้าอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของสินค้าเวียดนามและความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศคู่ค้า

ในส่วนของมาตรการกำกับดูแล กรมศุลกากรเวียดนามได้ออกหนังสือเลขที่ 23535 (Official Letter No. 23535) สั่งการให้หน่วยงานศุลกากรในพื้นที่เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการทุจริตถิ่นกำเนิดสินค้า การถ่ายลำสินค้าอย่างผิดกฎหมาย และสินค้าที่มีความเสี่ยงต่อการถูกไต่สวนมาตรการเยียวยาทางการค้า โดยอ้างอิงหนังสือเลขที่ 8744/BCT-PVTM (Official Letter No. 8744/BCT-PVTM) ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม ซึ่งแนบบัญชีรายชื่อสินค้าที่ต้องเฝ้าระวัง ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ไม้และไม้แปรรูป เหล็กและโลหะ วัสดุอุตสาหกรรม สินค้าอุตสาหกรรมแปรรูป เคมีภัณฑ์ พลาสติก เส้นใย และสิ่งทอ เป็นต้น แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงการยกระดับการตรวจสอบตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การนำเข้าวัตถุดิบ การจัดซื้อและการใช้วัตถุดิบในกระบวนการผลิต ไปจนถึงการส่งออกสินค้าสำเร็จรูป โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับสินค้าที่ใช้วัตถุดิบจากประเทศซึ่งถูกตลาดปลายทางเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดหรืออากรตอบโต้การอุดหนุน อย่างไรก็ตาม การปรากฏชื่อสินค้าในบัญชีเฝ้าระวังมิได้หมายความว่าสินค้าดังกล่าวกระทำผิดกฎหมายหรือถูกระงับการส่งออกโดยอัตโนมัติ แต่เป็นมาตรการเตือนให้ผู้ประกอบการเพิ่มความระมัดระวัง ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล และเตรียมความพร้อมสำหรับการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากยิ่งขึ้น

ในระยะสั้น การเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบอาจส่งผลให้ผู้ส่งออกมีภาระต้นทุนด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบเพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของการจัดทำเอกสาร การตรวจสอบข้อมูลวัตถุดิบและกระบวนการผลิต ตลอดจนการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของแต่ละตลาดนำเข้า หากผู้ประกอบการไม่สามารถแสดงหลักฐานยืนยันแหล่งกำเนิดและขั้นตอนการผลิตได้อย่างชัดเจน อาจเผชิญความเสี่ยงจากการตรวจปล่อยสินค้าล่าช้า การถูกตรวจสอบเพิ่มเติม การชะลอคำสั่งซื้อ หรือการสูญเสียคู่ค้าให้แก่ผู้จัดหารายอื่นที่มีความน่าเชื่อถือด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบมากกว่า โดยเฉพาะกรณีที่มีการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ ฉลาก หรือดำเนินการแปรรูปสินค้าเพียงเล็กน้อยในเวียดนาม ซึ่งอาจไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การแปรสภาพอย่างเพียงพอหรือการเปลี่ยนแปลงพิกัดศุลกากรตามที่ประเทศนำเข้ากำหนด และไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานยืนยันถิ่นกำเนิดสินค้าได้โดยลำพัง ดังนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องตรวจสอบกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ของแต่ละตลาดอย่างเคร่งครัด พร้อมจัดให้ข้อมูลในใบขนสินค้าขาเข้าและขาออก เอกสารการผลิต และหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin: C/O) มีความถูกต้องและสอดคล้องกัน รวมถึงจัดเก็บหลักฐานการนำเข้าและจัดซื้อวัตถุดิบ ปริมาณการใช้และการเบิกจ่ายวัตถุดิบ ต้นทุนการผลิต ตลอดจนข้อมูลการแปรรูปและการผลิตสินค้าสำเร็จรูป เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต

ในระยะยาว หากเวียดนามยังเผชิญการไต่สวนมาตรการเยียวยาทางการค้าอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน ความเชื่อมั่นของผู้นำเข้า และโอกาสในการขยายตลาดของสินค้าเวียดนาม ตลอดจนเพิ่มความเสี่ยงด้านต้นทุนและความไม่แน่นอนในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งอาจผลักดันให้ผู้ผลิตต้องปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน กระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบ และยกระดับกระบวนการผลิตให้มีการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศอย่างแท้จริงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวยังเป็นโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตของเวียดนามให้มีความโปร่งใสและสอดคล้องกับมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศ โดยผู้ประกอบการควรจัดทำระบบบริหารความเสี่ยงด้านมาตรการทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ติดตามนโยบายและแนวโน้มการไต่สวนของประเทศคู่ค้า ตรวจสอบพิกัดศุลกากรและหลักเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้า กระจายตลาดส่งออกและแหล่งวัตถุดิบ ตลอดจนประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อเตรียมรับมือกับการตรวจสอบหรือการไต่สวนที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ ความสามารถในการพิสูจน์ถิ่นกำเนิดสินค้าและกระบวนการผลิตอย่างถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงจากการถูกกล่าวหาว่าหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้า รักษาความเชื่อมั่นของคู่ค้า และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของเวียดนามในตลาดระหว่างประเทศในระยะยาว

นำเสนอโอกาส/แนวทาง

การที่เวียดนามเผชิญความเสี่ยงจากการถูกไต่สวนมาตรการเยียวยาทางการค้าเพิ่มขึ้น อาจส่งผลต่อผู้ประกอบการไทยทั้งในฐานะผู้ส่งออกสินค้าไปยังตลาดเดียวกันและผู้ประกอบการที่ใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตหรือส่งออกต่อไปยังประเทศที่สาม โดยเฉพาะสินค้าเฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์ไม้ ยางรถยนต์ เหล็กและโลหะ ผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม พลาสติก และสิ่งทอ ซึ่งมีการแข่งขันสูงในตลาดสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และตลาดสำคัญอื่น ๆ หากสินค้าจากเวียดนามถูกไต่สวนหรือถูกเรียกเก็บอากรเพิ่มเติม อาจทำให้ต้นทุนและเงื่อนไขการแข่งขันในตลาดเปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งเปิดโอกาสให้สินค้าไทยเข้าไปทดแทนสินค้าจากเวียดนามได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกไทยอาจเผชิญความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบเข้มงวดขึ้นเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้วัตถุดิบจากประเทศที่ถูกใช้มาตรการทางการค้า หรือมีความเชื่อมโยงกับกระบวนการผลิตและการส่งออกผ่านเวียดนาม จึงจำเป็นต้องระมัดระวังการจัดโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานและการแสดงถิ่นกำเนิดสินค้าให้ถูกต้อง เพื่อป้องกันข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้าและการถ่ายลำสินค้าโดยมิชอบ

ผู้ส่งออกควรประเมินความเสี่ยงด้านมาตรการเยียวยาทางการค้าเป็นรายสินค้าและรายตลาด โดยติดตามสถานะการไต่สวน การเปลี่ยนแปลงอัตราอากรตอบโต้การทุ่มตลาดและอากรตอบโต้การอุดหนุน ตลอดจนตรวจสอบพิกัดศุลกากร กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า และข้อกำหนดด้านการนำเข้าของประเทศปลายทางอย่างสม่ำเสมอ สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ลงทุนหรือจัดจ้างผลิตในเวียดนาม ควรตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบ สัดส่วนมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ และกระบวนการแปรรูปให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ตลาดนำเข้ากำหนด พร้อมจัดทำระบบเอกสารและตรวจสอบย้อนกลับตั้งแต่การจัดซื้อวัตถุดิบจนถึงการส่งออก รวมถึงหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนฉลาก บรรจุภัณฑ์ หรือดำเนินการแปรรูปเพียงเล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนแปลงถิ่นกำเนิดสินค้า ทั้งนี้ ควรกระจายตลาดส่งออกและแหล่งจัดหาวัตถุดิบ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดหรือห่วงโซ่อุปทานที่มีความเสี่ยงสูง และเตรียมข้อมูลให้พร้อมสำหรับการชี้แจงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหากเกิดการไต่สวน

                 สถานการณ์ดังกล่าวอาจสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยขยายการส่งออกไปยังตลาดที่สินค้าจากเวียดนามเผชิญความเสี่ยงด้านมาตรการทางการค้า โดยเฉพาะสินค้าที่ไทยมีศักยภาพด้านคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และความพร้อมในการปฏิบัติตามกฎระเบียบระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยยังสามารถพัฒนาความร่วมมือกับภาคการผลิตในเวียดนามผ่านการจัดหาวัตถุดิบ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการลงทุนในกระบวนการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่ม โดยต้องกำหนดบทบาทและขั้นตอนการผลิตให้ชัดเจนและสอดคล้องกับกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเป็นการใช้เวียดนามเป็นฐานถ่ายลำหรือหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้า ในระยะยาว ความได้เปรียบของผู้ประกอบการไทยจึงควรอยู่บนพื้นฐานของการผลิตที่มีประสิทธิภาพ การสร้างมูลค่าเพิ่ม และความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะช่วยรักษาความเชื่อมั่นของคู่ค้า เพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาดต่างประเทศ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน

News 26 - 30 October 2026 - VN 50 product categories-Edit.pdf
Share :
Instagram