
เนื้อข่าว
อัตราการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin: C/O) ตลอดจนระดับการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากร (tariff preferences) ของผู้ประกอบการเวียดนามภายใต้ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership: CPTPP) ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาประมาณ 6 ปีนับตั้งแต่เริ่มใช้บังคับความตกลงดังกล่าว

โดยข้อมูลจากกรมการค้าต่างประเทศ (Agency of Foreign Trade) กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม ระบุว่า ในปี 2562 ซึ่งเป็นปีแรกของการดำเนินการตามความตกลง CPTPP มูลค่าการส่งออกสินค้าไปยังตลาดประเทศภาคี CPTPP ที่มีการใช้ C/O อยู่ในระดับเพียงประมาณ 700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเกือบร้อยละ 2 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด อย่างไรก็ดี ในปีที่ผ่านมามูลค่าดังกล่าวได้ขยายตัวขึ้นเป็นประมาณ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 8.8 ของมูลค่าการส่งออกไปยังตลาด CPTPP ทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจเวียดนามและการใช้สิทธิประโยชน์จากกรอบความตกลงทางการค้าอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อัตราการใช้สิทธิพิเศษตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (origin preference utilisation rate) มีการขยายตัวอย่างชัดเจนในตลาดที่เวียดนามเริ่มมีความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) เป็นครั้งแรกภายใต้กรอบความตกลง CPTPP ทั้งนี้ ตลาดเม็กซิโกเป็นกรณีตัวอย่างสำคัญ โดยในปี 2562 มูลค่าการส่งออกของเวียดนามไปยังตลาดดังกล่าวที่มีการใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้ายังอยู่ในระดับต่ำ คิดเป็นเพียงประมาณร้อยละ 7 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด อย่างไรก็ดี ในปีที่ผ่านมาสัดส่วนการใช้ หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็นประมาณร้อยละ 47 เมื่อพิจารณาตามโครงสร้างกลุ่มสินค้า พบว่าสินค้าส่งออกไปเม็กซิโกมีอัตราการใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าในระดับสูง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอาหารทะเลซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าการส่งออกที่ได้รับหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าอยู่ที่ประมาณร้อยละ 70–80 ขณะที่กลุ่มสินค้าเครื่องหนังและรองเท้ามีสัดส่วนสูงกว่าร้อยละ 80 สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้าเวียดนามในการปฏิบัติตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (rules of origin) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับเงื่อนไขของความตกลงมากยิ่งขึ้น
ในลักษณะเดียวกัน ตลาดแคนาดาแสดงให้เห็นถึงการขยายตัวของการใช้สิทธิพิเศษทางการค้าภายใต้ความตกลง CPTPP อย่างต่อเนื่อง โดยนาง Trinh Thi Thu Hien รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในปี 2562 สัดส่วนมูลค่าการส่งออกของเวียดนามไปยังตลาดแคนาดาที่มีการใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้กรอบความตกลงดังกล่าวยังอยู่ในระดับจำกัด คิดเป็นเพียงประมาณร้อยละ 8 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด อย่างไรก็ดี ในปีที่ผ่านมาสัดส่วนดังกล่าวได้ขยับเพิ่มขึ้นเป็นประมาณร้อยละ 17–18 ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาในรายกลุ่มสินค้า พบว่าสินค้าหลายรายการมีอัตราการใช้สิทธิพิเศษตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าในระดับค่อนข้างสูง อาทิ กระเป๋าเดินทาง กระเป๋า หมวก ร่ม เสื่อกก และผลิตภัณฑ์จากหวายและไม้ไผ่ ซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าการส่งออกที่ได้รับหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าอยู่ที่ประมาณร้อยละ 42–45 ขณะที่กลุ่มสินค้าอาหารทะเล ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของเวียดนามไปยังตลาดแคนาดา มีอัตราการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าสูงถึงประมาณร้อยละ 80 สะท้อนถึงความพร้อมของภาคการผลิตในการปฏิบัติตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากข้อมูลข้างต้น นาง Trinh Thi Thu Hien ประเมินว่า ทิศทางการขยายตัวของอัตราการใช้สิทธิพิเศษตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้กรอบความตกลง CPTPP ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก โดยเฉพาะ ในตลาดที่เวียดนามเริ่มได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรเป็นครั้งแรก ความก้าวหน้าดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามของภาคธุรกิจผู้ส่งออกในการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพันธกรณีของความตกลง และการปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเวียดนามในตลาดประเทศภาคี ควบคู่กับบทบาทสนับสนุนของภาครัฐผ่านการสื่อสารเชิงนโยบายและการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับความตกลงการค้าเสรีโดยรวม และความตกลงCPTPP โดยเฉพาะ ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับความตกลงการค้าเสรีรุ่นใหม่อื่น ๆ อาทิ ความตกลงการค้าเสรีเวียดนาม–สหภาพยุโรป (Viet Nam–EU Free Trade Agreement: EVFTA) และความตกลงการค้าเสรีเวียดนาม–สหราชอาณาจักร (Viet Nam–UK Free Trade Agreement: UKVFTA) พบว่า สัดส่วนการใช้สิทธิพิเศษตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้กรอบความตกลง CPTPP ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า ทั้งนี้ นาง Trinh Thi Thu Hien ได้อธิบายว่า ตลาดสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรต่างมีกรอบความตกลงการค้าเสรีกับเวียดนามเพียงฉบับเดียว ส่งผลให้หากผู้ประกอบการไม่เลือกใช้สิทธิภายใต้ความตกลง EVFTA หรือ UKVFTA ก็แทบไม่มีกลไกสิทธิประโยชน์ทางภาษีอื่นที่สามารถนำมาใช้ทดแทนได้
ในทางกลับกัน ภายใต้กรอบความตกลงที่ CPTPP ประเทศภาคีหลายประเทศยังมีความตกลงการค้าเสรีอื่น ๆ กับเวียดนามควบคู่กัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีทางเลือกในการใช้กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าและกลไกสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากหลายกรอบความตกลงพร้อมกัน ตัวอย่างเช่น ตลาดออสเตรเลีย ซึ่งเวียดนามและออสเตรเลียเป็นภาคีร่วมกันทั้งในกรอบความตกลง CPTPP ความตกลงอาเซียน–ออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ (ASEAN–Australia–New Zealand Free Trade Agreement: AANZFTA) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) ทำให้สินค้าที่ส่งออกไปยังออสเตรเลียสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ภายใต้กรอบความตกลงถึง 3 กรอบ
ในทำนองเดียวกัน ตลาดญี่ปุ่นเป็นอีกกรณีที่สะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน เนื่องจากเวียดนามและญี่ปุ่นเข้าร่วมความตกลงการค้าเสรีร่วมกันถึง 4 ฉบับ ได้แก่ ความตกลง CPTPP ความตกลงอาเซียน–ญี่ปุ่น (ASEAN–Japan Comprehensive Economic Partnership: AJCEP) ความตกลงเวียดนาม–ญี่ปุ่น (Việt Nam–Japan Economic Partnership Agreement: VJEPA) และความตกลง RCEP ส่งผลให้สินค้าส่งออกไปยังญี่ปุ่นสามารถได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีผ่านหลายกลไก ทั้งนี้ หากพิจารณาเฉพาะอัตราการใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ความตกลง CPTPP จะอยู่ที่เพียงประมาณร้อยละ 3–5 อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าวมิได้สะท้อนระดับการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีทั้งหมด เนื่องจากในทางปฏิบัติ สินค้าส่งออกของเวียดนามไปยังญี่ปุ่นยังได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลง AJCEP ประมาณร้อยละ 25 ภายใต้ความตกลง VJEPA ประมาณร้อยละ 20 และภายใต้ความตกลง RCEP เกือบร้อยละ 5 ซึ่งเมื่อรวมสิทธิประโยชน์จากทุกกรอบความตกลงเข้าด้วยกันแล้ว จะพบว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าเวียดนามไปยังญี่ปุ่นที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีมีสัดส่วนรวมสูงถึงประมาณร้อยละ 50
ดังนั้น ข้อมูลเชิงประจักษ์และตัวเลขสนับสนุนข้างต้นจึงช่วยอธิบายได้อย่างชัดเจนถึงสาเหตุของความแตกต่างของอัตราการออกและการใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบสิทธิพิเศษภายใต้ความตกลง CPTPP ในแต่ละตลาด รวมถึงความแตกต่างเมื่อเปรียบเทียบกับความตกลงการค้าเสรีอื่น ๆ เช่น ความตกลง EVFTA และความตกลง UKVFTA ได้อย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับบริบทเชิงนโยบายการค้าระหว่างประเทศของเวียดนาม
(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 15 ธันวาคม 2568)
วิเคราะห์ผลกระทบ
ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค (CPTPP) เป็นความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ลงนามเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2561 โดยมีประเทศภาคีรวมทั้งสิ้น 11 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา ออสเตรเลีย บรูไน ชิลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ และเวียดนาม สำหรับเวียดนาม ความตกลง CPTPP นับเป็นหนึ่งในความตกลงการค้าเสรีรุ่นใหม่ฉบับแรกที่มีผลใช้บังคับอย่างเป็นรูปธรรม และมีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกเชิงนโยบายเพื่อขยายการเปิดตลาด ยกระดับมาตรฐานการค้า และเร่งกระบวนการบูรณาการทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
ข้อมูลจากกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม ชี้ให้เห็นว่า ภายหลังการใช้บังคับความตกลง CPTPP เป็นระยะเวลาประมาณ 6 ปี อัตราการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า และระดับการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรของผู้ประกอบการเวียดนามมีพัฒนาการในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้โดยภาพรวมจะยังอยู่ในระดับต่ำกว่าความตกลงการค้าเสรีรุ่นใหม่บางฉบับก็ตาม ทั้งนี้ ในปี 2562 ซึ่งเป็นปีแรกของการดำเนินการตามความตกลง CPTPP มูลค่าการส่งออกไปยังตลาดประเทศภาคีที่มีการใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าอยู่ที่เพียงประมาณ 700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเกือบร้อยละ 2 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าวได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็นประมาณ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2567 หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 8.8 ของมูลค่าการส่งออกไปยังตลาด CPTPP สะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจและการใช้ประโยชน์จากกรอบความตกลงทางการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การเพิ่มขึ้นของการใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ความตกลง CPTPP สะท้อนถึงศักยภาพของภาคการผลิตและการส่งออกของเวียดนามในการปฏิบัติตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ซึ่งมีความซับซ้อนและเข้มงวดมากขึ้นเมื่อเทียบกับ FTA รุ่นเดิม การใช้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวมีส่วนช่วยลดภาระภาษีศุลกากร เพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคา และเอื้อต่อการขยายตลาดไปยังประเทศภาคี โดยเฉพาะตลาดที่เวียดนามเริ่มมีความตกลงการค้าเสรีเป็นครั้งแรกภายใต้กรอบความตกลง CPTPP ซึ่งส่งผลเชิงบวกต่อการกระจายความเสี่ยงทางการค้าและลดการพึ่งพาตลาดดั้งเดิมในระยะยาว
อย่างไรก็ดี เมื่อเปรียบเทียบกับความตกลงการค้าเสรีรุ่นใหม่อื่น เช่น ความตกลงการค้าเสรีเวียดนาม–สหภาพยุโรป (EVFTA) และความตกลงการค้าเสรีเวียดนาม–สหราชอาณาจักร (UKVFTA) พบว่าอัตราการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลง CPTPP ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งมาจากโครงสร้างของความตกลงที่ประเทศภาคี CPTPP หลายประเทศมีความตกลงการค้าเสรีกับเวียดนามมากกว่าหนึ่งกรอบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าและกลไกสิทธิพิเศษทางภาษีจากหลายความตกลงควบคู่กัน แตกต่างจากตลาดที่มี FTA เพียงฉบับเดียวกับเวียดนาม ซึ่งทำให้การใช้สิทธิภายใต้กรอบนั้นมีความเข้มข้นและมีสัดส่วนสูงกว่าโดยธรรมชาติ
แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของการออกและการใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ความตกลง CPTPP ภายหลังการบังคับใช้ครบหกปี สะท้อนถึงผลลัพธ์เชิงบวกของยุทธศาสตร์การบูรณาการทางการค้าระหว่างประเทศของเวียดนามภายใต้ FTA รุ่นใหม่ แม้จะยังมีข้อจำกัดด้านระดับการใช้สิทธิเมื่อเทียบกับบางความตกลง แต่พัฒนาการดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงศักยภาพในการขยายการใช้ประโยชน์จากความตกลง CPTPP ในอนาคต หากภาครัฐสามารถดำเนินมาตรการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในการยกระดับความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถของผู้ประกอบการในการปฏิบัติตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ตลอดจนการสื่อสารเชิงนโยบายด้าน FTA อย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับกรอบกฎหมายการค้าของเวียดนาม
นำเสนอโอกาส/แนวทาง
พัฒนาการของการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าและการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรภายใต้ความตกลง CPTPP ของเวียดนาม สะท้อนถึงการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกเวียดนามอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยทั้งในฐานะคู่แข่งทางการค้าและพันธมิตร
ในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะในตลาดประเทศภาคี CPTPP ที่เวียดนามเริ่มมีความตกลงการค้าเสรีเป็นครั้งแรก เช่น เม็กซิโกและแคนาดา การเพิ่มขึ้นของอัตราการใช้สิทธิพิเศษของเวียดนามในกลุ่มสินค้าอาหารทะเล
เครื่องหนัง และรองเท้า มีแนวโน้มเพิ่มแรงกดดันด้านราคาและการแข่งขันต่อสินค้าส่งออกของไทยในตลาดเดียวกัน ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยที่มีการลงทุนหรือพึ่งพาเวียดนามเป็นฐานการผลิตจำเป็นต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างด้านการค้าและข้อกำหนดตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะกลางและระยะยาว
ในเชิงแนวทางเชิงกลยุทธ์ ผู้ประกอบการไทยควรเร่งปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับบริบทของความตกลงการค้าเสรีที่มีหลายกรอบควบคู่กัน โดยใช้ประโยชน์จากความตกลง CPTPP ความตกลง RCEP และความตกลงภายใต้กรอบอาเซียน ผ่านการวางแผนเลือกใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เหมาะสมกับโครงสร้างต้นทุน วัตถุดิบ และแหล่งกำเนิดสินค้าในแต่ละกรณี โดยเฉพาะผู้ประกอบการไทยที่มีฐานการผลิตในเวียดนาม ควรพิจารณาปรับห่วงโซ่อุปทานและกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการเลือกใช้กรอบสิทธิประโยชน์และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาความตกลงการค้าเสรีเพียงฉบับเดียว
แนวโน้มการใช้สิทธิภายใต้ความตกลง CPTPP ที่เพิ่มขึ้นของเวียดนามเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยขยายความร่วมมือเชิงลึกกับภาคธุรกิจเวียดนามมากยิ่งขึ้น ทั้งในรูปแบบการร่วมลงทุน การจัดหาวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่มีคุณสมบัติได้รับการรับรองถิ่นกำเนิดภายใต้กรอบความตกลง และการใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตเพื่อเข้าถึงตลาดประเทศภาคี CPTPP ที่ไทยยังไม่มีความตกลงโดยตรง