fb
เวียดนามเดินหน้าขยายเครือข่ายการค้าเสรี ลงนาม VEFTA กับ EFTA มุ่งเปิดตลาดใหม่ ยกระดับนวัตกรรม และเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมมูลค่าสูง

เวียดนามเดินหน้าขยายเครือข่ายการค้าเสรี ลงนาม VEFTA กับ EFTA มุ่งเปิดตลาดใหม่ ยกระดับนวัตกรรม และเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมมูลค่าสูง

โดย
Tran
ลงเมื่อ 26 ตุลาคม 2569 14:15
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))
3

เนื้อข่าว 

เวียดนามและสมาคมการค้าเสรียุโรป (European Free Trade Association: EFTA) ลงนามความตกลงการค้าเสรีระหว่างกัน (Vietnam–EFTA Free Trade Agreement: VEFTA) อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2569 ณ กรุงฮานอย โดยมีนาย To Lam เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีเวียดนาม พร้อมด้วยนาย Le Manh Hung รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม และผู้แทนระดับสูงจากประเทศสมาชิก EFTA ได้แก่ นาย Guy Parmelin ประธานาธิบดีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจแห่งสมาพันธรัฐสวิส นาง Brigitte Haas นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแห่งราชรัฐลิกเตนสไตน์ นาง Þorgerður Katrín Gunnarsdóttir รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐไอซ์แลนด์ และนาง Astrid Bergmål รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรนอร์เวย์ ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม

image.png

ความตกลงดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างทั้งสองฝ่าย โดยคาดว่าจะช่วยให้เวียดนามกระจายตลาดส่งออกและนำเข้า ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ และยกระดับการมีส่วนร่วมในห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก ตลอดจนเปิดโอกาสในการดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพสูง เทคโนโลยีขั้นสูง และองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการจากประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของยุโรป ทั้งนี้ การลงนามความตกลงยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายในการส่งเสริมการค้าเสรีและสนับสนุนระบบการค้าระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎเกณฑ์ (Rules-based Trading System) ท่ามกลางความผันผวนและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

สมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) ประกอบด้วยประเทศสมาชิก 4 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐไอซ์แลนด์ ราชรัฐลิกเตนสไตน์ ราชอาณาจักรนอร์เวย์ และสมาพันธรัฐสวิส โดยความตกลงการค้าเสรีระหว่างเวียดนามกับ EFTA มีขอบเขตครอบคลุมประเด็นทางเศรษฐกิจและการค้าหลายด้าน ได้แก่ การค้าสินค้า ซึ่งครอบคลุมการลดหรือยกเลิกภาษีศุลกากร อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช พิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า และมาตรการปกป้องทางการค้า ตลอดจนการค้าบริการ การลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อจัดจ้างโดยภาครัฐ การแข่งขันทางการค้า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) การระงับข้อพิพาท และการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน  ทั้งนี้ ขอบเขตพันธกรณีที่ครอบคลุมดังกล่าวคาดว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาด ลดอุปสรรคทางการค้า ยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจ และส่งเสริมการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างทั้งสองฝ่ายให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ในด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามเปิดเผยว่า ความร่วมมือระหว่างเวียดนามกับประเทศสมาชิก EFTA ยังคงพัฒนาไปในทิศทางที่ดี โดยมีมูลค่าการค้าระหว่างกันเฉลี่ยเกือบ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และมีโครงสร้างการค้าที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน กล่าวคือ สินค้าส่งออกและนำเข้าของทั้งสองฝ่ายมีความสอดคล้องกับจุดแข็งและความต้องการทางเศรษฐกิจของแต่ละฝ่าย โดยเวียดนามส่งออกผลิตภัณฑ์ประมง รองเท้า สิ่งทอ เครื่องจักรและอุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนและส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ไปยังตลาด EFTA เป็นหลัก ขณะที่นำเข้าเครื่องจักร อุปกรณ์อุตสาหกรรม สารเคมี ผลิตภัณฑ์เภสัชกรรม และวัตถุดิบสำหรับการผลิตจากประเทศสมาชิก EFTA ซึ่งมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมและเพิ่มศักยภาพการผลิตของเวียดนาม นอกจากนี้ ความร่วมมือด้านการลงทุนยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นปี 2568 สวิตเซอร์แลนด์มีโครงการลงทุนในเวียดนามจำนวน 234 โครงการ คิดเป็นเงินทุนจดทะเบียนรวมกว่า 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่นอร์เวย์มีโครงการลงทุนจำนวน 62 โครงการ คิดเป็นเงินทุนจดทะเบียนรวมกว่า 201 ล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของนักลงทุนจากประเทศสมาชิก EFTA ในการเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเศรษฐกิจของเวียดนาม

ขณะเดียวกัน บริษัทขนาดใหญ่และนักลงทุนจากประเทศสมาชิก EFTA หลายรายได้เข้ามาจัดตั้งกิจการและดำเนินธุรกิจในเวียดนามแล้วในสาขาสำคัญ อาทิ อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมอาหาร ผลิตภัณฑ์เภสัชกรรม พลังงาน และเทคโนโลยี อีกทั้งยังมีแผนขยายความร่วมมือและการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ โดยมุ่งเน้นสาขาที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและมีศักยภาพในการยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ ได้แก่ นวัตกรรม เทคโนโลยีขั้นสูง โลจิสติกส์ และวิศวกรรมความแม่นยำ (Precision Engineering) ดังนั้น ความตกลงการค้าเสรีระหว่างเวียดนามกับ EFTA จึงมีแนวโน้มเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนานวัตกรรม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตลอดจนเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดและแหล่งเงินทุน ยกระดับเทคโนโลยีและประสิทธิภาพการผลิต และสร้างประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมแก่ประชาชนและภาคธุรกิจของทั้งสองฝ่ายในระยะยาว

(แหล่งที่มา https://vneconomy.vn/ ฉบับวันที่ 18 ตุลาคม 2569)

วิเคราะห์ผลกระทบ

การลงนามความตกลงการค้าเสรีระหว่างเวียดนามกับสมาคมการค้าเสรียุโรป (Vietnam–EFTA Free Trade Agreement: VEFTA) เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2569 ณ กรุงฮานอย ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและขยายความร่วมมือทางการค้าระหว่างเวียดนามกับประเทศสมาชิก EFTA ได้แก่ สาธารณรัฐไอซ์แลนด์ ราชรัฐลิกเตนสไตน์ ราชอาณาจักรนอร์เวย์ และสมาพันธรัฐสวิส อีกทั้งเป็นความตกลงการค้าเสรีฉบับที่ 18 ที่เวียดนามเข้าร่วม โดยกระบวนการเจรจาเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2555 ผ่านการเจรจาอย่างเป็นทางการ 21 รอบ ก่อนหยุดชะงักในปี 2561 และกลับมาเจรจาอีกครั้งในเดือนกันยายน 2568 จนสามารถสรุปผลการเจรจาได้เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ความตกลงดังกล่าวมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการเพิ่มข้อกำหนดทางการค้าในตลาดสำคัญ เนื่องจากจะช่วยให้เวียดนามกระจายตลาดส่งออกและนำเข้า ลดการพึ่งพาตลาดหลักบางแห่ง และเพิ่มโอกาสเข้าถึงประเทศที่มีกำลังซื้อสูงและมีความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง

ในด้านการค้าสินค้า VEFTA กำหนดให้ประเทศสมาชิก EFTA เปิดเสรีภาษีศุลกากรทันทีเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 90 ของรายการสินค้า ครอบคลุมมูลค่าการส่งออกของเวียดนามไปยังกลุ่มดังกล่าวประมาณร้อยละ 99.5 โดยสินค้าภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด รวมถึงอาหารทะเล จะได้รับสิทธิยกเลิกภาษีทันที ขณะที่สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า คอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนเครื่องจักรและอุปกรณ์ จะได้รับอัตราภาษีร้อยละ 0 ตั้งแต่ความตกลงมีผลใช้บังคับ นอกจากนี้ EFTA ยังลดภาษีสำหรับสินค้าเกษตรบางประเภทที่เวียดนามมีศักยภาพ ได้แก่ ข้าว น้ำผึ้ง ผลไม้ และผัก ในทางกลับกัน เวียดนามตกลงยกเลิกภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าจาก EFTA มากกว่าร้อยละ 86 ของรายการสินค้า ครอบคลุมมูลค่าการนำเข้าจากกลุ่มดังกล่าวประมาณร้อยละ 99.9 โดยมีทั้งการยกเลิกภาษีทันทีและการทยอยลดภาษีภายในระยะเวลา 3–15 ปี ทั้งนี้ การลดภาษีดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าเวียดนามในตลาดยุโรป ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ภาคการผลิตเวียดนามเข้าถึงเครื่องจักร อุปกรณ์อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เครื่องกลและไฟฟ้า สารเคมี วัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์เภสัชกรรมจาก EFTA ได้ในต้นทุนที่เอื้ออำนวยมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดต้นทุนการผลิตและยกระดับประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน อย่างไรก็ตาม การเปิดตลาดย่อมเพิ่มแรงกดดันด้านการแข่งขันต่อผู้ประกอบการภายในประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจที่ยังมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี ผลิตภาพ และคุณภาพสินค้า จึงจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงกระบวนการผลิตและยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาดปลายทาง

แม้ VEFTA จะสร้างโอกาสในการขยายการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ แต่เวียดนามยังมีส่วนแบ่งค่อนข้างต่ำในตลาด EFTA ซึ่งมีมูลค่าการนำเข้ารวมประมาณ 630,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี โดยสินค้าจากเวียดนามมีสัดส่วนเพียงประมาณร้อยละ 0.65 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดของกลุ่ม ขณะที่มูลค่าการค้าระหว่างกันเฉลี่ยเกือบ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ในช่วงปี 2567–2568 เวียดนามส่งออกอาหารทะเลไปยัง EFTA มูลค่ากว่า 52 ล้านเหรียญสหรัฐ รองเท้าเกิน 49 ล้านเหรียญสหรัฐ คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนประกอบกว่า 40 ล้านเหรียญสหรัฐ และสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มกว่า 26 ล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างศักยภาพของตลาดกับส่วนแบ่งการส่งออกที่เวียดนามครองอยู่ ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการ ทั้งนี้ การใช้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษทางภาษีจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการปฏิบัติตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Sanitary and Phytosanitary Measures: SPS) อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (Technical Barriers to Trade: TBT) และข้อกำหนดด้านการตรวจสอบย้อนกลับ ตลอดจนการจัดเตรียมเอกสารรับรองอย่างถูกต้องครบถ้วน นอกจากนี้ ผู้ส่งออกยังต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้า ความสม่ำเสมอของปริมาณการผลิตและการส่งมอบ ตลอดจนการพัฒนาช่องทางจัดจำหน่ายและเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนสิทธิประโยชน์ตามความตกลงให้เป็นยอดส่งออกที่เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

นอกเหนือจากการเปิดเสรีทางการค้า VEFTA ยังครอบคลุมการค้าบริการ การลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การแข่งขันทางการค้า การสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม การอำนวยความสะดวกทางการค้า การระงับข้อพิพาท ตลอดจนการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน จึงมีศักยภาพในการสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเวียดนามไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดย ณ สิ้นปี 2568 สวิตเซอร์แลนด์มีโครงการลงทุนที่ยังดำเนินการอยู่ในเวียดนามจำนวน 234 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนจดทะเบียนกว่า 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐ อยู่ในอันดับที่ 20 จาก 153 ประเทศและภูมิภาค ขณะที่นอร์เวย์มี 62 โครงการ มูลค่ากว่า 201 ล้านเหรียญสหรัฐ อยู่ในอันดับที่ 40 ส่วนลิกเตนสไตน์มีโครงการลงทุนหนึ่งโครงการในนครด่งนายในสาขาการแปรรูปและการผลิต และมีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 9.8 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 นักลงทุนจาก EFTA ยังมีแนวโน้มขยายความร่วมมือในสาขานวัตกรรม เทคโนโลยีขั้นสูง โลจิสติกส์ และวิศวกรรมความแม่นยำสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มแหล่งเงินทุน ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนาทักษะแรงงาน นอกจากนี้ เวียดนามและลิกเตนสไตน์ได้เริ่มเจรจาความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน (Agreement for the Avoidance of Double Taxation) โดยมีการเจรจารอบแรกในเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งอาจช่วยเพิ่มความชัดเจนด้านภาษีและสนับสนุนการลงทุนข้ามพรมแดนในอนาคต

VEFTA มิได้เป็นเพียงกลไกการลดภาษีศุลกากร แต่เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการกระจายตลาดการค้า ลดต้นทุนปัจจัยการผลิต ดึงดูดการลงทุนและเทคโนโลยีจากประเทศเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง ตลอดจนเพิ่มความเชื่อมโยงของเวียดนามกับห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นได้อย่างเต็มศักยภาพต่อเมื่อผู้ประกอบการสามารถปฏิบัติตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้าและมาตรฐานของตลาดปลายทางได้อย่างครบถ้วน พร้อมทั้งยกระดับผลิตภาพ คุณภาพสินค้า และความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องสนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลสิทธิประโยชน์ การพัฒนาระบบรับรองและอำนวยความสะดวกทางการค้า และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับเครือข่ายธุรกิจในตลาด EFTA อย่างเป็นระบบ หากดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความตกลงดังกล่าวจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุน พร้อมวางรากฐานให้เวียดนามปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่การผลิตและการส่งออกที่มีมูลค่าเพิ่มสูง มีความยืดหยุ่น และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

นำเสนอโอกาส/แนวทาง

ความตกลงการค้าเสรีระหว่างเวียดนามกับสมาคมการค้าเสรียุโรป (VEFTA) จะเพิ่มความได้เปรียบทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการเวียดนามในการเข้าสู่ตลาดยุโรปที่มีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะสินค้าอาหารทะเล สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้รับประโยชน์จากการลดหรือยกเลิกภาษีศุลกากร ขณะเดียวกัน การนำเข้าเครื่องจักร เทคโนโลยี และวัตถุดิบจากประเทศสมาชิก EFTA ในต้นทุนที่เอื้ออำนวยขึ้น อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเวียดนาม สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปเวียดนามหรือดำเนินธุรกิจในเวียดนาม จำเป็นต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างต้นทุนและการแข่งขันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสินค้าจาก EFTA อาจมีความได้เปรียบด้านราคาและคุณภาพมากขึ้นในตลาดเวียดนาม โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องจักร อุปกรณ์อุตสาหกรรม สารเคมี และผลิตภัณฑ์เภสัชกรรม

ผู้ประกอบการไทยสามารถพิจารณาใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตและส่งออกเพื่อเชื่อมโยงกับตลาด EFTA ผ่านการลงทุนร่วม การเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการท้องถิ่น และการพัฒนาเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ เช่น อาหารแปรรูป ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม บรรจุภัณฑ์ และบริการโลจิสติกส์ ตลอดจนการจัดหาวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตให้แก่โรงงานในเวียดนามที่ต้องการขยายการส่งออกไปยุโรป อย่างไรก็ตาม การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ VEFTA ต้องเป็นไปตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า และข้อกำหนดด้านมาตรฐานสินค้าอย่างเคร่งครัด ผู้ประกอบการไทยจึงควรตรวจสอบพิกัดศุลกากร เงื่อนไขการสะสมถิ่นกำเนิดสินค้า และเอกสารรับรองที่เกี่ยวข้องก่อนกำหนดแผนการผลิตหรือการส่งออก โดยไม่ควรถือว่าการผลิตหรือส่งผ่านสินค้าในเวียดนามจะทำให้สินค้าไทยได้รับสิทธิพิเศษโดยอัตโนมัติ

                 ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยทั้งในประเทศและในเวียดนามควรเร่งยกระดับผลิตภาพ คุณภาพสินค้า และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและการตรวจสอบย้อนกลับ พร้อมพัฒนาข้อมูลตลาดและสร้างพันธมิตรทางการค้าเพื่อเข้าถึงผู้ซื้อในประเทศสมาชิก EFTA โดยตรง ควบคู่กับการประเมินความเสี่ยงจากการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในตลาดเวียดนาม และการกระจายตลาดส่งออกเพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง หน่วยงานสนับสนุนการค้าและภาคธุรกิจควรให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ข้อมูลกฎระเบียบและสิทธิประโยชน์ทางการค้า การให้คำปรึกษาด้านถิ่นกำเนิดสินค้า และการจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ส่งออกไทย นักลงทุน EFTA และผู้ประกอบการเวียดนาม เพื่อเปลี่ยนโอกาสจากความตกลงให้เป็นการขยายตลาด การลงทุน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม

News 19 - 23 October 2026 - VN- EFTA-Edit.pdf
Share :
Instagram