
ภาวะการค้าระหว่างประเทศของอินเดียประจำเดือนตุลาคม2568 จากข้อมูลของสำนักสารสนเทศ กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย โดยสรุปดังนี้
1. การส่งออก เดือน ตุลาคม 2568 มีมูลค่า 34.38 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ น้อยกว่าช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 38.98 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันและอัญมณีและเครื่องประดับมีมูลค่า 28.14 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ น้อยกว่าช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 31.32 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
กลุ่มสินค้าส่งออกเด่น ได้แก่ เม็ดมะม่วงหิมพาน (126.85%) , เนื้อสัตว์และนม (30.87%) , สินค้าด้านวิศวกรรม (19.05%) ,ธัญพืช (14.71%) , สินค้าประมง (11.08%) ตามลำดับ
ตลาดส่งออกเติบโตสูง 5 อันดับแรก ได้แก่ สเปน (43.43%) , จีน (42.35%), ศรีลังกา (29.02%) , เวียดนาม (21.42%) และ แทนซาเนีย (17.92%)
2. การนำเข้า เดือน ตุลาคม 2568 มีมูลค่า 76.06 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มากกว่าช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 65.21 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันและอัญมณี และเครื่องประดับแล้วมีมูลค่า 42.78 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มากกว่าช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 39.58 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
กลุ่มสินค้านำเข้าที่หดตัว ได้แก่ ไข่มุกและหินมีค่า (-25.35%) , น้ำมันและน้ำมันดิบ (-21.65%) , เยื่อกระดาษ (-21.34%) ,แร่เหล็ก/เหล็กกล้า (-7.59%) และ กระดาษหนังสือพิมพ์ (-18.28%), ตามลำดับ
ประเทศที่อินเดียนำเข้าเพิ่มขึ้น 5 ลำดับแรก ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ (403.67%), สหราชอาณาจักร (194.41%) , ฮ่องกง (93.98%) , จีน (15.63%) , และ UAE (14.38%)
3. ดุลการค้าสินค้า เดือน ตุลาคม 2568 ขาดดุลการค้า 41.68 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้าขาดดุลที่ระดับ 26.23 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้อินเดียขาดดุลการค้าสินค้าสะสม 7 เดือนแรกมูลค่า 196.28 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งขาดดุลมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ระดับ 171.40 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
(1) เศรษฐกิจอินเดียในเดือนตุลาคม 2568 เผชิญแรงกดดันจากการนำเข้าสูงขึ้น แม้บางหมวดการส่งออกจะเติบโตดี ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อินเดียขาดดุลการค้าสะสมจากเดือนเมษายน–เดือนตุลาคม 2568 มูลค่า 196.28 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้เกิดแรงกดดันเศรษฐกิจ รัฐบาลอาจผลักดันให้พิจารณามาตรการลดการนำเข้า และส่งเสริมการผลิตในประเทศมาตรการสนับสนุนการผลิตในประเทศ Make in India
(2) ดัชนีผู้บริโภค CPI (เงินเฟ้อ) ของอินเดียในเดือนตุลาคมลดลงเหลือ 0.25% (YoY) ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดรอบหลายปี อัตราเงินเฟ้อด้านอาหาร (food inflation) ลดลงมากถึง −5.02% เมื่อเทียบปีต่อปี สะท้อนราคาสินค้าจำเป็นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้กำลังซื้อภาคครัวเรือนกลับมาแข็งแรงขึ้น ซึ่งภาวะเงินเฟ้อที่ตํ่าอาจช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือน (consumption)
(3) อินเดียมีอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่ง (Strong Domestic Demand) ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญ แม้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว อุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่งทำให้อินเดียมีความได้เปรียบในการแข่งขัน และทำให้อินเดียเป็นจุดหมายปลายทางของนักลงทุน อินเดียมุ่งมั่นที่จะขยายขีดความสามารถ อีกทั้งรัฐบาลกำลังเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับการพัฒนาเกษตรและอาหาร รัฐบาลได้กำหนดนโยบายหลายประการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อย เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าเพิ่มของสินค้าเกษตรทิศทางนี้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก และทำให้อินเดียมีความได้เปรียบด้านการแข่งขันในภาคอาหารและโภชนาการในระยะยาว
(4) เศรษฐกิจอินเดียมีพัฒนาการเชิงโครงสร้างและนโยบายที่สำคัญหลายด้าน ซึ่งสะท้อนทิศทางของรัฐบาลในการกระตุ้นการเติบโตภายในประเทศ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนระดับโลก ปัจจัยสำคัญจากการลดภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศรัฐบาลอินเดียได้ปรับโครงสร้างภาษีสินค้าและบริการ (GST) ให้เหลือเพียง 2 อัตราที่ 5% และ 18% บังคับใช้เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 ส่งผลให้ราคาสินค้าลดลงโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ และ ระบบอัตราภาษี GST 2.0 ที่บูรณาการร่วมกันกับพิกัดศุลกากร HSN Codes ให้เป็นรหัสสินค้าเดียวกันในการจัดเก็บอัตราภาษี GST โดยใช้รหัสข้อมูลจำแนกประเภทผลิตภัณฑ์ในการสร้างระบบนโยบายอุตสาหกรรมและการค้าที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าและการจัดเก็บภาษี GST ได้มากยิ่งขึ้น เกิดความชัดเจนด้าน Product Ownership ทำให้หน่วยงานภาครัฐสามารถกำหนดนโยบายเชิงลึกรายผลิตภัณฑ์ได้