
ในช่วงระหว่างวันที่ 3–7 สิงหาคม 2569 ณ กรุงฮานอย นาย Nguyen Quoc Tri รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม (Ministry of Agriculture and Environment: MAE) ในฐานะผู้แทนรัฐบาลเวียดนามจะเข้าร่วมการประชุมกับองค์การเสริมสร้างเงินทุนเพื่อป่าไม้ (Emergent) ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยงานผู้รับมอบหมายของ แนวร่วมเพื่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่าน การเร่งระดมเงินทุนเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ (Lowering Emissions by Accelerating Forest Finance: LEAF) และผู้แทนรัฐบาลสหราชอาณาจักร รัฐบาลนอร์เวย์ สาธารณรัฐเกาหลี และสหรัฐอเมริกา เพื่อหารือความคืบหน้าในการเตรียมการสำหรับ ข้อตกลงการซื้อขายผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Reductions Purchase Agreement: ERPA) ของภูมิภาคชายฝั่งตอนกลางตอนใต้ (South Central Coast) และที่ราบสูงตอนกลาง (Central Highlands) ของเวียดนาม พร้อมกันนี้ องค์การ Emergent และพันธมิตรด้านเทคนิคจะเริ่มผลักดันกระบวนการออกคาร์บอนเครดิตจากภาคป่าไม้ชุดแรกของเวียดนามตามมาตรฐาน ART TREES ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2570 หากสามารถดำเนินการได้ตามกรอบเวลาดังกล่าว เวียดนามจะเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศแรกของโลกที่นำคาร์บอนเครดิตออกสู่ตลาด ซึ่งจะสร้างความได้เปรียบอย่างมากในการดึงดูดแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์และคุ้มครองทรัพยากรป่าไม้
การหารือระหว่างทั้งสองฝ่ายในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของกระบวนการเจรจาข้อตกลงการซื้อขายผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ERPA) สำหรับภูมิภาคชายฝั่งตอนกลางตอนใต้และที่ราบสูงตอนกลางของเวียดนาม ตลอดระยะเวลา 4 ปีนับตั้งแต่การลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent: LOI) ในการประชุม COP26 เมื่อปี 2564 เวียดนามได้เตรียมความพร้อมด้านเทคนิคอย่างครบถ้วน และที่สำคัญได้พัฒนาจากกรอบกฎหมายที่กระจัดกระจายไปสู่ระบบกฎหมายที่ครอบคลุมและเป็นเอกภาพ ซึ่งวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาตลาดคาร์บอนภาคป่าไม้ในระยะยาว ตลอดจนเสริมสร้างศักยภาพในการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรระหว่างประเทศในอนาคต ในการหารือครั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมได้ย้ำว่า เวียดนามให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความร่วมมือกับ LEAF องค์การ Emergent และรัฐบาลประเทศหุ้นส่วนในการส่งเสริม การอนุรักษ์และพัฒนาป่าไม้ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดจนการขับเคลื่อนการเติบโตสีเขียว
ภายหลังเสร็จสิ้นการเจรจาในครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าปรับปรุงและจัดทำร่าง ข้อตกลงการซื้อขายผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ERPA) ให้แล้วเสร็จ โดยมีเป้าหมายลงนาม ข้อตกลง LEAF – เวียดนาม อย่างเป็นทางการในระหว่างการประชุมรัฐภาคี ปี 2569 (Conference of the Parties: COP26) ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) ที่จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2569 ผู้แทนจากกรมป่าไม้และพิทักษ์ป่า (Department of Forestry and Forest Protection) เปิดเผยว่า การเตรียมความพร้อมสำหรับการเจรจาข้อตกลง ERPA ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเกือบทั้งหมดแล้ว โดยกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมเวียดนามได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับองค์การ Emergent เพื่อจัดทำร่างข้อตกลงให้สมบูรณ์ พร้อมทั้งเปิดรับฟังความคิดเห็นจากกระทรวง หน่วยงาน และท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ก่อนจัดทำรายงานเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา นายกรัฐมนตรีจึงได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานหลักในการเจรจาและลงนามข้อตกลง ERPA พร้อมทั้งจัดตั้งคณะเจรจาเฉพาะกิจเพื่อรับผิดชอบการดำเนินงานในประเด็นดังกล่าว
นาย Iain Frew เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์เหนือประจำเวียดนาม กล่าวว่า ปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดขึ้นทั่วโลกในปัจจุบันยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นของความร่วมมือระหว่างประเทศในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งชื่นชมความคืบหน้าของเวียดนามในการเริ่มต้นกระบวนการเจรจาข้อตกลง ERPA และยืนยันว่า สหราชอาณาจักรจะยังคงให้การสนับสนุนเวียดนามอย่างต่อเนื่องในการแก้ไขประเด็นทางเทคนิคต่างๆ เพื่อเร่งรัดกระบวนการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย
นาย Erlend Skutlaberg อุปทูตรักษาการ สถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรนอร์เวย์ประจำเวียดนาม กล่าวว่าการเริ่มต้นกระบวนการเจรจาข้อตกลง ERPA เป็นผลลัพธ์จากความร่วมมือที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีระหว่างรัฐบาลเวียดนาม พันธมิตรระหว่างประเทศ และเครือข่ายผู้สนับสนุนภาคป่าไม้ โดยข้อตกลง ERPA มีศักยภาพในการเปิดแหล่งเงินทุนใหม่ให้แก่ ภาคป่าไม้ของเวียดนาม พร้อมทั้งสร้างโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ป่าไม้ และก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงต่อประชาชน รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อย อุปทูตรักษาการย้ำว่า เวียดนามควรรักษาแรงผลักดันของกระบวนการเจรจาเพื่อให้สามารถบรรลุการลงนามข้อตกลง ERPA ภายในปีนี้ ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการระดมเงินทุนตามผลลัพธ์สำหรับการอนุรักษ์และคุ้มครองป่าไม้ เสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ
(จาก https://www.baochinhphu.vn/)
ข้อคิดเห็น สคต
เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2564 ณ เมืองกลาสโกว์ (Glasgow) ประเทศสกอตแลนด์ สหราชอาณาจักร รัฐบาลเวียดนามและองค์การเสริมสร้างเงินทุนเพื่อป่าไม้ (Emergent) ได้ลงนาม หนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent: LOI) นอกรอบการประชุม COP26 โดยเวียดนามตกลงโอนผลการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคป่าไม้จำนวน 5.15 ล้านตัน CO₂ ในพื้นที่ภาคชายฝั่งตอนกลางตอนใต้และที่ราบสูงตอนกลาง สำหรับช่วงปี 2565–2569 ให้แก่ องค์การ Emergent ขณะที่องค์การ Emergent ชำระค่าตอบแทนสำหรับผลการลดการปล่อยดังกล่าวในราคา 10 เหรียญสหรัฐฯ ต่อคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ตัน CO₂ คิดเป็นมูลค่ารวมอย่างน้อย 51.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ พื้นที่ป่าไม้ที่ขึ้นทะเบียนภายใต้โครงการเพื่อการซื้อขายผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีจำนวนรวม 4.26 ล้านเฮกตาร์ หรือเท่ากับ 26.6 ล้านไร่ ประกอบด้วยป่าธรรมชาติ 3.24 ล้านเฮกตาร์ หรือเท่ากับ 20.2 ล้านไร่ และป่าปลูก 1.02 ล้านเฮกตาร์ หรือเท่ากับ 6.4 ล้านไร่
ดังนั้น หากการเจรจา ข้อตกลง ERPA ดำเนินไปอย่างราบรื่นและสามารถลงนามได้สำเร็จ จะถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่เปิดโอกาสให้เวียดนามนำกลไกการจ่ายค่าตอบแทนบริการระบบนิเวศป่าไม้ (Payment for Forest Environmental Services: PFES) ที่อิงผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากจะสร้างแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมสำหรับ การอนุรักษ์และพัฒนาป่าไม้แล้ว ข้อตกลง ERPA ยังจะช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เจ้าของป่า ชุมชน ครัวเรือน และภาคธุรกิจจากผล การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของป่าปลูกและการพัฒนาวิถีชีวิตที่ยั่งยืนของประชาชน การดำเนินการตามข้อตกลงดังกล่าว ยังจะช่วยยกระดับความตระหนักรู้ของหน่วยงานภาครัฐ ผู้กำหนดนโยบาย เจ้าของป่า ชุมชน และภาคเอกชน เกี่ยวกับคุณค่าทางเศรษฐกิจของคาร์บอนจากป่าไม้ รวมถึงบทบาทของระบบนิเวศป่าไม้ในการรับมือกับ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะเดียวกัน เงินทุนจากข้อตกลง ERPA จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ การอนุรักษ์ และการพัฒนาป่าไม้ สร้างงานให้แก่ประชาชนในพื้นที่ชนบท เชื่อมโยงการอนุรักษ์ป่าไม้เข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การยกระดับคุณภาพชีวิต ตลอดจนการเสริมสร้างความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ และที่สำคัญ ข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นแรงขับเคลื่อนในการอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้ที่มีอยู่ เพิ่มพื้นที่ปกคลุมของป่า และยกระดับคุณภาพป่าไม้ในภูมิภาคชายฝั่งตอนกลางตอนใต้และที่ราบสูงตอนกลาง ผ่านการปลูกป่าใหม่ การฟื้นฟูป่า การเสริมสร้างบทบาทด้านการป้องกันภัยของป่า และการเพิ่มคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพ อันจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการดูดซับคาร์บอนและบรรเทาผลกระทบจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ เวียดนามยังสามารถนำผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ได้โอนสิทธิแล้วมาใช้ได้ทั้งหมด เพื่อดำเนินการตามพันธกรณีของประเทศภายใต้ ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) และการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC) รวมถึง การลงนามและการดำเนินการตามข้อตกลง ERPA ให้ประสบความสำเร็จจะสะท้อนถึงบทบาทเชิงรุก ความรับผิดชอบ และความน่าเชื่อถือของเวียดนามในการร่วมขับเคลื่อนความพยายามของประชาคมโลกในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งสร้างรากฐานสำคัญในการดึงดูดแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย การเติบโตสีเขียวและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ