
บริษัท Saigon Beer – Alcohol – Beverage Corporation (SABECO) ได้เปิดตัวดีไซน์ใหม่ของเบียร์ Lac Viet อย่างเป็นทางการ ซึ่งได้รับรางวัลเบียร์ลาเกอร์ไลต์ที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2567 (World's Best Light Lager in 2024) จากเวที World Beer Awards ดีไซน์ใหม่นี้สะท้อนกลยุทธ์ของ SABECO ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ผสานระหว่างความทันสมัยกับเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมเวียดนาม เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดเบียร์ระดับโลก
เบียร์ Lac Viet เปิดตัวครั้งแรกในปี 2563 ท่ามกลางวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยตั้งใจจะเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง ความมุ่งมั่น และชีวิตชีวาของชาวเวียดนาม ผ่านรสชาติที่นุ่มละมุนและสดชื่น นับแต่นั้น เบียร์ลักเวียดก็ได้กลายเป็นตัวแทนของวิถีแห่งความสุขของชาวเวียดนาม พร้อมทั้งสานต่อภารกิจในการเชื่อมโยงกับผู้บริโภคผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรม เช่น การประกวดร้องเพลงคาราโอเกะ ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบความบันเทิงยอดนิยมในเวียดนาม
ปี 2567 นับเป็นหมุดหมายสำคัญของแบรนด์ เมื่อสามารถคว้ารางวัลเบียร์ลาเกอร์ไลต์ยอดเยี่ยม และเหรียญทองในหมวดประเทศจากเวทีระดับโลก รางวัลเหล่านี้ตอกย้ำถึงคุณภาพของเบียร์ที่เกิดจากความชำนาญและความหลงใหลของผู้ผลิตเบียร์เวียดนาม ซึ่งมีความเข้าใจลึกซึ้งต่อวัฒนธรรมและรสชาติอาหารท้องถิ่น
สำหรับดีไซน์ใหม่ปี 2568 เบียร์ Lac Viet ได้ผสานรากเหง้าทางวัฒนธรรมเข้ากับความร่วมสมัยอย่างลงตัว โดยนำ “ดาวแดง” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งคุณภาพและความภาคภูมิใจในชาติ มาเป็นหัวใจของงานออกแบบ พร้อมประดับรางวัลนานาชาติ 3 รายการไว้ภายในดาว นอกจากนี้ยังมีลวดลายจากรูปนก Lac และลวดลายกลองทองสัมฤทธิ์ Dong Son ซึ่งสะท้อนมรดกอันลึกซึ้งของเวียดนาม ขณะที่ตัวอักษร “Bia Lạc Việt” ได้รับการปรับให้เฉียบคม ทันสมัย และแฝงความหมายแห่งการเริ่มต้นใหม่
นาง Patsy Lim รองผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กรของ SABECO กล่าวว่า การเปิดตัวบรรจุภัณฑ์ใหม่นี้คือการตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทในการสร้างสรรค์และยกระดับมาตรฐาน โดยใช้ฝีมือของผู้ผลิตเบียร์เวียดนามที่เปี่ยมความสามารถ SABECO ภาคภูมิใจในรากเหง้า และยังคงเร่งเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์ด้านนวัตกรรมเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้แนวคิดความยั่งยืนในระยะยาว
ในด้านการตลาดและการขยายฐานลูกค้า SABECO ได้เสริมสร้างเครือข่ายการจัดจำหน่ายทั่วประเทศ พร้อมสนับสนุนพันธมิตรผู้จัดจำหน่ายและร้านค้าปลีกอย่างเต็มที่ โดยยึดหลักการดำเนินธุรกิจตาม 3 เสาหลัก ได้แก่ ความเป็นเลิศด้านพาณิชย์ ประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน และแนวทาง ESG เพื่อเสริมสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การรีแบรนด์เบียร์ลักเวียดในครั้งนี้จึงไม่เพียงตอกย้ำเอกลักษณ์ของแบรนด์เวียดนามเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับความสัมพันธ์กับผู้บริโภคในระดับสากลอีกด้วย
(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 7 เมษายน 2568)
วิเคราะห์ผลกระทบแม้อุตสาหกรรมเบียร์ของเวียดนามจะเริ่มฟื้นตัวหลังจากวิกฤตโควิด-19 แต่การฟื้นตัวดังกล่าวยังคงเผชิญกับแรงต้านสำคัญจากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมาหลายปี ทั้งจากกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และกฤษฎีกาเลขที่ 168/2019/ND-CP ซึ่งกำหนดบทลงโทษที่เข้มงวดสำหรับผู้ขับขี่ที่มีแอลกอฮอล์ในเลือดแม้เพียงเล็กน้อย ส่งผลให้การบริโภคเบียร์ในที่สาธารณะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการยังต้องรับมือกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งในส่วนของวัตถุดิบหลักที่ต้องนำเข้า บรรจุภัณฑ์อะลูมิเนียมและแก้วที่มีราคาพุ่งขึ้นตามต้นทุนพลังงาน ตลอดจนค่าขนส่งที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันและความไม่แน่นอนของระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรสุทธิของผู้ผลิตเบียร์ทั้งรายใหญ่และรายกลางในประเทศ
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพผลิตภัณฑ์และดีไซน์บรรจุภัณฑ์ที่สื่อถึงความพรีเมียมมากขึ้น ส่งผลให้บริษัทต่าง ๆ ต้องเพิ่มการลงทุนในด้านการตลาด การโฆษณา และกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่เริ่มกลับมาคึกคัก นอกจากนั้น นโยบายภาษีของภาครัฐก็เป็นอีกหนึ่งแรงกดดัน โดยเฉพาะข้อเสนอในการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตสำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายใต้ร่างกฎหมายภาษีฉบับใหม่ แม้จะมีเป้าหมายในการควบคุมปัญหาสุขภาพและสังคม แต่สมาคมเบียร์ สุรา และเครื่องดื่มเวียดนาม (VBA) ก็ได้แสดงความกังวลต่อผลกระทบทางธุรกิจ พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณาระยะเวลาผ่อนผันสำหรับการปรับตัว
อย่างไรก็ดี ท่ามกลางแรงกดดันเหล่านี้ อุตสาหกรรมเบียร์เวียดนามในปี 2568 ยังคงมีศักยภาพในการเติบโตจากปัจจัยบวกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างประชากรที่มีสัดส่วนวัยแรงงานมากกว่าร้อยละ 60 ซึ่งเป็นฐานผู้บริโภคที่แข็งแกร่ง รายได้เฉลี่ยต่อหัวที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นกลางในเขตเมือง โอกาสในตลาดเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ซึ่งกำลังเติบโตจากกระแสใส่ใจสุขภาพ ตลอดจนศักยภาพด้านการส่งออก โดยเฉพาะไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ลาว และอินโดนีเซีย รวมถึงตลาดเกิดใหม่ในตะวันออกกลางที่เริ่มหันมาให้ความสนใจผลิตภัณฑ์จากอาเซียน
ภายใต้บริบทดังกล่าว การเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “Lạc Việt” (Lac Viet) โดยบริษัท SABECO พร้อมบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัยและการสื่อสารที่เน้นวัฒนธรรมท้องถิ่น ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศในช่วงที่อุปสงค์ยังไม่กลับสู่ระดับก่อนโควิดอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังตอกย้ำภาพลักษณ์ของ SABECO ในฐานะผู้นำที่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาดและรสนิยมผู้บริโภค การเคลื่อนไหวเชิงรุกเช่นนี้ยังส่งผลต่อทิศทางการแข่งขันในอุตสาหกรรม โดยกระตุ้นให้ผู้เล่นรายอื่นเร่งพัฒนานวัตกรรมและสร้างความแตกต่าง นำไปสู่การแข่งขันเชิงสร้างสรรค์และยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต
นำเสนอโอกาส/แนวทางแนวทางการรีแบรนด์ของ SABECO ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ของเวียดนาม โดยเฉพาะเบียร์ Lạc Việt ที่ปรับภาพลักษณ์ใหม่ให้ผสานความเป็นชาติและความทันสมัยเข้าด้วยกัน เป็นตัวอย่างชัดเจนของการนำ วัฒนธรรมท้องถิ่นมาสร้างความแตกต่างให้สินค้าอย่างมีพลัง ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนดีไซน์หรือฉลาก แต่รวมถึงการเล่าเรื่องแบรนด์ (brand storytelling) ที่เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว แนวโน้มนี้กำลังเกิดขึ้นทั่วอาเซียน โดยผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับรากวัฒนธรรม วิถีชีวิต และเรื่องราวเบื้องหลังของสินค้า มากกว่าภาพลักษณ์ที่ดูอินเตอร์เพียงอย่างเดียว
ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SME และผู้ส่งออก สามารถต่อยอดจากแนวคิดนี้ ด้วยการนำจุดแข็งของไทย เช่น อาหาร ศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาผสมผสานกับกลยุทธ์การตลาดสมัยใหม่ เช่น การใช้ช่องทางดิจิทัลในการเล่าเรื่องแบรนด์ การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ร่วมสมัยแต่ยังมีรากวัฒนธรรม และการสร้างภาพจำของแบรนด์ผ่านเรื่องเล่าที่เข้าถึงอารมณ์ผู้บริโภค สิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์ไทยในตลาดต่างประเทศ และสร้างความแตกต่างในตลาดที่แข่งขันสูงได้อย่างชัดเจน
นอกจากผู้ผลิตสินค้าโดยตรงแล้ว ธุรกิจไทยในกลุ่มสนับสนุน เช่น การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การผลิตคอนเทนต์ การวางกลยุทธ์การตลาด หรือการให้คำปรึกษาด้านแบรนด์ ก็มีโอกาสเข้าไปจับมือกับผู้ประกอบการเวียดนามที่ต้องการยกระดับแบรนด์ให้ทันสมัยและเป็นสากลมากขึ้น ความร่วมมือแบบนี้ไม่เพียงสร้างรายได้ใหม่ แต่ยังช่วยผลักดันให้ไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่าในภูมิภาคได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน