fb
เวียดนามเร่งบูรณาการฐานข้อมูลภาครัฐ ลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบของภาคธุรกิจ

เวียดนามเร่งบูรณาการฐานข้อมูลภาครัฐ ลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบของภาคธุรกิจ

โดย
Tran
ลงเมื่อ 28 กันยายน 2569 15:26
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))
1

เนื้อข่าว 

เวียดนามเร่งบูรณาการฐานข้อมูลภาครัฐด้านประชากร การจดทะเบียนธุรกิจ ภาษี และศุลกากร เพื่อให้หลักการที่กำหนดให้ภาคธุรกิจจัดส่งข้อมูลเพียงครั้งเดียวสามารถนำมาใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมลดภาระด้านเอกสารและต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎระเบียบของภาคธุรกิจ การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการนำเอกสารและขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐเข้าสู่ระบบดิจิทัลการบริหารจัดการภาครัฐที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล และสอดคล้องกับมติหมายเลข 57-NQ/TW (Resolution No. 57-NQ/TW) ซึ่งให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลระดับชาติ ในฐานะกลไกสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ

image.png

การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐมีศักยภาพในการลดต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎระเบียบของภาคธุรกิจ ลดระยะเวลาในการดำเนินธุรกรรม และเพิ่มประสิทธิภาพการหมุนเวียนของเงินทุน เนื่องจากผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องจัดเตรียมและยื่นข้อมูลชุดเดียวกันต่อหน่วยงานหลายแห่งซ้ำหลายครั้ง  อีกทั้งยังช่วยให้สามารถจัดสรรบุคลากรและทรัพยากรจากงานด้านเอกสารและขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐไปสู่กิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การผลิต การวิจัยและพัฒนา และการขยายตลาดได้มากขึ้น โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งมักมีข้อจำกัดด้านบุคลากรและต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ทั้งนี้ ต้นทุนดังกล่าวครอบคลุมทั้งเวลาของพนักงานในการจัดเตรียมและกรอกแบบฟอร์ม ตลอดจนค่าใช้จ่ายด้านคลังสินค้าและการจัดเก็บสินค้าที่เกิดจากความล่าช้าในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ

ในทางปฏิบัติ การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวเห็นได้อย่างชัดเจนในด้านการนำเข้าและส่งออก โดยผู้แทนบริษัท Bach Khoa Precision Mechanical Joint Stock Company ซึ่งประกอบธุรกิจส่งออกชิ้นส่วนที่ผ่านกระบวนการผลิตด้วยความแม่นยำสูง (Precision-Machined Components) ระบุว่า ในอดีตเมื่อบริษัทดำเนินพิธีการศุลกากรสำหรับวัตถุดิบนำเข้า หรือยื่นขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin: C/O)พนักงานต้องจัดเตรียมเอกสารจำนวนมาก รวมถึงเอกสารที่ต้องลงนามและประทับตรารับรองตามที่กำหนด ส่งผลให้การตรวจปล่อยสินค้าศุลกากรในบางกรณีใช้เวลาประมาณ 3–4 วัน และก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายด้านการจัดเก็บสินค้าเพิ่มเติมเป็นจำนวนหลายสิบล้านเวียดนามด่งต่อการขนส่งแต่ละครั้ง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเมื่อฐานข้อมูลด้านภาษีและศุลกากรมีการเชื่อมโยงกัน ประวัติการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านภาษีและศุลกากรของบริษัทสามารถตรวจสอบได้จากระบบ ขณะที่ใบขนสินค้าที่ได้รับการจัดให้อยู่ในช่องทางสีเขียว (Green Channel) สามารถได้รับการตรวจปล่อยโดยอัตโนมัติภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที ซึ่งตามข้อมูลของบริษัทช่วยลดการหยุดชะงักของกระบวนการขนส่งสินค้าและเพิ่มประสิทธิภาพการหมุนเวียนของเงินทุน

นอกจากระบบศุลกากรแล้ว การขยายการใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Invoices) การชำระภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการคืนภาษีผ่านระบบออนไลน์ ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับของธุรกรรมระหว่างภาคธุรกิจกับหน่วยงานของรัฐ เนื่องจากข้อมูลการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอนสามารถบันทึกและตรวจสอบผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ขณะเดียวกัน แนวทางการนำระบบดิจิทัลมาใช้ยังขยายไปยังภาคการค้าปลีกสินค้าเกษตร ซึ่งความรวดเร็วของขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐมีความสำคัญต่อการลดความสูญเสียของสินค้า เนื่องจากสินค้าเกษตรและอาหารหลายประเภทมีลักษณะเน่าเสียง่าย โดยการนำระบบดิจิทัลมาใช้ในขั้นตอนการกักกันและตรวจสอบ การยื่นสำแดงคุณภาพสินค้า และการตรวจสอบความปลอดภัยด้านอาหาร ช่วยให้สหกรณ์การเกษตรลดระยะเวลาในการประมวลผลและพิจารณาเอกสารลงประมาณร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้บุคลากรที่เดิมรับผิดชอบงานด้านเอกสารสามารถปรับไปปฏิบัติงานด้านการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการขยายตลาดได้มากขึ้น

อย่างไรก็ดี ภาคธุรกิจยังเห็นว่ามีช่องว่างระหว่างศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกับการนำขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐไปใช้ในทางปฏิบัติ แม้ว่าหน่วยงานบางแห่งจะปรับลดขั้นตอนหรือประกาศให้บริการในรูปแบบออนไลน์แล้ว แต่ระบบซอฟต์แวร์ที่ใช้งานจริงยังอาจกำหนดให้ผู้ประกอบการกรอกข้อมูลเพิ่มเติม หรือดำเนินการผ่านขั้นตอนการอนุมัติภายในหลายระดับ ส่งผลให้ระยะเวลาการดำเนินงานไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลจึงเห็นว่า การนำขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐที่มีความซับซ้อนอยู่เดิมเข้าสู่ระบบออนไลน์เพียงอย่างเดียวไม่ถือเป็นการปฏิรูประบบอย่างแท้จริง แต่ควรดำเนินการปรับมาตรฐานขั้นตอนการดำเนินงาน ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนและไม่จำเป็น รวมถึงกำหนดมาตรฐานข้อมูลร่วมก่อนนำขั้นตอนดังกล่าวเข้าสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

นาย Nguyen Van Duc ผู้อำนวยการบริษัท Goldtrans Logistics Joint Stock Company ให้ข้อมูลว่า แม้เวียดนามจะมีโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่รองรับการเชื่อมโยงข้อมูลได้ในระดับหนึ่ง แต่แนวทางและรูปแบบการบริหารจัดการของหน่วยงานต่าง ๆ ยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากศักยภาพดังกล่าวได้อย่างเต็มที่ ตัวอย่างเช่น ในการยื่นขอใบอนุญาตประกอบกิจการขนส่งหลายรูปแบบ (Multimodal Transport Licence) ผ่านระบบออนไลน์ ผู้ประกอบการยังอาจต้องกรอกข้อมูลเดิมซ้ำหลายครั้ง เช่น เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และรายละเอียดใบอนุญาตประกอบธุรกิจในระบบซอฟต์แวร์ที่ดำเนินการโดยกระทรวงหรือหน่วยงานของรัฐที่แตกต่างกัน ทั้งที่ในทางเทคนิคระบบมีศักยภาพในการประสานและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ดังนั้น ข้อจำกัดสำคัญจึงอยู่ที่การแยกส่วนของข้อมูลระหว่างหน่วยงานมากกว่าข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี

ดังนั้น การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของเวียดนามจึงจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กันทั้งด้านเทคโนโลยีและการปรับปรุงขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐ โดยการแก้ไขปัญหาการแยกส่วนของข้อมูลควรครอบคลุมการกำหนดมาตรฐานข้อมูลร่วม การเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และการออกแบบขั้นตอนการดำเนินงานให้สามารถใช้ข้อมูลที่ภาครัฐมีอยู่แล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยลดภาระในการจัดเตรียมเอกสารของผู้ประกอบการและเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการภาครัฐ ทั้งนี้ การปรับปรุงดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงแนวทางการกำกับดูแลจากการตรวจสอบก่อนการดำเนินการ (Ex-Ante Inspection) ไปสู่การกำกับดูแลและตรวจสอบภายหลัง (Ex-Post Supervision) มากขึ้น โดยอาศัยข้อมูลและประวัติการปฏิบัติตามกฎระเบียบของผู้ประกอบการเป็นองค์ประกอบในการประเมินและบริหารความเสี่ยง ซึ่งจะช่วยให้หน่วยงานภาครัฐสามารถมุ่งเน้นการตรวจสอบไปยังกรณีที่มีความเสี่ยงสูง ขณะที่ผู้ประกอบการที่มีประวัติการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่ดีสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น

(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 21 กันยายน 2569)

วิเคราะห์ผลกระทบ

การเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐถือเป็นปัจจัยสำคัญในการลดต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะในบริบทที่เวียดนามกำลังเปลี่ยนผ่านจากการให้บริการภาครัฐที่พึ่งพาเอกสารไปสู่ระบบดิจิทัลที่ใช้ข้อมูลเป็นศูนย์กลาง หากข้อมูลด้านประชากร การจดทะเบียนธุรกิจ ภาษี ศุลกากร และข้อมูลที่เกี่ยวข้องสามารถเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนระหว่างหน่วยงานได้อย่างเป็นระบบ ภาคธุรกิจจะลดความจำเป็นในการจัดเตรียมและยื่นข้อมูลชุดเดียวกันซ้ำหลายครั้ง ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านเอกสาร เวลาและบุคลากร ตลอดจนภาระในการติดต่อกับหน่วยงานภาครัฐ ทั้งยังสอดคล้องกับหลักการให้ข้อมูลเพียงครั้งเดียว (Once-Only Principle) ซึ่งมุ่งให้ภาครัฐนำข้อมูลที่มีอยู่แล้วมาใช้ร่วมกันแทนการเรียกขอข้อมูลจากผู้ประกอบการซ้ำอีก ทั้งนี้ ผลประโยชน์ดังกล่าวมีความสำคัญเป็นพิเศษต่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งมีข้อจำกัดด้านบุคลากร เงินทุน และทรัพยากรในการจัดการด้านเอกสารและการปฏิบัติตามข้อกำหนดของภาครัฐ

ในด้านการค้าและการดำเนินธุรกรรม การเชื่อมโยงข้อมูลสามารถช่วยลดระยะเวลาในการขออนุญาต การยื่นแบบด้านภาษี การนำเข้าและส่งออก และการตรวจสอบข้อมูลประกอบธุรกรรม เมื่อหน่วยงานภาครัฐสามารถเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลที่มีอยู่ในระบบได้โดยตรง ย่อมช่วยลดการตรวจสอบข้อมูลซ้ำและเพิ่มความรวดเร็วในการพิจารณาและให้บริการ ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถลดระยะเวลารอคอยและนำเงินทุนกลับมาใช้หมุนเวียนได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากความล่าช้า เช่น ค่าคลังสินค้า ค่าจัดเก็บสินค้า และค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร มีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะในธุรกิจการค้าระหว่างประเทศที่ระยะเวลาการตรวจปล่อยสินค้า มีผลโดยตรงต่อต้นทุนโลจิสติกส์และความสามารถในการบริหารห่วงโซ่อุปทาน นอกจากการลดต้นทุนโดยตรงแล้ว การลดภาระด้านเอกสารยังช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถจัดสรรบุคลากรและงบประมาณไปสู่กิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การวิจัยและพัฒนา การปรับปรุงผลิตภัณฑ์ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการขยายตลาด ซึ่งในระยะยาวมีส่วนช่วยยกระดับผลิตภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการเวียดนาม

อย่างไรก็ดี การมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการให้บริการผ่านระบบออนไลน์เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่สามารถลดต้นทุนของภาคธุรกิจได้อย่างเต็มที่ หากหน่วยงานต่าง ๆ ยังคงมีฐานข้อมูลที่แยกส่วน ใช้มาตรฐานข้อมูลที่แตกต่างกัน หรือระบบซอฟต์แวร์ยังบังคับให้ผู้ประกอบการกรอกข้อมูลเดิมซ้ำและดำเนินการผ่านขั้นตอนการอนุมัติภายในหลายระดับ ข้อจำกัดดังกล่าวอาจทำให้ประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลไม่เกิดขึ้นอย่างเต็มศักยภาพ และทำให้ต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบยังคงอยู่ ดังนั้น การปฏิรูประบบจึงควรดำเนินการควบคู่กันทั้งการเชื่อมโยงฐานข้อมูล การกำหนดมาตรฐานข้อมูลร่วม การปรับปรุงการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และการทบทวนขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐเพื่อลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนหรือไม่จำเป็น โดยควรออกแบบระบบให้สามารถนำข้อมูลที่ภาครัฐมีอยู่แล้วมาใช้ประกอบการพิจารณาได้โดยไม่เพิ่มภาระแก่ผู้ประกอบการ แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลเป็นการปรับปรุงรูปแบบการให้บริการอย่างแท้จริง มากกว่าการนำขั้นตอนการดำเนินงานเดิมเข้าสู่ระบบออนไลน์โดยไม่ปรับโครงสร้าง

ในภาพรวม การบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานจึงมีนัยสำคัญต่อทั้งประสิทธิภาพของภาครัฐและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของเวียดนาม โดยในระดับภาคธุรกิจจะช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาในการดำเนินธุรกรรม เพิ่มความคล่องตัวในการบริหารเงินทุนและห่วงโซ่อุปทาน และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนำทรัพยากรไปใช้กับกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ในระดับภาครัฐ การมีฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกันสามารถสนับสนุนการปรับแนวทางการกำกับดูแลจากการตรวจสอบก่อนการดำเนินการ ไปสู่การกำกับดูแลและตรวจสอบภายหลัง โดยใช้ข้อมูลประวัติการปฏิบัติตามกฎระเบียบของผู้ประกอบการประกอบการประเมินและบริหารความเสี่ยง ซึ่งช่วยให้หน่วยงานสามารถมุ่งเน้นทรัพยากรการตรวจสอบไปยังธุรกรรมหรือผู้ประกอบการที่มีความเสี่ยงสูง ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการที่มีประวัติการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่ดีสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น ทั้งนี้ หากเวียดนามสามารถพัฒนาการเชื่อมโยงข้อมูลควบคู่กับการปรับปรุงขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐได้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนการพัฒนาสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เอื้อต่อการลงทุนและการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว

นำเสนอโอกาส/แนวทาง

การเร่งบูรณาการฐานข้อมูลและการลดขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐของเวียดนามมีแนวโน้มช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะด้านการนำเข้า–ส่งออก การชำระภาษี การขอใบอนุญาต และโลจิสติกส์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนแฝง เช่น ค่าเอกสาร ค่าใช้จ่ายบุคลากร และค่าจัดเก็บสินค้าที่เกิดจากความล่าช้า ทั้งนี้ เวียดนามมีเป้าหมายให้ข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจสามารถยื่นต่อหน่วยงานภาครัฐเพียงครั้งเดียวภายในปี 2570 และกำหนดให้การรายงานของภาคธุรกิจที่เข้าเกณฑ์ดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปเวียดนามหรือประกอบธุรกิจในเวียดนามจึงควรเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลดิจิทัล ระบบบัญชี–ภาษี เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ และประวัติการปฏิบัติตามกฎระเบียบให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน เพื่อรองรับการกำกับดูแลที่ใช้ข้อมูลและการประเมินความเสี่ยงมากขึ้น

ผู้ประกอบการไทยควรติดตามการพัฒนาฐานข้อมูลและบริการภาครัฐดิจิทัลของเวียดนามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรฐานข้อมูล การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และการใช้บริการภาครัฐออนไลน์ เนื่องจากเวียดนามกำหนดให้ข้อมูลภาครัฐมีความถูกต้อง ครบถ้วน เชื่อมโยง และสามารถแบ่งปันระหว่างระบบได้ รวมทั้งมีเป้าหมายให้ผู้ประกอบการไม่ต้องให้ข้อมูลซ้ำเมื่อข้อมูลดังกล่าวมีอยู่ในฐานข้อมูลของรัฐแล้ว ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการไทยควรปรับระบบจัดเก็บข้อมูลและการกำกับดูแลภายในให้สามารถเชื่อมต่อกับระบบดิจิทัลของเวียดนามได้ รวมถึงตรวจสอบความสอดคล้องของข้อมูลด้านนิติบุคคล ภาษี ศุลกากร และใบอนุญาต เพื่อลดความเสี่ยงจากข้อมูลไม่ตรงกันและความล่าช้าในการดำเนินธุรกรรม

         การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวเอื้อต่อผู้ประกอบการไทยทั้งในเวียดนามและผู้ส่งออกจากไทย เนื่องจากการลดขั้นตอนและการใช้ข้อมูลร่วมกันสามารถเพิ่มความคล่องตัวของห่วงโซ่อุปทาน ลดระยะเวลา การผ่านพิธีการ และสนับสนุนการขยายธุรกิจดิจิทัล อีคอมเมิร์ซ โลจิสติกส์ การให้บริการระบบข้อมูล และโซลูชันด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ โดยเฉพาะธุรกิจที่สามารถนำเสนอเทคโนโลยีเชื่อมโยงข้อมูล ระบบอัตโนมัติ และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการบริหารความเสี่ยง ทั้งนี้ เวียดนามยังเดินหน้าสร้างระบบนิเวศข้อมูลแห่งชาติและส่งเสริมการใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลตาม Resolution No. 57-NQ/TW จึงเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาสินค้า บริการ และรูปแบบธุรกิจที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลของเวียดนามในระยะต่อไป

News 21 - 25 September 2026 - VN Connected data-edit.pdf
Share :
Instagram