fb
อุตสาหกรรมไม้เวียดนามเผชิญความกดดัน หลังสหรัฐเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าไม้และเฟอร์นิเจอร์สูงสุดร้อยละ 50
โดย
Tran
ลงเมื่อ 24 ตุลาคม 2568 18:04
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))
80

เนื้อข่าว 

อุตสาหกรรมไม้ของประเทศเวียดนามกำลังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญด้านต้นทุนการผลิตและความสามารถในการรักษาระดับการส่งออกไปยังตลาดสำคัญ หลังสหรัฐอเมริกาประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์ไม้และเฟอร์นิเจอร์หลายประเภทสูงสุดถึงร้อยละ 50 โดยเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2568 และคาดว่าจะมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีในช่วงต้นปี 2569

image.png

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้กำหนดอัตราภาษีที่สูงสำหรับผลิตภัณฑ์ไม้และเฟอร์นิเจอร์นำเข้าหลายประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตู้ครัว (Kitchen Cabinet) ตู้เก็บของในห้องน้ำ (bathroom cabinets)  และสินค้าที่เกี่ยวข้อง จะต้องเผชิญกับอัตราภาษีที่เพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 25 เป็นสูงสุดถึงร้อยละ 50 ภายในต้นปี 2569 ขณะที่เฟอร์นิเจอร์หุ้มเบาะ (อาทิ โซฟาและเก้าอี้หุ้มเบาะ) ซึ่งเริ่มเสียภาษีในอัตราร้อยละ 25 ในเดือนตุลาคม 2568 ก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มเป็นประมาณร้อยละ 30 ในช่วงเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ ไม้แปรรูป (sawn wood) และสินค้าบางประเภทจะถูกเก็บภาษีนำเข้าร้อยละ 10 ขณะที่ไม้อัด (plywood) และผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเดียวกันจะถูกจัดเก็บภาษีตอบโต้การอุดหนุน (countervailing duty) ร้อยละ 20

มาตรการดังกล่าวส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ไม้ของเวียดนามมีขีดความสามารถในการแข่งขันลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศคู่ค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษี เนื่องจากสินค้าส่งออกที่มีมูลค่ารวมหลายพันล้านเหรียญสหรัฐอยู่ในข่ายต้องเผชิญกับอัตราภาษีที่สูงตั้งแต่ร้อยละ 25 ถึงร้อยละ 50 โดยทันทีภายหลังการประกาศ ลูกค้าในสหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการลดหรือยกเลิกคำสั่งซื้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์หุ้มเบาะ ขณะเดียวกัน บริษัทที่มีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งตั้งโรงงานในเวียดนามต่างแสดงความกังวลเกี่ยวกับการลดลงของอัตรากำไร เนื่องจากจำเป็นต้องปรับลดราคาสินค้าเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด และต้องรับภาระภาษีร่วมกับคู่ค้าสหรัฐฯ

ในมิติของการเจรจาทางการค้า รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ให้ระยะเวลาแก่ประเทศคู่ค้าเป็นเวลา 3 เดือนในการเจรจาอัตราภาษีเฉพาะรายสินค้า (particular tax rates) อย่างไรก็ดี ประเทศเวียดนามต้องดำเนินการบริหารความเสี่ยงด้านกฎหมายการค้า โดยนับตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 เวียดนามต้องรับผิดชอบต่อภาษีตอบโต้ในอัตราร้อยละ 20 และอาจเผชิญกับบทลงโทษทางภาษีสูงถึงร้อยละ 40 หากไม่สามารถดำเนินการยืนยันถิ่นกำเนิดสินค้า (Provenance) ในการส่งออกได้อย่างถูกต้อง

เพื่อรับมือกับผลกระทบดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้ประกอบการกระจายตลาดส่งออกและปรับลดต้นทุนการผลิต พร้อมขอความร่วมมือภาครัฐในการสนับสนุน เช่น การยกเว้นหรือปรับลดค่าเช่าที่ดิน เงินสมทบประกันสังคม และค่าขนส่งโลจิสติกส์ เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น ส่วนระยะยาวควรมุ่งขยายตลาดใหม่ โดยเฉพาะยุโรปและตะวันออกกลาง ซึ่งมีความต้องการเฟอร์นิเจอร์ระดับพรีเมียมสำหรับโรงแรม รีสอร์ต และอพาร์ตเมนต์หรูเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นาย Vu Thanh Huy กรรมการผู้อำนวยการบริษัท Tekcom Joint Stock Company ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ไม้หลายประเภทของเวียดนามอยู่ระหว่างการจัดเก็บภาษี แม้ไม้อัดยังไม่ถูกเก็บภาษี แต่ยังอยู่ระหว่างการไต่สวนกรณีการทุ่มตลาด หากมีการจัดเก็บภาษี อัตรารวมอาจสูงถึงร้อยละ 20 โดยคาดว่าผลการไต่สวนจะประกาศภายในสิ้นปี 2568 ขณะที่นาย Nguyen Ngoc Thanh กรรมการผู้จัดการบริษัท Thien Phat ซึ่งส่งออกตู้ครัวและตู้เก็บของในห้องน้ำไปสหรัฐฯ ระบุว่า อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไม้เวียดนามยังเผชิญความเสี่ยงจากการสอบสวนเพิ่มเติมของทางการสหรัฐฯ ส่วน นาย Dang Khanh Linh ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตเวียดนาม ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เน้นว่า เวียดนามจำเป็นต้องดำเนินมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเมืองของสหรัฐฯ และรักษาความสามารถในการส่งออกอย่างยั่งยืน

 (แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 20 ตุลาคม 2568)

วิเคราะห์ผลกระทบ

การที่สหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสำหรับผลิตภัณฑ์ไม้และเฟอร์นิเจอร์บางรายการจากเวียดนามสูงสุดถึงร้อยละ 50 ถือเป็นมาตรการทางการค้าที่มีนัยสำคัญ ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไม้ของเวียดนามในหลายมิติ ทั้งด้านความสามารถในการแข่งขัน ต้นทุนการผลิต และเสถียรภาพการส่งออก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์สำคัญ เช่น ตู้ครัว ตู้เก็บของในห้องน้ำ และเฟอร์นิเจอร์หุ้มเบาะ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักไปยังตลาดสหรัฐฯ มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2568 และคาดว่าจะมีการปรับเพิ่มอีกในช่วงต้นปี 2569 นับเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ที่มีผลโดยตรงต่อผู้ผลิตและผู้ส่งออกเวียดนาม

ในปี 2567 มูลค่าการส่งออกไม้ของเวียดนามสูงถึง 16,250 ล้านเหรียญสหรัฐ และในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 อยู่ที่ 11,100 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตลาดสหรัฐฯ ครองสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 56 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด การปรับขึ้นภาษีดังกล่าวส่งผลให้มูลค่าการส่งออกไม้และเฟอร์นิเจอร์ไปยังสหรัฐฯ กว่า 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐต้องเผชิญอัตราภาษีสูง ซึ่งเพิ่มต้นทุนการผลิตและลดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเวียดนาม นอกจากนี้ ผลกระทบยังอาจขยายไปถึงต้นทุนวัสดุอื่น เช่น เหล็กและโลหะ ที่ถูกปรับภาษีเช่นเดียวกัน ทำให้ต้นทุนการผลิตเฟอร์นิเจอร์โดยรวมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลการนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ของสหรัฐฯ ยืนยันถึงบทบาทสำคัญของเวียดนามในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยตู้ครัวและตู้เก็บของในห้องน้ำ (HS 940340) มีมูลค่าการส่งออกในปี 2567 อยู่ที่ 1,050 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.95 และเฟอร์นิเจอร์หุ้มเบาะ (HS 940161) มีมูลค่า 3,116 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.95 ทั้งสองกลุ่มยังเติบโตต่อเนื่องในช่วงเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 การปรับขึ้นภาษีดังกล่าวจึงไม่เพียงสร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการเวียดนามเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานโลกและผู้บริโภคในตลาดสหรัฐฯ โดยตรง

เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการภาษีดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เวียดนามเร่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไม้ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต ลดต้นทุน และกระจายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคอื่น เช่น ยุโรปและตะวันออกกลาง ซึ่งมีความต้องการเฟอร์นิเจอร์ระดับพรีเมียมสูง นอกจากนี้ การสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น การยกเว้นหรือปรับลดค่าเช่าที่ดิน เงินสมทบประกันสังคม และค่าขนส่งโลจิสติกส์ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจและสนับสนุนผู้ประกอบการในการรักษาส่วนแบ่งตลาด

มาตรการภาษีของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยภายนอกที่สร้างแรงกดดันและความผันผวนอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมไม้เวียดนาม ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจำเป็นต้องปรับตัวทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและเสถียรภาพทางการค้า ตลอดจนยืนหยัดในฐานะผู้ส่งออกสำคัญในเวทีการค้าโลกอย่างยั่งยืน

นำเสนอโอกาส/แนวทาง

มาตรการปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์ไม้และเฟอร์นิเจอร์ของสหรัฐอเมริกาในอัตราสูงสุดร้อยละ 50 ต่อเวียดนาม ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยทั้งที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยและผู้ลงทุนในเวียดนาม (FDI) สำหรับผู้ประกอบการไทยในประเทศ มาตรการดังกล่าวสร้างโอกาสในการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดจากเวียดนามในตลาดสหรัฐฯ เนื่องจากสินค้าเวียดนามแบกรับภาษีสูง ส่งผลให้สินค้าไทยมีความสามารถในการแข่งขันด้านราคาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเฟอร์นิเจอร์ไม้แปรรูป อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยยังต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านการไต่สวนทางการค้าจากสหรัฐฯ หากพบการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า จึงจำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานการผลิตและยืนยันแหล่งกำเนิดสินค้าอย่างเคร่งครัด พร้อมแสวงหาโอกาสในการขยายตลาดอย่างรอบคอบ

                 สำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีฐานการผลิตในเวียดนาม ผลกระทบจะเกิดขึ้นโดยตรงจากต้นทุนที่สูงขึ้นและการลดลงของคำสั่งซื้อ ส่งผลให้อัตรากำไรจากการส่งออกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การปรับตัวเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดจึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วน โดยควรปรับโครงสร้างการผลิตและซัพพลายเชนเพื่อลดต้นทุน รวมทั้งเร่งกระจายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคอื่น เช่น ยุโรป ตะวันออกกลาง และอาเซียน เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ นอกจากนี้ การสร้างแบรนด์สินค้าระดับพรีเมียม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตลาด และการร่วมมือกับพันธมิตรในต่างประเทศ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างรายได้ใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยทั้งในประเทศและในเวียดนามอย่างยั่งยืน

News 20 - 24 October - VN wood industry-Edit.pdf
Share :
Instagram