fb
เวียดนามเปิดตลาดใหม่ปลานิลน้ำกร่อย ดันมาตรฐานและเทคโนโลยี เพิ่มมูลค่าประมง เจาะญี่ปุ่น สหรัฐฯ และยุโรป

เวียดนามเปิดตลาดใหม่ปลานิลน้ำกร่อย ดันมาตรฐานและเทคโนโลยี เพิ่มมูลค่าประมง เจาะญี่ปุ่น สหรัฐฯ และยุโรป

โดย
Tran
ลงเมื่อ 18 กันยายน 2569 17:58
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))
1

เนื้อข่าว 

เวียดนามเร่งเพิ่มมูลค่าสินค้าประมงด้วยการพัฒนาปลานิลน้ำกร่อย (Brackish-water Tilapia) สู่ผลิตภัณฑ์สำหรับตลาดอาหารทะเลระดับพรีเมียม โดยบริษัท Vietnam Clean Seafood Corporation ในนครเกิ่นเทอ (Can Tho City) เขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ได้พัฒนาระบบเพาะเลี้ยงและแปรรูปปลานิลเกรดสำหรับบริโภคดิบ (Sashimi-grade) จนสามารถส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นได้เป็นประจำทุกเดือนนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 การพัฒนาดังกล่าวสะท้อนแนวทางการยกระดับห่วงโซ่การผลิตสินค้าประมง โดยอาศัยการควบคุมวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และระบบตรวจสอบย้อนกลับ ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากพื้นที่เพาะเลี้ยงที่มีอยู่เดิม ซึ่งบริษัทมีพื้นที่เพาะเลี้ยงปลานิลเกือบ 40 เฮกตาร์ และพื้นที่เพาะเลี้ยงกุ้งประมาณ 300 เฮกตาร์ เพื่อรองรับการผลิตและการขยายตลาดส่งออก

image.png

แนวทางดังกล่าวเกิดขึ้นจากการที่นาย Vo Van Phuc ประธานกรรมการและผู้อำนวยการใหญ่ของบริษัทฯ แสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ในภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ท่ามกลางแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง โดยบริษัทได้นำปลานิลเพศเดียว (Monosex Tilapia) ซึ่งโดยทั่วไปนิยมเพาะเลี้ยงในระบบน้ำจืด มาปรับใช้กับพื้นที่น้ำกร่อยบริเวณชายฝั่ง โดยเฉพาะพื้นที่ที่เคยใช้สำหรับการเพาะเลี้ยงกุ้ง แนวทางดังกล่าวช่วยให้บริษัทสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีอยู่เดิม ขณะเดียวกันยังเป็นการพัฒนารูปแบบการผลิตที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายฝั่ง ทั้งนี้ หลังจากลูกค้าได้ทดลองบริโภคและให้การตอบรับด้านรสชาติในเชิงบวก บริษัทจึงได้พัฒนารูปแบบการผลิตดังกล่าวอย่างต่อเนื่องและมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพให้สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดต่างประเทศ

เพื่อรองรับการแปรรูปผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม บริษัทฯ ได้ลงทุนจัดตั้งสายการผลิตเฉพาะสำหรับปลานิลภายในโรงงานแปรรูปกุ้งเดิม ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม An Nghiep ในนครเกิ่นเทอ และเริ่มส่งออกเนื้อปลานิลแล่สำหรับผลิตภัณฑ์ซาชิมิไปยังประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 หลังจากนั้นสามารถส่งออกได้อย่างต่อเนื่องทุกเดือน โดยความต้องการซื้อจากตลาดญี่ปุ่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเร็วกว่าปริมาณผลผลิตที่บริษัทสามารถจัดหาได้ สะท้อนถึงศักยภาพของผลิตภัณฑ์ปลานิลน้ำกร่อยในการเข้าสู่ตลาดอาหารทะเลที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

การเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นจำเป็นต้องผ่านกระบวนการทดสอบและตรวจสอบอย่างเข้มงวดเป็นระยะเวลาประมาณ 6 เดือน โดยผู้ซื้อจากประเทศญี่ปุ่นได้เดินทางมาตรวจประเมินฟาร์มเพาะเลี้ยงเพื่อพิจารณาวิธีการผลิตและติดตามคุณภาพของปลาอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ต้องจัดส่งตัวอย่างปลาจากแต่ละบ่อไปยังประเทศญี่ปุ่นเพื่อทดสอบคุณภาพก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิต (Pre-harvest Testing) เมื่อบริษัทสามารถแสดงประวัติการผลิตที่มีความสม่ำเสมอและเป็นไปตามข้อกำหนดได้ จึงได้รับอนุญาตให้ดำเนินการทดสอบตัวอย่างด้วยตนเอง โดยยังคงต้องรับผิดชอบต่อความถูกต้องของผลการทดสอบและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวสะท้อนความสำคัญของการควบคุมคุณภาพ การประกันคุณภาพ และระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่การผลิต ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ซื้อในตลาดอาหารทะเลสำหรับบริโภคดิบ

ในด้านกระบวนการผลิต บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพตั้งแต่การเพาะเลี้ยงจนถึงการแปรรูป โดยภายหลังการจับปลาจะเคลื่อนย้ายปลานิลเข้าสู่ภาชนะที่มีการเติมออกซิเจนทันที เพื่อรักษาปลาที่ยังมีชีวิตจนถึงโรงงานแปรรูป สำหรับการผลิตปลานิลเกรดซาชิมิ บริษัทฯ ใช้ระยะเวลาเพาะเลี้ยงประมาณ 8–9 เดือน จนปลามีน้ำหนักไม่น้อยกว่าตัวละ 1.7 กิโลกรัม ซึ่งยาวนานกว่าการเลี้ยงปลานิลขนาดทั่วไปที่ใช้เวลาประมาณ 4–5 เดือน การเพิ่มระยะเวลาเพาะเลี้ยงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้ขนาดและคุณภาพของเนื้อปลาที่เหมาะสมกับตลาดระดับพรีเมียม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณภาพน้ำถือเป็นปัจจัยสำคัญ เนื่องจากสภาพน้ำที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้เนื้อปลามีกลิ่นโคลน (Muddy Odor) หรือกลิ่นคาวที่รุนแรง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพและความเหมาะสมสำหรับการบริโภคดิบ ดังนั้น บริษัทฯ จึงจำเป็นต้องควบคุมสภาพแวดล้อมในการเพาะเลี้ยงอย่างเข้มงวดตลอดรอบการผลิต

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้เร่งนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะเลี้ยงและควบคุมคุณภาพ ได้แก่ ระบบให้อาหารอัตโนมัติ ระบบติดตามและตรวจสอบคุณภาพน้ำ ระบบเติมอากาศมาตรฐาน และการใช้บ่อที่มีวัสดุรองพื้น (Lined Pond) โดยในระยะแรกปล่อยปลาในอัตราประมาณ 15 ตัวต่อตารางเมตร ก่อนปรับลดความหนาแน่นเมื่อปลาเติบโตขึ้น การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยลดการพึ่งพาแรงงานและต้นทุนการดำเนินงาน พร้อมทั้งเพิ่มความสามารถในการควบคุมปัจจัยการผลิตและรักษาคุณภาพผลผลิตให้มีความสม่ำเสมอ นอกจากนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างการทดลองรูปแบบการเพาะเลี้ยงเพิ่มเติม เช่น บ่อปูวัสดุรองพื้นเหนือระดับพื้นดิน และการหมุนเวียนพื้นที่เพาะเลี้ยงระหว่างกุ้งกับปลานิล ซึ่งปลานิลสามารถมีส่วนช่วยปรับปรุงสภาพบ่อและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่เพาะเลี้ยงที่มีอยู่เดิม

ในส่วนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม บริษัทฯ ได้ทดลองใช้ผลไม้เป็นส่วนประกอบของอาหารปลานิล โดยจัดสรรพื้นที่ประมาณ 5 เฮกตาร์สำหรับปลูกผลไม้เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบอาหารปลาเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณลักษณะเฉพาะสำหรับตลาดระดับบน (Premium Market) ทั้งนี้ ในระหว่างที่สวนผลไม้ยังไม่สามารถให้ผลผลิต บริษัทฯ จัดซื้อผลไม้จากผู้จัดจำหน่ายที่สามารถควบคุมและตรวจสอบสารตกค้างจากสารกำจัดศัตรูพืชได้ อย่างไรก็ดี ต้นทุนอาหารสัตว์น้ำยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญของการผลิต โดยคิดเป็นประมาณร้อยละ 30 ของต้นทุนการผลิตปลานิลทั้งหมด ทำให้การบริหารจัดการต้นทุนอาหาร การพัฒนาวัตถุดิบทางเลือก และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้อาหารเป็นประเด็นสำคัญต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ

สำหรับด้านตลาด ปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างการหารือกับเครือข่ายร้านอาหารขนาดใหญ่ของเวียดนามและกลุ่มโรงแรมระดับ 5 ดาวเพื่อขยายตลาดภายในประเทศ ขณะเดียวกัน บริษัทประเมินว่าตลาดสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรปมีศักยภาพสำหรับการขยายการส่งออกปลานิล โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีการสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพและคุณลักษณะของเนื้อปลา ทั้งนี้ ปลานิลที่เพาะเลี้ยงในน้ำกร่อยอาจมีเนื้อแน่นกว่า ปริมาณไขมันต่ำกว่า และมีรสหวานอ่อน ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นจุดขายสำหรับผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมและตลาดที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพอาหารทะเล

โดยภาพรวม การพัฒนาปลานิลน้ำกร่อยของบริษัท Vietnam Clean Seafood Corporation สะท้อนแนวทางการเพิ่มมูลค่าผลผลิตประมงผ่านการยกระดับมาตรฐานการเพาะเลี้ยง การควบคุมคุณภาพ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) โดยเฉพาะตลาดอาหารทะเลสำหรับบริโภคดิบ นอกจากนี้ การนำพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานของบ่อกุ้งเดิมมาปรับใช้กับการเพาะเลี้ยงปลานิลยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและเปิดโอกาสให้พื้นที่ชายฝั่งในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงสามารถกระจายรูปแบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้มากขึ้น ดังนั้น หากสามารถพัฒนาระบบการผลิตให้มีมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการควบคุมต้นทุนและการขยายตลาดต่างประเทศ เวียดนามมีโอกาสเพิ่มความหลากหลายของสินค้าประมงส่งออก และสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีอยู่เดิมได้มากขึ้น

(แหล่งที่มา https://news.tuoitre.vn/ ฉบับวันที่ 13 กันยายน 2569)

วิเคราะห์ผลกระทบ

การที่เวียดนามสามารถพัฒนาปลานิล (Tilapia) จากสินค้าประมงทั่วไปไปสู่ผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในเมนูซูชิและซาชิมิในตลาดญี่ปุ่น สะท้อนทิศทางการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจากการมุ่งเน้นปริมาณการผลิตไปสู่การเพิ่มมูลค่าด้วยคุณภาพ มาตรฐาน และการแปรรูป โดยเฉพาะกรณีของผู้ประกอบการในนครเกิ่นเทอ (Can Tho City) ที่พัฒนาระบบเพาะเลี้ยงปลานิลในน้ำกร่อย (Brackish-water Tilapia) และสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ปลานิลเกรดสำหรับบริโภคดิบ (Sashimi-grade) ไปยังประเทศญี่ปุ่นได้อย่างต่อเนื่อง นับเป็นตัวอย่างของการนำพื้นที่เพาะเลี้ยงและโครงสร้างพื้นฐานด้านการแปรรูปที่มีอยู่เดิมมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างรูปแบบการผลิตใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเวียดนาม โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากพื้นที่เพาะเลี้ยงกุ้งเดิมในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ควบคู่กับการพัฒนาระบบควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและรองรับข้อกำหนดของตลาดต่างประเทศ

พัฒนาการดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางแนวโน้มการขยายตัวของการส่งออกปลานิลเวียดนามในภาพรวม โดยข้อมูลของสมาคมผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเลเวียดนาม (Vietnam Association of Seafood Exporters and Producers: VASEP) ซึ่งอ้างอิงสถิติจากหน่วยงานศุลกากร ระบุว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 เวียดนามส่งออกปลานิลมูลค่า 69.4 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยบราซิลเป็นตลาดสำคัญ มีมูลค่าการส่งออก 34.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 289 เท่าจากช่วงเดียวกันของปี 2568 และคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกปลานิลทั้งหมดของเวียดนาม ขณะเดียวกัน เวียดนามมีผลผลิตปลานิลประมาณ 420,000 ตันในปี 2568 และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของระบบการผลิตลูกพันธุ์ อาหารสัตว์น้ำ และอุตสาหกรรมแปรรูปเพื่อการส่งออก ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีฐานการผลิตเพียงพอที่จะขยายจากการส่งออกปลานิลในรูปแบบสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มและตอบสนองความต้องการของตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) มากขึ้น ทั้งนี้ ความได้เปรียบด้านทรัพยากรทางน้ำ สภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างพื้นฐานด้านการเพาะเลี้ยงและแปรรูป ถือเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการขยายบทบาทของเวียดนามในห่วงโซ่อุปทานปลานิลระหว่างประเทศ

สำหรับตลาดญี่ปุ่น แม้มูลค่าการส่งออกปลานิลของเวียดนามยังอยู่ในระดับต่ำกว่าตลาดหลัก เช่น สหรัฐอเมริกาและบราซิล แต่ญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในฐานะตลาดที่มีข้อกำหนดด้านคุณภาพ ความปลอดภัยอาหาร และการตรวจสอบย้อนกลับในระดับสูง ซึ่งสามารถผลักดันให้ผู้ประกอบการยกระดับมาตรฐานการผลิตได้อย่างเป็นระบบ โดยในเดือนมิถุนายน 2569 เวียดนามส่งออกปลานิลไปญี่ปุ่นเกือบ 200,000 เหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และในช่วง 6 เดือนแรกของปีมีมูลค่าประมาณ 1.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 54 จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ขณะที่โครงสร้างการส่งออกมีแนวโน้มมุ่งสู่สินค้าที่ผ่านการแปรรูปมากขึ้น โดยผลิตภัณฑ์ปลาแล่แช่แข็งภายใต้รหัส HS 0304 มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 67 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ผลิตภัณฑ์ปลาแช่แข็งอื่นภายใต้รหัส HS 03 มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 10 และผลิตภัณฑ์แปรรูปภายใต้รหัส HS 16 มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 21 โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดญี่ปุ่นยังมีความต้องการผลิตภัณฑ์ปลาแล่เป็นหลัก แต่ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้สินค้าที่ผ่านกระบวนการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มสามารถขยายตัวได้มากขึ้น โดยความสำเร็จในการพัฒนาปลานิลสำหรับซูชิและซาชิมิในปี 2569 จึงเป็นพัฒนาการที่สอดคล้องกับทิศทางดังกล่าว และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการเวียดนามในการควบคุมกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ในเชิงการผลิต การเข้าสู่ตลาดสินค้าที่มีมาตรฐานสูงจำเป็นต้องอาศัยการควบคุมคุณภาพตลอดห่วงโซ่การผลิต (End-to-end Quality Control) ตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ การจัดการอาหารสัตว์น้ำและคุณภาพน้ำ การเพาะเลี้ยง การควบคุมวัตถุดิบ การแปรรูป การแช่แข็ง การควบคุมปรสิต ความปลอดภัยด้านอาหาร ตลอดจนระบบตรวจสอบย้อนกลับ ทั้งนี้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ปลานิลสำหรับบริโภคดิบมิได้เพิ่มมูลค่าเฉพาะในด้านราคา แต่ยังช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของปลานิลเวียดนามจากเดิมที่เน้นการจำหน่ายในรูปปลาทั้งตัวหรือปลาแล่แช่แข็ง ไปสู่การเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหารที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและมาตรฐานในระดับสูง ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์อื่น เช่น ปลาแล่หั่นชิ้นพร้อมบริโภค ผลิตภัณฑ์แบ่งบรรจุ ปลาแล่ปรุงรส และผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของอุตสาหกรรมยังเผชิญข้อจำกัดด้านต้นทุน โดยเฉพาะต้นทุนอาหารสัตว์น้ำซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 30 ของต้นทุนการผลิตปลานิล รวมถึงต้นทุนในการควบคุมคุณภาพ การตรวจรับรอง และการปฏิบัติตามข้อกำหนดของตลาดระดับสูง ดังนั้น การเพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมจึงจำเป็นต้องดำเนินการแบบบูรณาการทั้งระบบ มิใช่พึ่งพาการแปรรูปเพียงขั้นตอนเดียว แต่ต้องเชื่อมโยงการพัฒนาปัจจัยการผลิต เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง การบริหารจัดการต้นทุน มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร และระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อรักษาคุณภาพให้สม่ำเสมอและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ซื้อในระยะยาว

ในมิติด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ พัฒนาการของปลานิลเวียดนามจึงสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการส่งออกสินค้าประมงที่เน้นปริมาณไปสู่การผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่มและการเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มที่มีข้อกำหนดสูง โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่นซึ่งแม้มูลค่าการส่งออกในปัจจุบันยังไม่สูงเท่าตลาดหลักแต่การขยายตัวร้อยละ 54 ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 และสัดส่วนของผลิตภัณฑ์ปลาแล่และผลิตภัณฑ์แปรรูปที่เพิ่มขึ้น สะท้อนศักยภาพในการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของเวียดนามในตลาดสินค้าประมงคุณภาพสูง การใช้ประโยชน์จากพื้นที่เพาะเลี้ยงเดิม โดยเฉพาะพื้นที่บ่อกุ้งในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงยังมีส่วนช่วยลดข้อจำกัดด้านการใช้ที่ดินและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในภาคการเกษตรและประมง ขณะเดียวกัน หากผู้ประกอบการสามารถควบคุมต้นทุน พัฒนามาตรฐานการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการแปรรูป และกระจายตลาดส่งออกได้อย่างต่อเนื่อง อุตสาหกรรมปลานิลของเวียดนามจะมีโอกาสเพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่มในตะกร้าส่งออกและขยายการเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลระดับโลกมากขึ้น

นำเสนอโอกาส/แนวทาง

การพัฒนาปลานิลน้ำกร่อยของเวียดนามสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสำหรับตลาดซูชิและซาชิมิ สะท้อนการยกระดับอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจากการผลิตเชิงปริมาณไปสู่การแข่งขันด้านคุณภาพ มาตรฐาน และการแปรรูป ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อผู้ประกอบการไทยในตลาดสินค้าประมงแปรรูป โดยเฉพาะตลาดที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยอาหารและระบบตรวจสอบย้อนกลับ ขณะเดียวกัน การขยายตัวของการส่งออกปลานิลเวียดนามและการใช้ประโยชน์จากพื้นที่เพาะเลี้ยงเดิม โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งและบ่อกุ้ง อาจช่วยลดต้นทุนการขยายกำลังการผลิตและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคาและปริมาณของเวียดนามในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม ตลาดสินค้ามูลค่าเพิ่มยังมีข้อจำกัดด้านต้นทุนอาหารสัตว์น้ำ การควบคุมคุณภาพ และการปฏิบัติตามมาตรฐาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยสามารถนำมาใช้พิจารณาในการรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างความแตกต่างของสินค้า

ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญกับการยกระดับห่วงโซ่การผลิต โดยพัฒนาสินค้าประมงจากวัตถุดิบขั้นต้นไปสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปและพร้อมบริโภคที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น ปลาแล่แบ่งบรรจุ ผลิตภัณฑ์พร้อมปรุง และผลิตภัณฑ์สำหรับกลุ่มร้านอาหารและธุรกิจบริการอาหาร ควบคู่กับการพัฒนาระบบควบคุมคุณภาพตั้งแต่ฟาร์มถึงโรงงาน การตรวจสอบย้อนกลับ การควบคุมสารตกค้างและความปลอดภัยอาหาร รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการเพาะเลี้ยงและบริหารจัดการต้นทุน ทั้งนี้ สำหรับผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนาม ควรติดตามกฎระเบียบด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ความปลอดภัยอาหาร การแปรรูป และข้อกำหนดการส่งออกของเวียดนามและประเทศคู่ค้าอย่างใกล้ชิด ตลอดจนพิจารณาการใช้ประโยชน์จากฐานการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานด้านอาหารทะเลของเวียดนาม เพื่อพัฒนาสินค้าที่สามารถเชื่อมโยงกับตลาดส่งออกและห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค

การขยายตัวของตลาดปลานิลมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาสินค้าที่แข่งขันด้วยคุณภาพ มาตรฐาน และนวัตกรรม มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว โดยสามารถต่อยอดไปยังตลาดอาหารทะเลพรีเมียม ร้านอาหารญี่ปุ่น โรงแรม และธุรกิจบริการอาหารทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม ขณะเดียวกัน การที่เวียดนามมีฐานการผลิตปลานิลและโครงสร้างพื้นฐานด้านการแปรรูปเพิ่มขึ้น อาจสร้างโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง อาหารสัตว์น้ำ ระบบควบคุมคุณภาพ อุปกรณ์แปรรูป และบรรจุภัณฑ์อาหาร ในการเชื่อมโยงธุรกิจหรือเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานในเวียดนาม ทั้งนี้ ควรให้ความสำคัญกับการสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ การพัฒนามาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในตลาดเป้าหมาย และการสร้างความร่วมมือกับผู้ผลิต ผู้แปรรูป ผู้นำเข้า และผู้ประกอบการ Food Service เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าประมงอย่างต่อเนื่อง

News 14 - 18 September 2026 - Vietnam’s tilapia finds market in Japan-edit.pdf
Share :
Instagram