
กระทรวงเศรษฐกิจ การวางแผน และการพัฒนาแห่งฟิลิปปินส์ (Department of Economy, Planning, and Development: DEPDev) ระบุว่า ฟิลิปปินส์ยังคงมีแนวโน้มที่จะยกระดับสถานะเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับบน (Upper Middle-Income Country: UMIC) ภายในปี 2569 แม้ว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2568 จะชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญก็ตาม
นาย Arsenio M. Balisacan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจฯ กล่าวว่า ฟิลิปปินส์ยังคงมีโอกาสบรรลุสถานะประเทศรายได้ปานกลางระดับบนภายในปี 2569 แม้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปี 2568 จะขยายตัวเพียงร้อยละ 4.4 ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า และอาจจะยังต้องมีการปรับปรุงตัวเลขทางสถิติ อย่างไรก็ตาม คาดว่าฟิลิปปินส์จะยังสามารถก้าวเข้าสู่ระดับรายได้เฉลี่ยตามเกณฑ์ดังกล่าวได้ โดยฟิลิปปินส์ยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับล่างตั้งแต่ปี 2530 แม้ว่าจะมีรายได้ประชาชาติต่อหัว (Gross National Income: GNI) ที่สูงขึ้นอยู่ที่ 4,470 เหรียญสหรัฐฯ ในปี 2567 ทั้งนี้ ตามการจัดกลุ่มประเทศตามรายได้ของธนาคารโลกล่าสุด รายได้ประชาชาติต่อหัวของฟิลิปปินส์ยังต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำสำหรับสถานะประเทศรายได้ปานกลางระดับบนอยู่เพียง 26 เหรียญสหรัฐฯ โดยเกณฑ์ดังกล่าวอยู่ที่ 4,496 – 13,935 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งธนาคารโลกมีกำหนดจะประกาศเกณฑ์การจัดกลุ่มประเทศประจำปีฉบับปรับปรุงในเดือนกรกฎาคมนี้ ในปีที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจฯ ได้กล่าวว่า GDP ของฟิลิปปินส์จำเป็นต้องมีอัตราเติบโตที่ร้อยละ 6 ในปี 2568 – 2569 เพื่อให้รายได้ประชาชาติต่อหัวผ่านเกณฑ์สถานะประเทศรายได้ปานกลางระดับบน ในปี 2568 ฟิลิปปินส์มีอัตราการเติบโตชะลอตัวอยู่ที่ร้อยละ 4.4 จากร้อยละ 5.7 ในปี 2567 ซึ่งเป็นการเติบโตที่ช้าสุดในรอบ 5 ปี หรือตั้งแต่ปี 2563 ที่เศรษฐกิจหดตัวที่ร้อยละ 9.5 จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด หากไม่รวมช่วงดังกล่าว ถือเป็นอัตราการเติบโตต่ำที่สุดนับตั้งแต่การขยายตัวร้อยละ 3.9 ในปี 2554 อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจฯ ระบุว่า ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจยังคงอยู่ที่ร้อยละ 6 ทำให้รัฐบาลมีความมั่นใจว่าจะบรรลุเป้าหมายระยะยาวในการสร้างสังคมที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลาง ภายใต้วิสัยทัศน์ AmBisyon Natin 2040 โดยการลงทุนในทุนมนุษย์ โดยเฉพาะด้านการศึกษา สุขภาพ และโครงสร้างพื้นฐาน สามารถยกระดับศักยภาพการเติบโตสูงขึ้นไปได้ถึงร้อยละ 6.5 – 7 ได้ ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ได้แสดงความคิดว่าการที่ฟิลิปปินส์สามารถก้าวสู่สถานะประเทศรายได้ปานกลางระดับบนมีความสำคัญในเชิงสัญลักษณ์ แต่ยังไม่สามารถสะท้อนถึงระดับการพัฒนาที่แท้จริงได้อย่างชัดเจน
นาย John Paolo R. Rivera นักวิจัยอาวุโสจากสถาบัน Philippine Institute for Development Studies กล่าวว่า การยกระดับสู่สถานะประเทศรายได้ปานกลางระดับบนมีความสำคัญในเชิงสัญลักษณ์ แต่คุณค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริงขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะช่วยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในเชิงลึกและสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้างได้หรือไม่ โดยเสริมว่าแม้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ในระดับไม่สูงมากนักแต่ก็สามารถช่วยเพิ่มรายได้ต่อหัวได้ หากมีปัจจัยสนับสนุน เช่น การจ้างงานที่มีเสถียรภาพ รายได้จากเงินโอนกลับของแรงงานฟิลิปปินส์จากต่างประเทศ (Remittances) และอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้
นาย Jose Enrique A. Africa ผู้อำนวยการบริหารของมูลนิธิ IBON Foundation เห็นว่าสถานะเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับบนเป็นเพียงการจัดกลุ่มในระดับหน่วยงานรัฐของธนาคารโลก ซึ่งใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาการให้สินเชื่อและเงินช่วยเหลือเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวชี้วัดการพัฒนาที่มีข้อจำกัดเนื่องจากแม้ฟิลิปปินส์จะได้รับการจัดอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับบน แต่ก็อาจยังมีปัญหาความยากจน ความอดอยาก และการจ้างงานที่ขาดความมั่นคงและมีคุณภาพต่ำ
การปรับเป้าหมายทางเศรษฐกิจ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจฯ ได้ให้ข้อมูลว่า คณะกรรมการประสานงานงบประมาณเพื่อการพัฒนา (Development Budget Coordination Committee : DBCC) ได้ปรับสมมติฐานทางเศรษฐกิจมหภาคในด้านอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศและการเติบโตของการส่งออกภายหลังจากการปรับลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ สำหรับสมมติฐานด้านการค้าระหว่างประเทศ DBCC ยังคงคาดการณ์อัตราการเติบโตของการส่งออกสินค้าในปี 2569 ไว้ที่ร้อยละ 2 และได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของการส่งออกสินค้าในปี 2570เป็นร้อยละ 3 จากเดิมร้อยละ 2 ส่วนการส่งออกภาคบริการคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 5 ทั้งในปี 2569 และปี 2570 สำหรับอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงปี 2569 – 2570 ค่าเงินเปโซฟิลิปปินส์ถูกขยายปรับกรอบเป็น 58 – 60 เปโซต่อเหรียญสหรัฐฯ จากเดิมที่คาดไว้ที่ 56 – 58 เปโซต่อเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงปี 2568–2571 ทั้งนี้ ค่าเงินเปโซได้อ่อนค่าทะลุระดับ 59 เปโซต่อเหรียญสหรัฐฯ หลายครั้งนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา และอ่อนค่าลงทำสถิติต่ำสุดที่ 59.46 เปโซต่อเหรียญสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ทั้งนี้ ได้ปรับเป้าหมายการเติบโตของ GDP ในปี 2569 ลงเหลือร้อยละ 5 – 6 จากเดิมร้อยละ 6 – 7 และกำหนดเป้าหมายการเติบโตในปี 2570 ไว้ที่ร้อยละ 5.5 – 6.5 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจฯ เสริมว่า อัตราการเติบโตที่ปรับลดลงในปีถัดไปจะส่งผลต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลเมื่อเทียบกับที่เคยคาดการณ์ไว้ ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าจัดเก็บรายได้ในปี 2569 ไว้ที่ 4.824 ล้านล้านเปโซ ลดลงร้อยละ 3.19 จากเป้าหมายเดิมที่ 4.983 ล้านล้านเปโซ สำหรับปี 2570 เป้าหมายการจัดเก็บรายได้ถูกปรับลดลงร้อยละ 4.55 เหลือ 5.122 ล้านล้านเปโซ และในปี 2571 ปรับลดลงร้อยละ 5.86 เหลือ 5.568 ล้านล้านเปโซ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลพยายามไม่เพียงแต่เพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐ แต่ยังเน้นยกระดับคุณภาพของงบประมาณ เพื่อให้มั่นใจว่าเงินที่ใช้ไปจะสร้างบริการสาธารณะที่ดีขึ้น และกระจายรายได้ไปถึงกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อย
ที่มา: หนังสือพิมพ์ Business World
บทวิเคราะห์และข้อคิดเห็น
ฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในตลาดที่น่าสนใจและมีศักยภาพสูง เนื่องจากมีฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ โดยมีประชากรประมาณ 117 ล้านคนในปัจจุบัน นับเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน อีกทั้งประชากรส่วนใหญ่อยู่ในวัยหนุ่มสาว ส่งผลให้ความต้องการสินค้าและบริการมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงหลาย ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจฟิลิปปินส์เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนมีรายได้และกำลังซื้อมากขึ้น แม้อัตราการขยายตัวของ GDP ในปี 2568 จะชะลอตัวลงเหลือร้อยละ 4.4 ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม ฟิลิปปินส์ยังคงมีแนวโน้มเติบโตทางเศรษฐกิจ และมีโอกาสก้าวสู่สถานะประเทศรายได้ปานกลางระดับบน (Upper Middle-Income Country: UMIC) ภายในปี 2569 ทั้งนี้ นักวิเคราะห์บางส่วนชี้ว่าสถานะดังกล่าวมีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์มากกว่าการสะท้อนถึงการพัฒนาเศรษฐกิจที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจฟิลิปปินส์โดยรวมถือว่ามีเสถียรภาพ และไม่อ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจโลกมากเนื่องจากพึ่งพาการส่งออกในสัดส่วนต่ำ อีกทั้งยังมีรายได้หลักที่มั่นคงจากเงินโอนกลับของแรงงานฟิลิปปินส์จากต่างประเทศ รวมถึงการบริโภคภายในประเทศที่แข็งแกร่งปัจจัยดังกล่าวถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่ส่งผลดีต่อโอกาสการส่งออกของไทย โดยเฉพาะสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ รวมถึงเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิว จึงนับเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทย อย่างไรก็ดี ควรติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อของฟิลิปปินส์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับกลยุทธ์ทางการค้าให้สอดคล้องกับสภาพตลาด รวมถึงแนวโน้มการเติบโตของชนชั้นกลางและการขยายตัวของเมืองใหญ่ในประเทศ
----------------------------------------------------
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา
กุมภาพันธ์ 2569