
กระแสคัดค้านการนำเข้าเนื้อสัตว์จากอเมริกาใต้ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปและกลุ่มประเทศเมอร์โคซูร์ (EU–Mercosur Agreement) จากระดับนโยบาย ภาคเกษตร และผู้ค้าปลีกรายใหญ่ในออสเตรียสะท้อนความอ่อนไหวของตลาดอาหารออสเตรียต่อประเด็นความยั่งยืน สิ่งแวดล้อม และแหล่งที่มาของสินค้า
ข้อมูลล่าสุดจาก Statistik Austria ชี้ว่า ชาวออสเตรียบริโภคเนื้อสัตว์เฉลี่ยประมาณ 58 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ซึ่งโครงสร้างตลาดมีการพึ่งพาการผลิตภายในประเทศเป็นหลัก สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสินค้าท้องถิ่นและมาตรฐานการผลิตที่เข้มงวด ในด้านนโยบาย แม้การเจรจา EU–Mercosur ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1999 และมีความคืบหน้า จนได้มีการลงนามในข้อตกลงความร่วมมือ (European Union and Mercosur Partnership Agreement: EMPA) และข้อตกลงการค้าชั่วคราว (Interim Trade Agreement: iTA) เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2026 ที่ผ่านมา โดยข้อตกลงนี้มุ่งหวังการสร้างโอกาสทางการค้าใหม่ๆ ที่สำคัญทั่วสหภาพยุโรป โดยคาดว่าจะผลักดันให้การส่งออกต่อปีไปยังเมอร์โคซูร์เพิ่มขึ้นประมาณ 39% (มูลค่าประมาณ 49 พันล้านยูโร)
อย่างไรก็ดี ออสเตรียเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่แสดงท่าทีไม่สนับสนุนอย่างชัดเจน (ซึ่งรวมถึงฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ ฮังการี และโปแลนด์) ที่ลงคะแนนเสียงคัดค้านข้อตกลงก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ของออสเตรียอย่าง SPAR ออกมายืนยันว่าจะยังคงจำหน่ายเนื้อสัตว์สดจากออสเตรีย 100% [1] เหตุผลสำคัญคือเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคด้านคุณภาพความโปร่งใส สวัสดิภาพสัตว์ และการลดการปล่อยคาร์บอนจากการขนส่งระยะไกล สำหรับสินค้าการเกษตรอื่นๆ ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่าออสเตรียจะสามารถเปิดรับและปรับเปลี่ยนรูปแบบการค้าให้สอดคล้องกับข้อตกลงการค้าเสรีใหม่นี้ได้อย่างไร
ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นสำนักงานฯ
สำนักงานฯ เห็นว่า กรณีกระแสคัดค้านการนำเข้าเนื้อสัตว์ของออสเตรียเป็นตัวอย่างสำคัญของแนวโน้มตลาดสหภาพยุโรปที่ให้ความสำคัญกับที่มาและกระบวนการผลิตของสินค้ามากกว่าปัจจัยด้านราคาเพียงอย่างเดียว สำหรับผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะผู้ผลิตและส่งออกสินค้าอาหารและเกษตรแปรรูป ควรพิจารณาแนวทางการผลิตที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของสหภาพยุโรป เช่น ความปลอดภัยอาหาร ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ และการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการเข้าถึงตลาดในยุโรป อีกทั้ง ใช้การสื่อสารเรื่องความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคมควรเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตลาด เนื่องจากผู้ค้าปลีกยุโรปจำนวนมากเลือกคู่ค้าจากคุณค่าดังกล่าว รวมถึงควรติดตามนโยบายการค้า EU อย่างใกล้ชิด เพราะแม้จะมีการทำข้อตกลงการค้าและเปิดกว้างต่อการค้าเสรีในอนาคต สมาชิก EU นำโดย 5 ประเทศข้างต้น ยังใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเป็นมาตรฐานสำคัญที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ซึ่งจะกำหนดทิศทางโอกาสและความท้าทายในตลาดยุโรปในระยะยาว
มกราคม 2569
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา
แหล่งอ้างอิงข้อมูล:
เครดิตภาพ: https://www.wko.at/
[1] Markus Kaser ผู้บริหารของ Spar ห้างค้าปลีกรายใหญ่ของออสเตรียให้สัมภาษณ์กับสำนักพิมพ์ Krone ว่า “การค้าเสรีมีความสำคัญ แต่ต้องไม่กระทบต่อความปลอดภัยและคุณภาพของอาหาร...ในฐานะผู้จัดจำหน่ายระดับภูมิภาคเรามีความรับผิดชอบต่อทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตในท้องถิ่น โดยเฉพาะสินค้าเนื้อสด เนื้อวัว เนื้อหมู และเนื้อลูกวัวต้องมาจากออสเตรียเท่านั้นและจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง”