
เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา รัฐสภาอิสราเอล (Knesset) ได้ลงมติ “วาระแรก/ขั้นต้น” เห็นชอบร่างกฎหมายยุบสภา (preliminary vote to dissolve parliament) หลังรัฐบาลผสมของนายกรัฐมนตรี Benjamin Netanyahu เผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งภายในรัฐบาลเกี่ยวกับประเด็น “การเกณฑ์ทหารชาวยิว ultra-Orthodox (Haredi)” ซึ่งอาจนำไปสู่การยุบสภาและการเลือกตั้งก่อนกำหนดในปี 2026
ประเด็นดังกล่าว เกิดจากแรงกดดันของสังคมและศาลสูงอิสราเอล ที่เรียกร้องให้รัฐบาลยุติการยกเว้นการเกณฑ์ทหารแก่ชาว Haredi ซึ่งเป็นกลุ่มฐานเสียงสำคัญของพรรคศาสนาในรัฐบาลผสม ขณะที่พรรคศาสนา เช่น Shas และ United Torah Judaism (UTJ) ยืนยันให้คงสิทธิยกเว้นดังกล่าวต่อไป ส่งผลให้รัฐบาลอยู่ในภาวะเปราะบาง เนื่องจากหากพรรคศาสนาถอนตัว รัฐบาลจะสูญเสียเสียงข้างมากในรัฐสภา (Knesset)
ความตึงเครียดดังกล่าวรุนแรงขึ้นจากภาระด้านความมั่นคงและสงครามที่ยืดเยื้อ ทำให้กองทัพอิสราเอลที่มีความต้องการกำลังพลเพิ่ม ขณะเดียวกันประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะทหารกองหนุน (reserve soldiers) มองว่า ระบบการยกเว้นเกณฑ์ทหารไม่เป็นธรรม เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ต้องเข้ารับราชการทหารภายใต้สถานการณ์สงครามต่อเนื่อง ในช่วงที่ผ่านมา พรรคฝ่ายค้านได้ผลักดันกระบวนการยุบสภา และมีการลงมติขั้นต้นในรัฐสภาแล้ว ส่งผลให้ตลาดการเงินและนักลงทุนเริ่มประเมินว่า โอกาสเกิดการเลือกตั้งก่อนกำหนดเพิ่มสูงขึ้น แม้นายกรัฐมนตรี Netanyahu ยังพยายามประคองรัฐบาลก็ตาม
นักวิเคราะห์มองว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอิสราเอลในหลายด้าน ได้แก่ การชะลอการลงทุนจากต่างประเทศ, ความผันผวนของค่าเงินและตลาดทุน, ความล่าช้าในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและงบประมาณ และความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและนักลงทุนลดลง นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่า หากมีการเลือกตั้งจริง อิสราเอลอาจกลับเข้าสู่ภาวะการเมืองไม่เสถียรและการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อเหมือนช่วงปี 2019–2022 ซึ่งเคยมีการเลือกตั้งถึง 5 ครั้งภายในระยะเวลาประมาณ 4 ปี
ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจอิสราเอลยังมีจุดแข็งจากภาคเทคโนโลยี การเงิน และการส่งออกบริการดิจิทัล แต่ความเสี่ยงด้านการเมืองและความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิดในช่วงเวลานี้ครับ
ความเห็นของ สคต.
ประเด็นความเสี่ยงการเลือกตั้งก่อนกำหนดและความไม่แน่นอนทางการเมืองของอิสราเอล ถือว่าเป็น “ปัจจัยเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” ที่อาจกระทบต่อการค้า การลงทุน และบรรยากาศธุรกิจของไทยในอิสราเอลทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะเมื่อเกิดพร้อมกับสงครามและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดย สคต. เห็นว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองของอิสราเอลและความเสี่ยงต่อการเลือกตั้งก่อนกำหนด อาจส่งผลให้ภาคธุรกิจและผู้นำเข้าอิสราเอลระมัดระวังการลงทุนและการสั่งซื้อมากขึ้นในระยะสั้น รวมทั้งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ค่าเงิน และต้นทุนด้านโลจิสติกส์ อย่างไรก็ตาม ตลาดอิสราเอลยังมีปัจจัยสนับสนุนจากกำลังซื้อภายในประเทศ ภาคเทคโนโลยี และความต้องการนำเข้าสินค้าอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างต่อเนื่อง
เห็นควรให้ผู้ส่งออกไทยติดตามสถานการณ์ด้านการเมือง ความมั่นคง และต้นทุนการขนส่งอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารความเสี่ยงด้านการชำระเงิน อัตราแลกเปลี่ยน และระยะเวลาขนส่งให้รอบคอบ รวมถึงรักษาความสัมพันธ์กับผู้นำเข้าเดิมและเน้นสินค้าในกลุ่มที่ยังมีความต้องการต่อเนื่องในตลาดอิสราเอล เช่น อาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไปครับ
ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il
ที่มา :
สำนักข่าว Reuters - https://www.reuters.com/
The Guardian - https://www.theguardian.com/international