fb
สงครามอิหร่านอาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเยอรมนีต้องเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

สงครามอิหร่านอาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเยอรมนีต้องเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

โดย
Thanit
ลงเมื่อ 20 มีนาคม 2569 15:51
สคต. ณ กรุงเบอร์ลิน (เยอรมนี) (TTC, Berlin (Germany))

อัตราเงินเฟ้อในเยอรมนีลดลงต่ำกว่า 2% ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายด้านเสถียรภาพของธนาคารกลางยุโรป (ECB) เล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อไม่น่าชะลอตัวมากนักในปีนี้  นาย Ulrich Kater หัวหน้าทีมเศรษฐศาสตร์ของธนาคาร Dekabank กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อในเยอรมนียังคงอยู่ในช่วงที่เหมาะสม ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าชะลอตัวลงเนื่องจากราคาน้ำมันที่ลดลงและค่าเงินยูโรที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯอย่างไรก็ตาม ปัจจัยเหล่านี้จะหายไปในอนาคต ดังนั้น นาย Kater จึงเชื่อว่าอัตราเงินเฟ้ออาจจะไม่ลดลงอีก ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ก็ไม่คาดว่า จะมีมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนเพิ่มเติมอย่างมีนัยสำคัญสำหรับผู้บริโภคเกิดขึ้น โดยนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อของเยอรมนีในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 2%  นาย Michael Heise หัวหน้าทีมเศรษฐศาสตร์ของ HQ Trust กล่าวว่า หากไม่รวมราคาพลังงานและอาหาร อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานน่าจะยังคงอยู่ที่ประมาณ 2.5%” 

ตัวเลขประมาณการของสำนักงานสถิติแห่งเยอรมนี (Statistisches Bundesamt) ระบุว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ราคาสินค้าและบริการในเยอรมนีสูงขึ้น 1.9% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ในขณะเดียวกัน ดัชนีราคาผู้บริโภคแบบปรับให้สอดคล้องกัน (HICP[1]) ลดลงเหลือ 2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งเพิ่มขึ้น 0.4%  สำนักงานสถิติฯ ระบุว่า HICP เป็น “มาตรวัดหลักในการประเมินเสถียรภาพราคาภายในกรอบนโยบายการเงินของยุโรป” ซึ่งแตกต่างจากดัชนีราคาผู้บริโภคของเยอรมนีเล็กน้อย และใช้เพื่อรับประกันการเปรียบเทียบข้อมูลทั่วสหภาพยุโรป  ทั้งนี้ ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB ได้ตั้งเป้าอัตราเงินเฟ้อไว้ที่ประมาณ 2%  สำหรับยูโรโซน (กลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร) ทั้งหมด ค่าเงินยูโรที่แข็งค่าอาจทำให้สินค้านำเข้าหลายรายการมีราคาถูกลง โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์ อย่างเช่นน้ำมันดิบ ซึ่งส่วนใหญ่ซื้อขายกันในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯในตลาดโลก  นาง Christine Lagarde ประธาน ECB กล่าวต่อคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจและการเงินของรัฐสภายุโรป ว่า การตอบสนองเชิงนโยบายการเงินที่เด็ดขาดของ ECB มีบทบาทสำคัญในการนำอัตราเงินเฟ้อกลับมาสู่ระดับเป้าหมาย”  พร้อมกับยืนยันว่า อัตราเงินเฟ้อน่าจะเข้าใกล้เป้าหมายของ ECB ในระยะกลาง และการเติบโตของอัตราค่าจ้างในยูโรโซนจะชะลอตัวลงเช่นกัน

ผู้บริโภคชาวเยอรมันได้รับประโยชน์มากที่สุดจากราคาพลังงานที่ถูกลงในเดือนกุมภาพันธ์ 2569โดยจ่ายค่าพลังงานน้อยลง 1.9% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว นาย Alexander Krüger หัวหน้าทีมเศรษฐศาสตร์ของธนาคารเอกชน Hauck Aufhäuser Lampe กล่าวว่า “นี่เป็นผลมาจากมาตรการของรัฐบาลเยอรมันในการลดราคาค่าไฟฟ้าเป็นหลัก” โดยอ้างถึงการยกเลิกค่าธรรมเนียมก๊าซ และค่าบริการเครือข่ายที่ลดลง ราคาสินค้าบริโภคเพิ่มขึ้น 1.1% โดยปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรายปีหลักๆ ก็ยังคงเป็นภาคบริการ ซึ่งมีราคาแพงขึ้น 3.2% ทั่วประเทศเมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว แต่ในประเทศอื่นๆ ในยุโรป (ซึ่งต่างจากเยอรมนีที่อัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์เล็กน้อย) มีอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ อย่างเช่น อัตราเงินเฟ้อในสเปนเพิ่มขึ้น จาก 2.4% เป็น 2.5% และในฝรั่งเศสเพิ่มขึ้นจาก 0.4% เป็น 1.1% ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า โดยเฉลี่ยอัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนน่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1.7% เป็น 1.8%

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการโจมตีอิหร่านในเช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 โดยอิสราเอลและสหรัฐอเมริการ่วมกันทิ้งระเบิดเป้าหมายจำนวนมากในประทศอิหร่าน และตามรายงานที่สอดคล้องกัน รวมทั้งรายงานที่ได้รับการยืนยันบางส่วนระบุว่า ผู้นำระดับสูงของอิหร่านเสียชีวิต 30 - 40 คน รวมถึงนาย Ali Khamenei ผู้นำสูงสุดในช่วงไม่กี่นาทีแรก การกระทำนี้ทำให้เกิดการคาดการณ์มากมายเกี่ยวกับผลกระทบของสงครามครั้งนี้ ทั้งในด้านภูมิรัฐศาสตร์และทางเศรษฐกิจ ซึ่งหากนักเศรษฐศาสตร์ได้เรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นั่นก็คือ อิทธิพลของปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีต่อสภาวะเศรษฐกิจ โอกาสและความเสี่ยงในการทำธุรกิจในยุคที่การเมืองโลกมีความผันผวนสูงมาก ซึ่งการโจมตีผู้นำอิหร่านเป็นสิ่งที่ถูกคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้นปีนี้แล้ว เพราะไม่เพียงแค่การปราบปรามการประท้วงอย่างโหดร้ายของผู้นำอิหร่าน แต่ยังเป็นเพราะอิหร่านมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างมากในการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างตะวันตกและความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ที่ใกล้ชิดระหว่างจีนและรัสเซีย (the Chinese-Russian axis) โดยในช่วงต้นปีสหรัฐอเมริกาสามารถเอาชนะใจประชาชนชาวเวเนซุเอลาได้ด้วยการลักพาตัวนาย Maduros  ในเวลาเดียวกัน ก็ทำให้สหรัฐอเมริกาได้ผู้จัดหาน้ำมันรายสำคัญสำหรับจีนมาครองไปโดยปริยาย  ขณะเดียวกันอิหร่านเองก็อ่อนแอลงนับตั้งแต่สงครามสิบสองวันในปีที่แล้ว หากอิหร่านหลุดออกจากกลุ่มพันธมิตรของ the Chinese-Russian axis ก็จะสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อความพยายามของจีนในการครอบงำเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

ทั้งนี้ หน่วยงานข่าวกรองของชาติตะวันตกต่างหวาดวิตกมานานแล้วว่า จีนอาจพยายามยึดครองไต้หวันในอีก 5 ปีข้างหน้า เช่นเดียวกับที่คาดการณ์ว่า รัสเซียจะโจมตีกลุ่มประเทศบอลติกในช่วงเวลาเดียวกัน ดังนั้นการโจมตีอิหร่านอาจช่วยป้องกันผลลัพธ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่านี้ได้ โดยทำให้การป้องปรามมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นข่าวดีสำหรับเศรษฐกิจโลก เพราะจะยังคงเปิดโอกาสที่ดีสำหรับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนต่อไป นอกจากนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่านจะเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้แก่ประเทศนี้โดยอัตโนมัติ โดยอิหร่านถูกขัดขวางการพัฒนาประเทศมานานหลายปีจากมาตรการคว่ำบาตรต่างๆ อย่างไรก็ตาม

แนวโน้มนี้มีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากระบอบการปกครองของอิหร่านยังคงต่อต้านการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วยทุกวิถีทางแม้ว่าจะสูญเสียผู้นำไปแล้วก็ตาม ซึ่งมาตรการเหล่านี้ส่งผลกระทบหลักๆ ต่อช่องแคบฮอร์มุซซึ่งจะยังคงปิดให้บริการขนส่งสินค้าจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม ไม่ใช่เพราะอิหร่านสามารถควบคุมช่องแคบนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เป็นเพราะไม่มีบริษัทประกันภัยรายใดในโลกที่จะรับประกันเรือที่ต้องการผ่านช่องแคบฮอร์มุซในสถานการณ์ปัจจุบัน ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันทั่วโลกลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าการผลิตน้ำมันของอิหร่านในปัจจุบันจะน้อยกว่าในอดีตมาก แต่ก็ยังคงเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่เป็นอันดับสี่ในกลุ่มประเทศโอเปก โดยสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA - International Energy Agency) ประเมินว่า อิหร่านส่งออกน้ำมันราวๆ 1.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน การขนส่งน้ำมันของอิหร่านส่วนใหญ่ส่งไปยังเอเชีย โดยเฉพาะจีน แต่หากไม่มีการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเลย ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอื่นๆ ในภูมิภาคก็ยังจะได้รับผลกระทบเช่นกัน  ธนาคารขนาดใหญ่ อย่างเช่น Goldman Sachs หรือ JP Morgan คาดการณ์ว่า สถานการณ์นี้อาจผลักดันราคาน้ำมันดิบขึ้นไปถึงระดับ 120 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล (ทั้งนี้ ในช่วงสงครามสิบสองวัน ราคาน้ำมันเคยขึ้นไปถึง 80 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล) โดยการเพิ่มขึ้นของราคาเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และอัตราเงินเฟ้ออย่างแน่นอน

อัตราเงินเฟ้อของเยอรมนีอาจเพิ่มขึ้นได้ถึง 1% และการเติบโตของ GDP ก็อาจลดลงเล็กน้อย ซึ่งคงจะทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ยากลำบากอยู่แล้วของเยอรมนีจะแย่ลงไปอีก การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของความขัดแย้ง หากสงครามจบลงภายในเวลาไม่กี่วัน ผลกระทบเหล่านี้ก็แทบจะไม่มีเลย ปัญหาอีกประการหนึ่งที่เกิดขึ้น คือ อิหร่านมักโจมตีเป้าหมายในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงซาอุดิอาระเบีย กลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย โดยเฉพาะนครดูไบที่ได้พัฒนาตัวเองให้เป็นศูนย์กลางสำคัญในระบบเศรษฐกิจโลกแล้ว  การปิดสนามบินดูไบ รวมถึงการซ่อมแซมและปรับปรุงใหม่ที่จำเป็นไม่เพียงแต่ทำให้ผู้โดยสารจำนวนมากตกค้างเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการขนส่งสินค้า ทำให้ห่วงโซ่อุปทานบางส่วนหยุดชะงักลงอีกด้วย ซึ่งขอบเขตของผลกระทบนี้ยังไม่ชัดเจน หากผลกระทบนั้นรุนแรง และความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป การพัฒนาตัวของระบบเศรษฐกิจก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์สงครามกับอิหร่านนั้นสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ และพันธมิตรในการสกัดกั้นการขยายอำนาจของจีน ซึ่งมีความเสี่ยงทางการเมืองอย่างมาก ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามจะปรากฏให้เห็นในระยะสั้น ส่วนผลกระทบในระดับมหภาคจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาของสงครามนี้

(แหล่งที่มา หนังสือพิมพ์ Handelsblatt เดือนมีนาคม 2569) 


 


[1] ดัชนีราคาผู้บริโภคแบบปรับให้สอดคล้องกัน (HICP) เป็นดัชนีที่วัดอัตราเงินเฟ้อในสหภาพยุโรป โดยใช้วิธีการที่เป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับการเปรียบเทียบระหว่างประเทศ และเป้าหมายเสถียรภาพราคาของ ECB: 2%

ข่าวเด่นฯ Hot Issue from Germany_20 มีนาคม 2569-1.pdf
Share :
Instagram