
เนื้อข่าว
นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 เพื่อยกเว้นภาษีนำเข้าตามมาตรการภาษีตอบโต้แบบต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) สำหรับสินค้าอาหารหลายรายการ ประกอบด้วย กาแฟ ชา ผลไม้เขตร้อนและน้ำผลไม้ โกโก้ เครื่องเทศ กล้วย ผลไม้ตระกูลส้ม มะเขือเทศ และเนื้อวัว โดยมาตรการดังกล่าวมีผลย้อนหลังตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนของวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568

ทั้งนี้ แถลงการณ์ของทำเนียบขาวซึ่งผู้สื่อข่าวสำนักข่าวเวียดนามประจำกรุงวอชิงตันนำมาเผยแพร่ ระบุว่า การยกเว้นดังกล่าวถือเป็นการปรับเปลี่ยนท่าทีเชิงนโยบายที่สำคัญจากเดิมซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันมาโดยตลอดว่านโยบายภาษีนำเข้ามิได้เป็นปัจจัยเร่งเงินเฟ้อ ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์เห็นว่าราคาสินค้าอาหารในสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูง ส่วนหนึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากภาระภาษีนำเข้าที่ภาคธุรกิจอาจทยอยส่งผ่านต้นทุนมายังผู้บริโภคในปีถัดไป จึงทำให้ค่าครองชีพเป็นประเด็นกังวลเชิงเศรษฐกิจสำหรับประชาชนอย่างต่อเนื่อง
การปรับนโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังพรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งระดับรัฐและท้องถิ่นในรัฐเวอร์จิเนีย (Virginia) นิวเจอร์ซีย์ (New Jersey) และนิวยอร์ก (New York) เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งสะท้อนว่าประเด็นความสามารถในการซื้อสินค้า (Affordability) เป็นข้อกังวลหลักของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ส่งผลให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หันมาให้ความสำคัญกับการบรรเทาภาระค่าครองชีพ พร้อมทั้งชี้ว่าต้นทุนส่วนเพิ่มที่ผู้บริโภคต้องแบกรับ มีสาเหตุมาจากนโยบายของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน (Joe Biden) มากกว่านโยบายภาษีศุลกากรของตน
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเวียดนาม สมาคมพริกไทยและเครื่องเทศเวียดนาม (Vietnam Pepper and Spice Association: VPSA) เปิดเผยว่า เครื่องเทศได้รับการบรรจุอยู่ในรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า ซึ่งนับเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อตลาดเครื่องเทศนำเข้าในสหรัฐฯ และเป็นโอกาสอันเหมาะสมสำหรับเวียดนามในฐานะผู้ส่งออกพริกไทยและเครื่องเทศรายสำคัญของโลกในการฟื้นฟูและขยายส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯทั้งนี้ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการนำเข้า ข้อกำหนดด้านคุณภาพ และเอกสารการรับรองต่าง ๆ ของสหรัฐฯ อย่างครบถ้วน เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากมาตรการยกเว้นภาษีดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ดี สมาคมพริกไทยและเครื่องเทศเวียดนามได้เน้นย้ำว่า การได้รับการยกเว้นมาตรการภาษีตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duties) ไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการจะได้รับการยกเว้นจากภาษีนำเข้าทุกประเภท โดยยังคงต้องปฏิบัติตามอัตราภาษีนำเข้ามาตรฐาน ขั้นตอนพิธีการศุลกากร มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร (Food Safety Standards) และข้อกำหนดด้านการรับรองที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ สินค้าเกษตรไม่ได้รับการยกเว้นโดยอัตโนมัติทุกประเภท แม้ว่าเครื่องเทศจะอยู่ในรายการดังกล่าว ผู้ประกอบการเวียดนามยังคงต้องตรวจสอบข้อมูลกับผู้นำเข้าสหรัฐฯ อย่างรอบคอบ และติดตามความเสี่ยงจากมาตรการที่มิใช่ภาษี (Non-tariff Risks) อาทิ มาตรฐานด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Sanitary and Phytosanitary Standards: SPS) การตรวจสารตกค้าง (Residue Testing) และข้อกำหนดด้านการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability Requirements) เพื่อให้การส่งออกเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเป็นไปตามกฎหมายของสหรัฐอเมริกาอย่างเคร่งครัด
(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568)
วิเคราะห์ผลกระทบ
สหรัฐอเมริกาได้ประกาศยกเว้นภาษีนำเข้าตามมาตรการภาษีตอบโต้แบบต่างตอบแทนสำหรับสินค้าอาหารและสินค้าเกษตรหลายรายการ ซึ่งถือเป็นการปรับท่าทีเชิงนโยบายที่มีนัยสำคัญทั้งต่อเศรษฐกิจภายในประเทศและห่วงโซ่การค้าระหว่างประเทศ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการบรรเทาค่าครองชีพของประชาชนและควบคุมราคาสินค้าอาหารที่ยังทรงตัวในระดับสูง พร้อมรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ
เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อปรับขอบเขตการใช้มาตรการภาษีตอบโต้แบบต่างตอบแทน โดยยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าหลายประเภท ได้แก่ กาแฟและชา ผลไม้เขตร้อนและน้ำผลไม้ โกโก้และเครื่องเทศ กล้วย ผลไม้ตระกูลส้ม มะเขือเทศ เนื้อวัว และปุ๋ยบางประเภท สินค้าเหล่านี้ถูกบรรจุในภาคผนวก II ของคำสั่งฝ่ายบริหารหมายเลข 14257 และจะถูกถอดออกจากภาคผนวก PTAAP ซึ่งเป็นรายการสินค้าที่สหรัฐฯ สามารถพิจารณาปรับภาษีกับประเทศคู่ค้าในกลุ่มพันธมิตรการค้า ขณะเดียวกัน สินค้ากลุ่มยุทธศาสตร์ เช่น เชื้อเพลิง วัตถุดิบผลิตยาสามัญ เครื่องบิน และชิ้นส่วน ยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา
การประกาศยกเว้นภาษีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ บรรลุกรอบความตกลงทางการค้ากับอาร์เจนตินา เอกวาดอร์ กัวเตมาลา และเอลซัลวาดอร์ ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการขยายการลดภาษีในสินค้ากลุ่มอื่นภายในปีเดียวกัน ทั้งนี้ ปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศก็มีบทบาทสำคัญ โดยผลการเลือกตั้งระดับรัฐและท้องถิ่นที่พรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะในหลายพื้นที่สะท้อนว่าปัญหาค่าครองชีพและความสามารถในการซื้อสินค้า ยังคงเป็นประเด็นสำคัญของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ส่งผลให้รัฐบาลปรับทิศทางนโยบายเพื่อลดต้นทุนครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรม
มาตรการภาษีตอบโต้แบบต่างตอบแทนของสหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 เพื่อลดความไม่สมดุลในการค้าและตอบโต้สิ่งที่สหรัฐฯ มองว่าเป็นนโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรม ต่อมาในเดือนกันยายน รัฐบาลได้ปรับปรุงรายการสินค้าที่ต้องเสียภาษีและรายการยกเว้นใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกับความตกลงการค้าฉบับใหม่ในหลายภูมิภาค การยกเว้นภาษีครั้งนี้จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของการปรับนโยบายสู่ระบบภาษีที่มีความเฉพาะเจาะจงและยืดหยุ่นมากขึ้น
ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก่อให้เกิดผลเชิงบวกต่อผู้ส่งออกในหลายประเทศ โดยเฉพาะผู้ค้าสินค้าเครื่องเทศและผลไม้เขตร้อน ซึ่งเป็นสินค้าหลักที่สหรัฐฯ ต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างต่อเนื่อง ความต้องการสินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐานสูงในตลาดสหรัฐฯ ยังคงเพิ่มขึ้น การยกเว้นภาษีตอบโต้จึงเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการในประเทศผู้ส่งออกมีโอกาสเพิ่มส่วนแบ่งตลาดและปรับตัวต่อการแข่งขันในตลาดโลก
สำหรับตลาดเวียดนาม ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญในภูมิภาคเอเชีย สินค้าเกษตรหลักอย่างพริกไทยและผลไม้เขตร้อนเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติของเวียดนามและสมาคมพริกไทยและเครื่องเทศเวียดนาม ระบุว่า ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 เวียดนามส่งออกพริกไทยได้ 206,427 ตัน มูลค่า 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสหรัฐฯ เป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ที่สุด คิดเป็นร้อยละ 21 ของปริมาณส่งออกทั้งหมด ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนความต้องการสินค้าที่มีคุณภาพและมาตรฐานสูงของผู้บริโภคอเมริกัน และการยกเว้นภาษีตอบโต้จะช่วยกระตุ้นให้ปริมาณการส่งออกจากเวียดนามไปยังสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ด้านสินค้าเกษตรประเภทผลไม้ เวียดนามมีรายการที่ได้รับอนุญาตส่งออกไปยังสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ 8 รายการ ได้แก่ แก้วมังกร มะม่วง ลิ้นจี่ ลำไย เงาะ ลูกน้ำนม ส้มโอ และมะพร้าว โดยข้อมูลจากสมาคมผักและผลไม้เวียดนามระบุว่า ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าส่งออกผักและผลไม้ของเวียดนามอยู่ที่ 7,090 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 โดยสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด ปัจจัยด้านภาษีที่ผ่อนคลายลงจึงเป็นแรงหนุนสำคัญที่เอื้อต่อการขยายการส่งออกของเวียดนาม คาดว่าภายในปี 2568 มูลค่าการส่งออกผักและผลไม้ของเวียดนามไปยังสหรัฐฯ จะสามารถแตะระดับ 8,000 – 8,500 ล้านเหรียญสหรัฐ
การยกเว้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนครัวเรือนและเสถียรภาพราคาภายในประเทศ แต่ยังสร้างโอกาสสำคัญให้ผู้ส่งออกเวียดนามในการขยายส่วนแบ่งตลาด เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และปรับตัวต่อแนวโน้มการค้าระหว่างประเทศที่มีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง
นำเสนอโอกาส/แนวทาง
การยกเว้นภาษีนำเข้าตามมาตรการภาษีตอบโต้แบบต่างตอบแทนของสหรัฐฯ สำหรับสินค้าอาหารและเครื่องเทศหลายรายการ ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ สามารถปรับกลยุทธ์การค้าของตนได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าประเภทผลไม้เขตร้อน เช่น มะม่วง ลำไย แก้วมังกร และเครื่องเทศ ซึ่งสามารถใช้โอกาสนี้ในการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดและเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการสินค้ามาตรฐานสูง ลดภาระต้นทุนที่เกิดจากภาษีนำเข้า
สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนาม การยกเว้นภาษีนำเข้าตามมาตรการภาษีตอบโต้แบบต่างตอบแทนของสหรัฐฯ เปิดช่องทางให้สามารถส่งออกต่อไปยังตลาดสหรัฐฯ ได้สะดวกขึ้น อีกทั้งยังสามารถปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอาหาร และข้อกำหนดการตรวจสอบย้อนกลับ ของตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือและรักษาฐานลูกค้าในระยะยาว
เพื่อใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ ผู้ประกอบการไทยควรวางแผนการผลิตและการจัดหาวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมติดตามความเปลี่ยนแปลงของมาตรการด้านภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงรักษามาตรฐานคุณภาพสินค้าและเอกสารรับรองที่ครบถ้วน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและลดความเสี่ยงทางการค้าในระยะยาว ทั้งนี้ยังสามารถใช้โอกาสนี้ในการขยายเครือข่ายลูกค้าและพัฒนาสินค้าใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง