
เจาะลึกตลาดอียิปต์ ส่องเทรนด์ปี 2030

ภาพรวม
อียิปต์เป็นตลาดค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา ด้วยจำนวนประชากรที่คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 120 ล้านคนในปี 2026 และเพิ่มเป็น 127 ล้านคนภายในปี 2030 ด้วยเหตุนี้ การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 85 ของ GDP สะท้อนได้จากข้อมูลบัญชีประชาชาติล่าสุดในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ 2025/2026 (ช่วงเดือนตุลาคม–ธันวาคม 2025) ที่เศรษฐกิจอียิปต์ยังคงขยายตัวได้ดีในอัตราร้อยละ 5.3 เท่ากับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีแรงหนุนจากการจับจ่ายใช้สอยของภาคเอกชนเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่า ภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจตลอดทั้งปีงบประมาณนี้ (ซึ่งจะสิ้นสุด ณ เดือนมิถุนายน 2026) จะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ร้อยละ 4.5 เนื่องจากตัวเลขในครึ่งปีหลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่าน
ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อียิปต์ยังคงมีตัวช่วยสำคัญจากการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติและเงินที่แรงงานในต่างประเทศโอนกลับเข้ามาในอียิปต์ ขณะที่ภาคการส่งออกสุทธิยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ในระบบเศรษฐกิจ สำหรับด้านนโยบายการเงิน หลังจากเงินปอนด์อียิปต์ถูกปรับลดค่าลงเกือบร้อยละ 40 เมื่อปี 2024 เพื่อเปลี่ยนไปใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวตามกลไกตลาด ปัจจุบันค่าเงินได้ปรับตัวแข็งค่าและนิ่งขึ้นแล้ว ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน นอกจากนี้ เศรษฐกิจอียิปต์ยังได้รับประโยชน์จากกลไกการสร้างเสถียรภาพภายใต้โครงการความช่วยเหลือทางการเงินแบบขยายเวลาของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งจะช่วยพยุงระบบเศรษฐกิจไปจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2026

แนวโน้มการใช้จ่ายของผู้บริโภครายหมวด จากภาพการใช้จ่ายของผู้บริโภค ชี้ให้เห็นว่า ภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องทุกปี จากปี 2024 ที่มีมูลค่า 268.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จะเพิ่มสูงขึ้นถึง 506.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2030 โดยหมวดสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ ยังคงเป็นหมวดที่ผู้บริโภคมีสัดส่วนการใช้จ่ายสูงที่สุด รองลงมา คือ หมวดที่อยู่อาศัยและเชื้อเพลิงในครัวเรือน ในขณะที่หมวดการคมนาคมขนส่งและการสื่อสาร รวมถึงหมวดสุขภาพ มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด ทั้งนี้ กลุ่มสินค้าและบริการของใช้ในครัวเรือน ตลอดจนหมวดเสื้อผ้าและรองเท้า จัดเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนและมูลค่าการใช้จ่ายน้อยที่สุดตลอดช่วงระยะเวลาดังกล่าว
สวัสดิการประชาชน เมื่อเดือนมีนาคม 2025 รัฐบาลได้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำของลูกจ้างภาครัฐเป็น 7,000ปอนด์ต่อเดือน (146 ดอลลาร์สหรัฐ) พร้อมทั้งกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมงเป็นครั้งแรกที่ 28 ปอนด์ต่อชั่วโมง อีกทั้งได้เพิ่มเงินบำนาญและเพิ่มเกณฑ์ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยของครัวเรือนที่มีข้อจำกัดทางการเงิน และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศจากต้นทุนแรงงานที่ต่ำ
สินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน ขนมปังเป็นอาหารหลักของประชากรในอียิปต์ โดยอียิปต์เป็นผู้นำเข้าข้าวสาลีรายใหญ่ที่สุดของโลก ท่ามกลางความผันผวนของตลาดธัญพืชโลกที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ คาดการณ์ว่า อียิปต์จะนำเข้าข้าวสาลีสูงถึง 13 ล้านตัน ในรอบฤดูกาลการตลาดปี 2025/2026 ซึ่งจะสิ้นสุดลง ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2026 ทั้งนี้ เพื่อลดภาระงบประมาณท่ามกลางวิกฤตราคาอาหารโลก รัฐบาลอียิปต์จึงได้ตัดสินใจปรับขึ้นราคาขนมปังสวัสดิการ ซึ่งจำหน่ายเฉพาะแก่ผู้ถือบัตรปันส่วนอาหารของรัฐ สูงขึ้นถึง 4 เท่า ไปเมื่อกลางปี 2024 ที่ผ่านมา
ความเสี่ยงสำคัญต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2026ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน คือ ความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจอียิปต์ในปี 2026 หากสหรัฐฯ กับอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันและทยอยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะทำให้ผลกระทบต่ออียิปต์ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์บานปลายหรือยืดเยื้อจนกระทบต่อการสัญจรทางเรือ จะสร้างความเสียหายรุนแรงต่อเศรษฐกิจอียิปต์ในวงกว้าง โดยจะส่งผลให้ราคาพลังงานโลกพุ่งสูง เศรษฐกิจในภูมิภาคชะลอตัว เม็ดเงินโอนกลับประเทศลดลง ตลอดจนกระทบต่อรายได้จากการท่องเที่ยวและค่าธรรมเนียมคลองสุเอซ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อการเติบต่อของเศรษฐกิจอียิปต์ เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง และเพิ่มความเสี่ยงต่อฐานะการคลังและดุลการชำระเงินของประเทศ
การขายปลีก
2.1 แนวโน้มการขายปลีก

อัตราเงินเฟ้อเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 15.2 เมื่อเดือนมีนาคม ซึ่งสะท้อนถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในอิหร่านที่ส่งผลต่อราคาสินค้าภายในประเทศ ทั้งนี้ คาดว่า การอ่อนค่าของเงินตรา ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งโลกที่สูงขึ้น ประกอบกับการปรับขึ้นราคาเชื้อเพลิงที่รัฐกำหนด จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคของอียิปต์ยังคงอยู่ในระดับสูงตลอดทั้งปีนี้
ตารางการขายปลีกแสดงให้เห็นมูลค่ายอดขายปลีกโดยรวมที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องทุกปี ทั้งในส่วนของสกุลเงินท้องถิ่นและสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยในด้านปริมาณการค้าปลีก (Volume Growth) เคยขยายตัวในระดับร้อยละ 4.1–4.5 ช่วงปี 2024–2025 ก่อนจะเติบโตในระดับปานกลางที่ร้อยละ 4.4 ในปี 2026–2027 และรักษาอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 4 ต่อปี ในช่วงปี 2028–2030 โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากรายได้ที่จับจ่ายใช้สอยจริงที่เพิ่มขึ้นร่วมกับโครงสร้างประชากรในวัยหนุ่มสาว ทั้งนี้ เมื่อจำแนกตามประเภทสินค้า พบว่ายอดขายปลีกสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร (Non-food) มีมูลค่าสูงกว่ายอดขายปลีกสินค้าประเภทอาหาร (Food) เล็กน้อยตลอดช่วงเวลาดังกล่าว เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อของราคาอาหารเริ่มชะลอตัวลงมาอยู่ในระดับปานกลางตั้งแต่กลางปี 2025 สอดคล้องกับดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Prices) หรืออัตราเงินเฟ้อโดยรวมที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับร้อยละ 28.3 เมื่อปี 2024 ลดลงสู่ระดับร้อยละ 6.6 ในปี 2030 ซึ่งสะท้อนถึงสภาวะทางเศรษฐกิจและราคาสินค้าที่เริ่มเข้าสู่เสถียรภาพมากขึ้นตามลำดับ
สำหรับภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของภาคค้าปลีกอียิปต์นั้น เมื่อปี 2025 จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศได้มากที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 19 ล้านคน (อ้างอิงตามข้อมูลจากสำนักงานบริการข้อมูลข่าวสารของรัฐ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับสถิติสูงสุดเดิมที่เคยทำไว้เมื่อปี 2024 อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในอิหร่านยังคงเป็นความเสี่ยงด้านลบต่อการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวในปีนี้
2.2 แนวโน้มการค้าปลีกแบบออฟไลน์

ผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ที่มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบในอียิปต์ ประกอบด้วย Spinneys (จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) Carrefour (แฟรนไชส์สัญชาติฝรั่งเศส ซึ่งบริหารโดยกลุ่ม Majid Al Futtaim หรือ MAF ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) Jumia (จากไนจีเรีย) ตลอดจน Metro และ Kheir Zaman ซึ่งทั้งสองรายอยู่ภายใต้กลุ่ม Mansour Group เป็นกลุ่มธุรกิจชั้นนำของอียิปต์
ตลาดค้าปลีกของอียิปต์ส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านขายของชำขนาดเล็กที่เจ้าของบริหารเอง ซึ่งจำหน่ายสินค้าหลากหลายประเภท โดยภาพรวมของตลาดยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของ การพัฒนา มีความกระจัดกระจาย และส่วนใหญ่ยังขาด การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ คาดว่า ร้านค้าขนาดเล็กแบบครอบครัวจะยังคงได้รับความนิยมต่อไปในอีกหลายปีหลังจากนี้ ขณะเดียวกันร้านค้าขนาดใหญ่ที่มี การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบจะขยายตัวเพิ่มขึ้นตามการพัฒนาเขตเมืองใหม่ อาทิ เมืองหลวงใหม่ทางการปกครอง โครงการ New Alamein และโครงการ Ras el-Hekma
ในด้านการขยายการลงทุน กลุ่ม MAF มีแผนขยายเครือข่ายธุรกิจในอียิปต์ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม Vision 2030 ของรัฐบาล โดยเมื่อกลางปี 2025 ได้เปิดร้านสาขาแรกในเมือง New Alamein และเมือง Suez ส่งผลให้จำนวนซูเปอร์มาร์เก็ต Carrefour ในอียิปต์เพิ่มขึ้นเป็น 70 แห่ง นอกจากนี้ บริษัทยังมีกิจการร้าน Superco จำนวน 25 แห่ง และร้าน Myli อีก 5 แห่ง พร้อมทั้งมีแผนลงทุนในประเทศมูลค่า 1.9 พันล้านปอนด์อียิปต์ (26.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปีงบประมาณ 2025/2026 และตั้งเป้าเปิดร้านค้าใหม่จำนวน 300 แห่งภายในปี 2030
อย่างไรก็ดี อุปสรรคและความท้าทายต่อการลงทุนและการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกยังคงมาจากระบบราชการที่มีความซับซ้อนเกินความจำเป็น การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ การเข้าถึงสินเชื่อที่จำกัด และอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีศุลกากร ทั้งนี้ ความสะดวกสบายและราคายังคงเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจของผู้บริโภค ซึ่งนับเป็นโอกาสในการเติบโตของช่องทางค้าปลีกในทุกรูปแบบ
การค้าปลีกออนไลน์
3.1 การคาดการณ์ยอดขายปลีกออนไลน์

ตลาดค้าปลีกออนไลน์ของอียิปต์เคยอยู่ในระยะเริ่มต้นของการพัฒนา จนกระทั่งสถานการณ์การแพร่ระบาดและมาตรการต่าง ๆ ได้ผลักดันให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจร้านค้าออนไลน์มากขึ้น เช่นเดียวกับในหลายประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการค้าปลีกจำนวนมากมุ่งขยายช่องทางการค้าออนไลน์ โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ บริการจัดส่งอาหาร เสื้อผ้า และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ดี การค้าปลีกออนไลน์ในอียิปต์ยังอยู่ในช่วงของการขยายตัว โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญจากประชากรวัยหนุ่มสาวที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี (ประมาณร้อยละ 60 ของอียิปต์มีอายุต่ำกว่า 30 ปี) ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้ธุรกิจเติบโตขึ้นในระยะยาว ทั้งนี้ คาดว่า ยอดขายค้าปลีกออนไลน์จะเติบโตในอัตราที่สูงกว่ายอดค้าปลีกออฟไลน์อย่างมาก โดยมีอัตราเฉลี่ยร้อยละ 11 ต่อปี ทว่า มูลค่าของยอดขายออนไลน์จะยังคงมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับมูลค่าการค้าปลีกแบบออฟไลน์ภายในปี 2030
3.2 แนวโน้มการค้าปลีกออนไลน์
อียิปต์มีสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่เข้มงวดสำหรับการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ประชาชนชาวอียิปต์ยังคงพึ่งพาเงินสดเป็นหลักในการทำธุรกรรมการค้าในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ แม้ว่าอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจะเพิ่มสูงขึ้น แต่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่มีบัตรเดบิตหรือบัตรเครดิต ส่งผลให้ธุรกรรมการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ประมาณร้อยละ 80 อยู่ในรูปแบบการชำระเงินปลายทาง นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดส่งนอกเขตเมืองใหญ่ยังพัฒนาไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม การเติบโตของบริการธนาคารผ่านโทรศัพท์มือถือจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ โดยนักลงทุนจากกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับให้ความสนใจในภาคส่วนนี้ ซึ่งล่าสุดได้เข้าซื้อหุ้นในบริษัท e-Finance และ Fawry ขณะเดียวกัน Amazon.eg ได้ร่วมมือกับรัฐบาลในการขยายทางเลือกการชำระเงิน โดยประสานความร่วมมือกับ ValU (อียิปต์) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มด้านการเงินและบริการทางการเงินดิจิทัลชั้นนำร่วมกับธนาคารท้องถิ่นหลายแห่ง เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมทางการเงิน
สำหรับผู้ประกอบการค้าปลีก ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีผู้ประกอบการที่ประกอบธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์เพียงอย่างเดียวจำนวนหลายราย เช่น Amazon (สหรัฐฯ) ได้เข้าสู่ตลาดอียิปต์เมื่อปี 2021 โดยปรับเปลี่ยนตราสินค้า (rebranding) ของแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ Souq.com ซึ่งมีฐานอยู่ในดูไบและ Amazon ได้เข้าซื้อกิจการมาตั้งแต่ปี 2017 นอกจากนี้ Amazon ดำเนินกิจการคลังสินค้าด้านโลจิสติกส์ขนาด 31,000 ตารางเมตร ในเมือง 10th of Ramadan ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรมทางตะวันออกของกรุงไคโร และได้ประกาศแผนเพิ่มขีดความสามารถในการจัดเก็บสินค้าเป็น 3 เท่า ขณะที่ผู้ประกอบการรายสำคัญอีกรายหนึ่ง คือ Jumia.com ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก และได้ก้าวขึ้นเป็น 1 ใน 10 ตราสินค้าที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอียิปต์ โดยทั้ง Amazon และ Jumia.com ต่างมีเป้าหมายที่จะนำสินค้าของอียิปต์มาจำหน่ายบนแพลตฟอร์มของตนเพิ่มมากขึ้น
อาหารและเครื่องดื่ม

การเติบโตของจำนวนประชากรจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายด้านอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ โดยภาพรวมมูลค่าการใช้จ่ายและความต้องการตลาดของสินค้ากลุ่มดังกล่าว มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในระดับ 175.5 และ 113.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ แม้ว่าสัดส่วนค่าใช้จ่ายในกลุ่มนี้ต่อรายจ่ายในครัวเรือนทั้งหมดจะลดลงก็ตาม นอกจากนี้ ในส่วนของพฤติกรรมการบริโภครายบุคคล (per head) พบว่า เนื้อสัตว์ ปลา ผลไม้ ผัก กาแฟ และชา มีปริมาณการบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป สวนทางกับการบริโภคนมที่มีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด จาก 45.6 ลิตรเมื่อปี 2024 เหลือเพียง 27.8 ลิตรในปี 2030
ราคา
เมื่อปี 2025 เศรษฐกิจอียิปต์เริ่มเข้าสู่ภาวะที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ประกอบกับปริมาณอุปทานที่ดีขึ้นและปัจจัยตามฤดูกาลได้ส่งผลให้ราคาอาหารปรับตัวลดลง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลเชิงบวกต่ออัตราเงินเฟ้อโดยรวม โดยคาดว่า อัตราเงินเฟ้อจะปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงอยู่ในระดับค่อนข้างสูงที่ประมาณร้อยละ 7 ทั้งนี้ รัฐบาลให้การสนับสนุนสินค้าจำเป็น ได้แก่ ขนมปัง น้ำมันปรุงอาหาร พาสตา น้ำตาล และชา ผ่านระบบการปันส่วนรายเดือน โดยราคาขนมปังซึ่งคงไว้ที่ 5 เปียสตร์มาตั้งแต่ปี 1988 ได้ปรับขึ้นเป็น 20 เปียสตร์เมื่อเดือนมิถุนายน 2024 อย่างไรก็ดี อาจมีการปรับเปลี่ยนระบบการสนับสนุนอาหารเพิ่มเติมในช่วงหลังจากนี้ แต่ประเด็นดังกล่าวนับเป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองอย่างยิ่ง
ผู้ผลิตอาหาร
อียิปต์พึ่งพาการนำเข้าธัญพืชเป็นอย่างมาก โดยมีรัสเซียและยูเครนเป็นเป็นสองแหล่งคู่ค้าข้าวสาลีรายใหญ่ที่สุด ภายหลังจากที่รัสเซียบุกยูเครนเมื่อปี 2022 การจัดส่งธัญพืชได้รับผลกระทบจนหยุดชะงักหรือถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้เกิดการกักตุนสินค้าและราคาปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่ารัสเซียจะไม่สามารถปิดกั้นการส่งออกธัญพืชของยูเครนได้ แต่ปริมาณการส่งออกก็ยังคงลดลงร้อยละ 30 (อ้างอิงตามข้อมูลจากกระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ) ซึ่งความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อในตลาดธัญพืชโลกได้ส่งผลให้อียิปต์ประสบภาวะความไม่มั่นคงทางอาหาร ทั้งนี้ ข้อมูลของโครงการอาหารโลก (World Food Programme) จัดให้ความมั่นคงทางอาหารของอียิปต์อยู่ในระดับปานกลาง จากการประเมินดัชนีความหิวโหยโลก (Global Hunger Index: GHI) นอกจากนี้ แม้อียิปต์จะมีประชากรที่นับถือศาสนาคริสต์เป็นจำนวนมาก แต่ประชากรประมาณร้อยละ 90 นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติ ปัจจัยดังกล่าวจึงทำให้เนื้อสัตว์ฮาลาลเป็นกลุ่มสินค้าที่มีความสำคัญในห่วงโซ่อุปทานอาหารของประเทศ
บริการด้านอาหาร
คนอียิปต์รุ่นใหม่หันมาใส่ใจวัฒนธรรมดั้งเดิม ดันธุรกิจร้านอาหารท้องถิ่นระดับพรีเมียมเติบโตอย่างรวดเร็ว รับกับภาคท่องเที่ยวและโรงแรมที่ขยายตัวต่อเนื่องตามยอดนักท่องเที่ยว ขณะที่รัฐบาลอียิปต์ก็เร่งหนุน การท่องเที่ยวด้วยการทุ่มงบพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับบริการ และเพิ่มความปลอดภัยให้เข้มงวดขึ้น นอกจากนี้ บริการจัดส่งอาหารออนไลน์ได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาด โดยผู้ประกอบการรายสำคัญ อาทิ Elmenus Careem MaxAB และ Talabat ได้รับการสนับสนุนด้านการลงทุนและขยายการดำเนินงานในอียิปต์เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ คาดว่า จะมีผู้ประกอบการรายใหม่ในธุรกิจจัดส่งอาหารออนไลน์เพิ่มมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า
เครื่องดื่ม
ชาเป็นเครื่องดื่มร้อนที่ได้รับความนิยมสูงสุดในอียิปต์ โดยมีการบริโภคอย่างแพร่หลายทั้งในครัวเรือน ร้านกาแฟ และร้านอาหาร ซึ่งคาดว่าความต้องการบริโภคชาจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป
กาแฟจะได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภครายได้ปานกลางที่กำลังขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในอียิปต์เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่การจำหน่ายและการบริโภคอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างเข้มงวด โดยอนุญาตให้เฉพาะในโรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น แต่ไม่อนุญาตในพื้นที่สาธารณะหรือร้านค้าทั่วไป ทั้งนี้ ผู้ประกอบการรายสำคัญในตลาด ได้แก่ บริษัท Al Ahram Beverages Company ซึ่งอยู่ภายใต้กลุ่ม Heineken (เนเธอร์แลนด์)
เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มอัดลมยังคงเป็นเจ้าตลาดหลักแม้จะมีการปรับขึ้นราคา โดยบริษัท Pepsi Cola Egypt (ภายใต้กลุ่ม PepsiCo จากสหรัฐฯ) ครองความเป็นผู้นำในตลาดกลุ่มนี้ และกำลังพยายามขยายประเภทผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายยิ่งขึ้น ขณะที่แบรนด์ท้องถิ่นก็เริ่มเข้ามาแชร์ส่วนแบ่งในตลาดได้บางส่วน
ยาสูบ
ยาสูบในอียิปต์มี 2 รูปแบบ ได้แก่ บุหรี่ และชิชา (การสูบผ่านบารากู่) ขณะที่ยาสูบไร้ควัน (Smokeless tobacco) แทบไม่มีการใช้ โดยบริษัท Eastern Tobacco เป็นผู้ผลิตท้องถิ่นเพียงรายเดียว ครองส่วนแบ่งตลาดกว่าร้อยละ 70 ทั้งนี้ รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายต่อต้านการสูบบุหรี่ และกำหนดให้มีพื้นที่ปลอดบุหรี่ในสถานที่สาธารณะหลายแห่ง
เครื่องแต่งกาย ของใช้ส่วนตัว และของใช้ในครัวเรือน
การคาดการณ์การใช้จ่ายของผู้บริโภค

จากตารางประมาณการ พบว่า ตลาดสินค้าทุกหมวดหมู่ มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง อาทิ กลุ่มสิ่งทอในครัวเรือน (Household Textile Products) และกลุ่มสบู่และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด (Soaps & Cleaners) โดดเด่นที่สุดในฐานะเจ้าตลาดหลักที่ครองมูลค่าสูงสุด โดยคาดว่า จะเติบโตทะลุ 12.7 และ 11.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐตามลำดับในปี 2030 ขณะที่กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไอที (PCs) แม้มูลค่ารวมจะน้อยกว่า แต่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดและน่าจับตามองที่สุด เฉลี่ยร้อยละ 5–9 ต่อปี ซึ่งสะท้อนความต้องการภายในประเทศที่เน้นสินค้าหมวดสุขอนามัย ที่อยู่อาศัย และเทคโนโลยีเป็นสำคัญ นอกจากนี้ ยอดจำหน่ายสินค้าอุปโภค (Non-food) คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 50 ของยอดค้าปลีกรวมในอียิปต์ และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามการลดลงของอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย โดยคาดการณ์ว่า สัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 51.2 ภายในปี 2030 สำหรับปัจจัยหลักที่จะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตในระยะข้างหน้า ได้แก่ การคลี่คลายของวิกฤตการณ์ขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ การเพิ่มขึ้นของรายได้ที่จับจ่ายได้จริง (Disposable Income) รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขยายตัว อย่างไรก็ดี ภาคธุรกิจยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและอุปสงค์ภายในประเทศได้
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
ภาพรวมตลาดสมาร์ตโฟนในอียิปต์ ณ เดือนมกราคม 2026 จากข้อมูลของ StatCounter พบว่า Samsung (เกาหลีใต้) ยังคงเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งร้อยละ 25 ตามด้วย Oppo (จีน) ในอันดับที่ 2 ที่ร้อยละ 17ขณะที่ Apple (สหรัฐฯ) ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีราคาสูง ได้รับผลกระทบจากกระแสต่อต้านสหรัฐฯ ช่วงสถานการณ์สงครามในฉนวนกาซา ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดมีความผันผวนและลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 12 นอกจากนี้ Realme (จีน) ครองส่วนแบ่งตลาดในอันดับถัดมาที่ร้อยละ 10 ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในกลุ่มประชากรวัยรุ่นที่มีจำนวนมากประกอบกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เน้นความคุ้มค่าด้านราคา ส่งผลให้แบรนด์สินค้าจากเกาหลีใต้และจีน โดยเฉพาะแบรนด์ที่มีราคาถูก มีแนวโน้มที่จะสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดในอียิปต์ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องภายในปี 2030
เครื่องแต่งกายและรองเท้า
อุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายในอียิปต์มีขนาดใหญ่มาก โดยภาคการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปเป็น อุตสาหกรรมหนึ่งที่สำคัญสำหรับเศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งแบรนด์ชั้นนำท้องถิ่นในตลาด ได้แก่ Carina (เสื้อผ้าสตรี) และ Concrete (เสื้อผ้าชาย) สำหรับแบรนด์จากต่างประเทศ Nike (จากสหรัฐฯ) มีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุด ในกลุ่มสินค้ากีฬา อย่างไรก็ดี การเติบโตของยอดขายเสื้อผ้าและรองเท้ามีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงต่อจากนี้ เนื่องจากฐานผู้บริโภครุ่นใหม่ขยายตัวและอัตราเงินเฟ้อลดลง
เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย
แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักในการขับเคลื่อนยอดขายเครื่องสำอางในอียิปต์ผ่านอินฟลูเอนเซอร์และบล็อกเกอร์ด้านความงาม ภาพรวมตลาดยังเห็นแนวโน้มการเติบโตของผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและออร์แกนิก แม้ว่าจะยังจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ในเมืองที่เป็นชนชั้นกลางและชนชั้นสูงก็ตาม สำหรับโครงสร้างการแข่งขันของแบรนด์ต่างชาตินั้น Oriflame (สวิตเซอร์แลนด์) ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในกลุ่มบริษัทต่างชาติ ขณะที่แบรนด์หรู Christian Dior (ฝรั่งเศส) ซึ่งเข้ามาเปิดตัวผลิตภัณฑ์เมื่อปลายปี 2024 สามารถสร้างฐานลูกค้าเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงได้สำเร็จ อย่างไรก็ดี ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงร่วมกับต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจากการอ่อนค่าของเงินปอนด์อียิปต์ ได้กลายเป็นปัจจัยบวกที่สร้างโอกาสเติบโตให้กับแบรนด์เครื่องสำอางท้องถิ่นที่มีราคาเข้าถึงง่ายกว่า โดยมีผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรายใหญ่ในประเทศอย่าง Eva Cosmetics, Semak และ Egyptian Company for Cosmetics (ECC) นอกจากนี้ ตลาดมืดสำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแบรนด์เนมยังคงเป็นปัญหาที่พบเห็นได้ทั่วไปและเป็นความท้าทายสำคัญในตลาดอียิปต์
เครื่องใช้ในครัวเรือนและเฟอร์นิเจอร์
แนวโน้มความต้องการสินค้าใช้ในครัวเรือนและเฟอร์นิเจอร์ในอียิปต์ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า มีสัญญาน ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง ทั้งการเติบโตของประชากร รายได้ที่ใช้จ่ายได้จริงที่เพิ่มขึ้น การขยายตัวของชุมชนเมือง และต้นทุนการกู้ยืมที่ลดลง ประกอบกับการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวและบริการ ยิ่งไปกว่านั้น โครงการเมกะโปรเจกต์อย่างการสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ (New Administrative Capital: NAC) ทางตะวันออกของกรุงไคโร ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญที่กระตุ้นให้อุปสงค์ในตลาดนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดด
ในส่วนของภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า แบรนด์ท้องถิ่นของอียิปต์อย่าง Kiriazi ยังคงเป็นผู้นำและครองตลาดในหมวดตู้เย็น ขณะที่กลุ่มเครื่องปรับอากาศมี Sharp (ญี่ปุ่น) เป็นเจ้าตลาด ส่วนในหมวดเครื่องซักผ้าอัตโนมัติ สองยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้อย่าง LG Electronics และ Samsung รวมถึง Electrolux จากสวีเดน ต่างก็มีส่วนแบ่งการตลาดและฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง สำหรับตลาดเฟอร์นิเจอร์สำหรับที่อยู่อาศัย มีผู้เล่นระดับแนวหน้าคือ Kabbani Furniture แบรนด์สัญชาติอียิปต์ และ SAI Solutions บริษัทร่วมทุนระหว่างยุโรปและอียิปต์ ที่ประสบความสำเร็จในการทำตลาดภายใต้แบรนด์ Smart Furniture
ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะของ สคต. ไคโร
แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจอียิปต์จะเผชิญสภาวะเงินเฟ้อ แต่กลุ่มผู้บริโภคระดับบน (High-purchasing power) และคนรุ่นใหม่ในเมืองใหญ่ที่มีฐานะดียังคงมีกำลังซื้อและยินดีจ่ายให้กับสินค้าคุณภาพสูง จึงเป็นโอกาสทองของสินค้าไทยเกรดพรีเมียมที่ไม่ต้องลงไปแข่งขันด้านราคากับสินค้าทั่วไป โดยเฉพาะสินค้าแฟชั่นและเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยที่มีดีไซน์โดดเด่น ตัดเย็บประณีต และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมถึงเครื่องสำอางระดับ hi-end ผลิตภัณฑ์สปา และสกินแคร์ออร์แกนิกที่เน้นสารสกัดจากธรรมชาติ ซึ่งกำลังเป็นเมกะเทรนด์ยอดนิยมในกลุ่มคนรวยอียิปต์ หากผู้ประกอบการไทยชูจุดเด่นเรื่องนวัตกรรม ควบคู่กับการมีมาตรฐานสากลหรือตราประทับฮาลาล รองรับ ก็จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นและปักหมุดในตลาดระดับบนของอียิปต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อจำกัดในการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปอันเนื่องมาจากต้นทุนและค่าเงิน เป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการส่งออกวัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็นส่วนผสม สินค้ากึ่งสำเร็จรูป เพื่อป้อนให้แก่ผู้ผลิตรายใหญ่ในอียิปต์ เช่น อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง/อาหารแปรรูป หรืออาจพิจารณาร่วมทุนเพื่อใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางการค้าของอียิปต์ไปยังภูมิภาคแอฟริกาและตะวันออกกลางได้
การพัฒนาเมืองหลวงแห่งใหม่ (New Administrative Capital: NAC) เป็นปัจจัยเร่งความต้องการสินค้าใช้ในครัวเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้า และเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งที่อยู่อาศัยขยายตัว ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในกลุ่มสินค้าตกแต่งบ้านและงานดีไซน์คุณภาพสูงในการเจาะตลาดโครงการจัดสรรและกลุ่มผู้บริโภคระดับบนในอียิปต์
------------------------------------------------------
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไคโร
มิถุนายน 2569