fb
รายงานตลาดสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนออสเตรเลีย
โดย
Nongluk
ลงเมื่อ 30 กันยายน 2568 14:00
สคต. ณ นครซิดนีย์ (ออสเตรเลีย) (TTC, Sydney (Australia))
49

               

1. สถานการณ์การผลิตในประเทศ

ในช่วงปี 2567-2568 อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนในออสเตรเลียมีมูลค่า 2,870 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัวลงร้อยละ 3.2 เนื่องจากผู้ผลิตในประเทศเผชิญกับสินค้านำเข้าจากจีน ไทยและมาเลเซีย ซึ่งมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ทำให้สินค้ามีราคาถูกและดึงดูดความต้องการซื้อจากผู้บริโภคที่ได้รับความกดดันจากภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูง คาดว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า การผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนออสเตรเลียจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.3 เนื่องจากราคาเหล็กและเหล็กกล้าที่มีราคาถูกลงและผู้ผลิตในประเทศมุ่งเน้นการผลิตสินค้าคุณภาพสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และใช้ประโยชน์จากการจัดตั้งโรงงานในเขตเมืองใหญ่ เช่น นครซิดนีย์และนครเมลเบิร์น ในการอำนวยความสะดวกด้านบริการหลังการขายเพื่อสร้างความได้เปรียบจากสินค้าเข้านำ ปัจจุบันอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนออสเตรเลียมีผู้ผลิตรายใหญ่และรายย่อยดังนี้

  • บริษัท Rheem Australia Pty Limited มีสัดส่วนตลาดร้อยละ 7.9 (เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท RAPL Group Holding Pty Ltd ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท Paloma Co Ltd ของญี่ปุ่น) บริษัท Rheem Australia เป็นผู้ผลิตและค้าปลีกสินค้าประเภทเครื่องทำน้ำร้อน (แบบใช้แก๊ส ไฟฟ้า ปั๊มและแผงโซล่าเซลล์) สำหรับที่อยู่อาศัยและสระว่ายน้ำ ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่าร้อยละ 70 ในตลาดเครื่องทำน้ำร้อน มีโรงงานผลิตในนครซิดนีย์และนครเมลเบิร์น แบรนด์สินค้าในเครือได้แก่ Aquamax, Rheem และ Raypak

  • บริษัท Electrolux Home Product Pty Limited มีสัดส่วนตลาดร้อยละ 4.7 เป็นบริษัทในเครือของบริษัท AB Electrolux ของสวีเดน ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าเครื่องใช้ในครัวเรือนรายใหญ่ของโลก แบรนด์ในเครือได้แก่ AEG, Dishlex, Westinghouse, Electrolux, Simpson, Chef, Kelvinator และ Zanussi บริษัท Electrolux มีความเข้มแข็งในตลาดออสเตรเลีย เนื่องจากตราสินค้าเป็นที่รู้จักและมีโรงงานผลิตในประเทศ แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันบริษัท Electrolux มีโรงงานผลิตเหลือเพียง 1 แห่งที่นครแอดิเลดเพื่อทำการผลิต Freestanding cooktop oven ภายใต้แบรนด์ Westinghouse และ Chef โดยในปี 2559 บริษัท Electrolux ได้ปิดโรงงานผลิตตู้เย็น Electrolux ในออสเตรเลียและย้ายฐานการผลิตไปไทยเพื่อความได้เปรียบด้านราคา 

  • บริษัท Rinnai Australia Pty Ltd มีสัดส่วนตลาดร้อยละ 3.4 เป็นบริษัทในเครือของบริษัท Rinnai Corporation จากญี่ปุ่น มีสำนักงานใหญ่อยู่ในนครเมลเบิร์น เป็นผู้นำเข้าและขายส่งระบบเครื่องทำน้ำร้อนจากแผงโซล่าเซลล์ ระบบเครื่องทำน้ำร้อนแบบใช้แก๊ส เครื่องทำความร้อนและเครื่องใช้สำหรับทำ BBQ ในปี 2557 บริษัท Rinnai  ซื้อโรงงานผลิตระบบทำความร้อนความเย็นและระบบเครื่องทำความร้อนของแบรนด์ Brivis จากบริษัท GWA Group และเปิดโรงงานผลิตแห่งใหม่ในนครเมลเบิร์นในปี 2560

    นอกจากนี้ ยังมีผู้ผลิตสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนภายในประเทศที่เป็นรายย่อย โดยมีการจ้างงาน 20 คนต่อบริษัทและมีรายได้น้อยกว่า 2 ล้านเหรียญสหรัฐ เช่น

  • บริษัท Inovaair Australia Pty Ltd  ผลิตเครื่องฟอกอากาศให้กับภาคครัวเรือนและอาคารพาณิชย์ มีโรงงานผลิตที่ Central coast นครซิดนีย์ จำหน่ายในประเทศและส่งออกไป จีน นิวซีแลนด์และสหรัฐอเมริกา

  • บริษัท IXL Groupปัจจุบันมีโรงงานผลิตที่รัฐ Victoria ผลิตเครื่องทำความร้อนแบบใช้แก๊ส ภายใต้แบรนด์ Cannon ระบบระบายอากาศในห้องน้ำและเครื่องทำความร้อนในอาคาร จำหน่ายในร้านค้าปลีกทั่วประเทศและร้านค้าจำหน่ายของบริษัทให้บริการที่นครเมลเบิร์น

  • บริษัท NoritzCorporation เป็นบริษัทของญี่ปุ่นที่ซื้อโรงงานผลิตระบบทำความร้อนความเย็นและเครื่องทำน้ำร้อนภายใต้แบรนด์ Dux จากบริษัท GWA Group มีโรงงานผลิตที่นครซิดนีย์ 

  • บริษัท Seeley InternationalPty Limitedมีสำนักงานใหญ่อยู่ในรัฐ South Australia เป็นผู้ผลิตระบบทำความร้อนความเย็นสำหรับครัวเรือน ธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยระบบทำความร้อนความเย็นสำหรับครัวเรือนจะจำหน่ายภายใต้แบรนด์ Breezair, Braemar, Cinvair, Coolairและ Climate Wizard 

    สินค้าที่ผลิตในประเทศส่วนใหญ่เป็นระบบทำความร้อนความเย็นร้อยละ 43.6 รองลงมาคือ ระบบเครื่องทำน้ำร้อนร้อยละ 18.2 เครื่องใช้ในครัวร้อยละ 12.9 เครื่องปิ้งย่าง BBQ ร้อยละ 8 และเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กอื่นๆร้อยละ 9 สำหรับสินค้าอะไหล่และชิ้นส่วนของเครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่ ผู้ผลิตในประเทศจะพึ่งพาสินค้าในประเทศ หรือนำเข้าจากบริษัทในเครือที่มีฐานการผลิตในต่างประเทศ หรือจากแหล่งผู้ผลิตรายใหญ่ที่เชื่อถือได้เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการใช้แรงงานผิดกฎหมาย

    1.2 ภาพรวมตลาดค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน

    ตลาดค้าปลีกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนออสเตรเลียส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภท Whitegoods ร้อยละ 34.2 (เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็นตู้แช่ เตาอบ เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้าและเครื่องล้างจาน) รองลงมาคือ โทรทัศน์ร้อยละ 15.5 โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ร้อยละ 14.5 สินค้าประเภท Audio ร้อยละ 7.2 และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านอื่นๆร้อยละ 28.6 ตลาดค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนออสเตรเลียเผชิญกับความท้าทาย 2 ประการ คือ ภาวะเงินเฟ้อและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากความกดดันด้านค่าครองชีพที่ยาวนานส่งผลให้การซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ลดลง อีกทั้ง สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนออสเตรเลียส่วนใหญ่เป็นสินค้านำเข้าและค่าเงินเหรียญออสเตรเลียที่ลดลง ทำให้อำนาจการซื้อของชาวออสเตรเลียลดลง (ราคาสินค้านำเข้าจึงมีราคาสูง) 

    ในช่วงปี 2567 ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนออสเตรเลียมีมูลค่า 11,150.1 ล้านเหรียญออสเตรเลีย ขยายตัวร้อยละ 2.1 เป็นมูลค่าเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ 5,561.8 ล้านเหรียญออสเตรเลียขยายตัวร้อยละ 1.4 (เช่น เครื่องล้างจาน เครื่องซักผ้า อบแห้ง เตาอบ ไมโครเวฟ ตู้เย็นตู้แช่) และเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก 5,588.3 ล้านเหรียญออสเตรเลียขยายตัวร้อยละ 2.8  (เช่น เครื่องอุปกรณ์ในการทำอาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน เตารีด เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าประเภท Personal Care และเครื่องดูดฝุ่น) และภายในสิ้นปี 2568 มูลค่าตลาดสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนจะขยายเล็กน้อยที่ร้อยละ 0.2 มีมูลค่า 11,175.8 ล้านเหรียญออสเตรเลีย คาดว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้าจนถึงปี 2572 การเติบโตของมูลค่าตลาดสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนออสเตรเลียจะขยายตัวร้อยละ 2.5 เนื่องจากตลาดมีการแข่งขันด้านราคาสูงทำให้ภาคธุรกิจเน้นการทำตลาดออนไลน์มากขึ้น เช่น Amazon, JB Hi-Fi, Kogan, Dick smith และ The Good guys 

    สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนออสเตรเลียแบ่งออกเป็น 2 หมวด คือ

    1) สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่  ส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภท Whitegoods ที่มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีในการเพิ่มประสิทธิการทำงานและการประหยัดพลังงานเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมและการประหยัดไฟ สินค้า Whitegoods ที่มีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด ได้แก่ ตู้เย็น/ตู้แช่/เครื่องล้างจานร้อยละ 37 รองลงมาคือ เตา/ตู้อบ/ไมโครเวฟร้อยละ 27 เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้าร้อยละ 20 และเครื่องปรับอากาศร้อยละ 15 โดยมีแบรนด์ที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดได้แก่ Electrolux รองลงมาคือ Fisher & Paykel Australia, LGSamsung, Westinghouse, Bosch, Panasonic, Miele, Hisense และ Smeg

    2) สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านขนาดเล็ก ประกอบด้วย เตารีด เครื่องปิ้งขนมปัง กาต้มน้ำ เครื่องดูดฝุ่น พัดลม และเครื่องทำกาแฟ การขยายตัวของตลาดขึ้นอยู่กับรูปแบบ lifestyle ที่เน้นความรวดเร็วและสะดวกสบาย แบรนด์ที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดได้แก่ Remington, Vidal Sassoon, Breville, Sunbeam, Philips, Dyson, De’Longhi, Homedics และ Kambrook

    2. แนวโน้มความต้องการของตลาด

    เนื่องจากความกดดันจากค่าครองชีพ อัตราดอกเบี้ยที่สูงและกำลังซื้อที่ลดลง ราคาสินค้าจึงเป็นกลไกสำคัญในการตัดสินใจซื้อ อีกทั้ง การซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ของชาวออสเตรเลียจะคำนึงถึงการประหยัดไฟฟ้าความคงทน ความยั่งยืนและการใช้งานได้หลากหลายเพื่อความคุ้มค่าและประหยัดพื้นที่ใช้สอย ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กที่มีฟังก์ชันการใช้งานหลากหลายได้รับความนิยมอย่างมากและขยายตัวสูงในช่วงปี 2567 ที่ผ่านมา รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทประหยัดพลังงานที่ได้รับคะแนน Energy Star สูง เช่น ตู้เย็นประหยัดพลังงาน 7 ดาวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ ไมโครเวฟแบบ Multipurpose ที่สามารถย่างและอบได้ในเครื่องเดียว นอกจากนี้ ชาวออสเตรเลียยังนิยมซื้อสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนประเภท Whitegoods และโทรทัศน์ในร้านค้าปลีกมากกว่าออนไลน์

    ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการซื้อสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนของชาวออสเตรเลียมีดังนี้

  • การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและความต้องการซื้อสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนตามฤดูกาล เช่น ยอดขายสินค้าจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเทศกาลลดราคาในช่วงเดือนพฤษภาคม มิถุนายน พฤศจิกายนและธันวาคม 

  • กระแส Home Automation ชาวออสเตรเลียนิยมประยุกต์ใช้และลงทุนในเครื่องอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น เช่น สินค้าประเภท Ecosystems ที่ใช้ในบ้าน อาทิ Smart TV, Smart home speakers และเครื่องซักผ้าและหลอดไฟที่มีระบบสั่งการอัตโนมัติผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ และสินค้าเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพการใช้งานสูงและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีการปล่อยสารที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนต่ำ (Global Warming Potential: GWP)

  • ราคาค่าพลังงานที่สูงขึ้นและการให้ความสำคัญต่อภาวะโลกร้อนเป็นแรงกระตุ้นให้ชาวออสเตรเลียซื้อสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนใหม่หากสินค้ามีประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนประเภท Whitegoods 

  • ความต้องการซื้อสินค้าเพื่อปรับปรุงและซ่อมแซมบ้านทำให้มีการ Upgrade เครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่อาศัยในเมืองใหญ่ที่นิยมสินค้าเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีประโยชน์การใช้งานได้หลากหลาย นอกจากนี้ ยังนิยมซื้อสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนขนาดเล็กที่มีการเปลี่ยนบ่อยครั้งผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อความสะดวกและประหยัดเวลา 

    3. ภาวะการแข่งขันในตลาด

    ตลาดค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของออสเตรเลียกำลังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงทั้งจากร้านค้าปลีกดั้งเดิมและห้างสรรพสินค้าที่ขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านเพิ่มมากขึ้น รวมถึงผู้จำหน่ายออนไลน์อย่าง Amazon ที่นำเสนอสินค้าในราคาถูกและความสะดวกสบายเป็นจุดขาย รวมถึงการรวมตัวกันของผู้ค้าปลีกในท้องถิ่นเพื่อเป็นจุดศูนย์รวมสินค้าตกแต่งบ้านแบบ One Stop shop ทำให้ประสบความสำเร็จมากกว่าร้านค้าแบบ Stand Alone ในด้านการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายได้ต่อเนื่อง

    อีกทั้ง ตลาดค้าปลีกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในออสเตรเลียมีการแข่งขันด้านราคาสูง เนื่องจากเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนออสเตรเลียส่วนใหญ่เป็นสินค้านำเข้าโดยเฉพาะจีนและเอเชีย ซึ่งมีต้นทุนต่ำ ความท้าทายทางการค้าส่งผลกระทบต่อผลกำไรของผู้ค้าปลีกรายย่อย ในขณะที่ผู้เล่นรายใหญ่เน้นการควบรวมกิจการ เช่น การเข้าซื้อหุ้นกิจการ E&S Trading ของ JB Hi-Fi ในเดือนสิงหาคม 2567

    รูปแบบการแข่งขันของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนออสเตรเลียสามารถแยกออกเป็น 3 ประเภท คือ 

    1.  การแข่งขันของสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนที่เน้นคุณภาพ เทคโนโลยี AI และอายุการใช้งานมากกว่าราคา สินค้าที่มีการใช้งานยาวนาน (อายุการใช้งานเฉลี่ย 7-10 ปี) เช่น เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า เครื่องทำความร้อน เครื่องดูดฝุ่น

    2. การแข่งขันของสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนที่นำเข้าจากต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนที่มีราคาถูกจึงทำให้มีการแข่งขันด้านราคาสูง แบรนด์ที่ทำตลาดในออสเตรเลีย คือ Whirlpool, Electrolux, Fisher & Paykel, Smeg, Miele, LG

    3.  การแข่งขันด้านกลยุทธ์การทำตลาดรูปแบบต่างๆ คือ การเสนอขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ของผู้เล่นในประเทศ (JB Hi-Fi, Harvey Norman และ Kogan) และผู้ให้บริการจากต่างประเทศ (Amazon) พร้อมการรับประกันสินค้าและบริการจัดส่งที่รวดเร็ว เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคที่นิยมเปรียบเทียบสินค้าและราคาจากเว็บไซต์ออนไลน์และเข้าไปเช็คราคาและคุณภาพสินค้าภายในร้านก่อนตัดสินใจซื้อเพื่อให้ได้สินค้าดีและราคาถูกมากขึ้น รวมไปถึงการเสนอขายสินค้ามือสองทั้งในร้านจำหน่ายสินค้ามือสองและเว็บไซต์ Gumtree

    ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดออสเตรเลียที่สำคัญ คือ JB Hi-Fi และ Harvey Norman 

  • JB Hi-Fi เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีสำนักงานใหญ่อยู่ในนครเมลเบิร์น (Chadstone) มีสัดส่วนตลาดร้อยละ 35.5 จำหน่ายสินค้าอุปกรณ์ Electronics สำหรับผู้บริโภค รวมไปถึงโทรทัศน์ เครื่องเสียงและชุดเธียเตอร์ โทรศัพท์มือถือ GPS อุปกรณ์เครื่องเสียงในรถยนต์ คอมพิวเตอร์และโน้ตบุค กล้องดิจิทัล เครื่องเล่นเกมส์และคอนโซล เครื่องบันทึกเสียงและ DVDs ในปี 2555 Re-Branding ร้านค้าปลีกเป็น JB Hi-Fi Home เพื่อขยายรายการสินค้าไปสู่เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน เช่น White goods เครื่องครัว เครื่องดูดฝุ่นและเครื่องไฟฟ้าขนาดเล็กอื่นๆ และในปี 2559 ได้ซื้อกิจการของ The Good Guys ปี 2567 ซื้อหุ้นกิจการ E&S Trading ทำให้ JB Hi-Fi เป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดและใช้กลยุทธ์ One stop shop จำหน่ายสินค้าทั้ง Online และ Instore มีร้านค้าจำหน่ายรวม 315 แห่ง (JB Hi-Fi จำนวน 210 สาขา และ The Good Guys จำนวน 105 สาขา) ปี 2568 มีมูลค่าตลาด 6.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ 

  • Harvey Norman Holdings เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีสัดส่วนตลาดร้อยละ 13.9 มีสำนักงานใหญ่อยู่ในนครซิดนีย์ (Homebush West) จำหน่ายสินค้า Electronics ประกอบด้วย โทรทัศน์ เครื่องเสียงและอุปกรณ์ โทรศัพท์มือถือ และ เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนรวมไปถึงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ ไฟ พรม วัสดุปูพื้นและคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ดำเนินธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์และมีสาขาในตลาดต่างประเทศ อาทิ  นิวซีแลนด์ ไอร์แลนด์ ไอร์แลนด์เหนือ Slovenia, Croatia สิงคโปร์และมาเลเซีย โดยจำหน่ายสินค้าในออสเตรเลียภายใต้ชื่อทางการค้า Harvey Norman, Domayne และ Joyce Mayne บริษัทเน้นการทำตลาดผ่านการโฆษณาสินค้าผ่านสื่อโทรทัศน์และแคตตาล็อกเพื่อสร้างรับรู้ในตราสินค้า และได้ซื้อกิจการของ Clive Peeters Group (ผู้จำหน่ายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และ Whitegoods ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญในตลาด) และกิจการของ Rick Hart (ผู้จำหน่ายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์) พร้อม Re-Brand ของทั้ง 2 กิจการเป็น  Harvey Norman นอกจากนี้ยกระดับการทำตลาดออนไลน์โดยร่วมทุนกับบริษัท Shippit ผู้ดำเนินธุรกิจ Logistic และกลายเป็นหนึ่งในผู้จำหน่ายสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่มีการพัฒนาระบบการจัดส่งสินค้าภายใน 3 ชั่วโมงในเขตเมืองใหญ่      ปี 2568 มีมูลค่าตลาด 2.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นผู้นำตลาดสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับ High-end เช่น  Curved-screen TV และ Heavy duty washing machines  

  • Bing Lee Electrics เป็นผู้เล่นรายย่อยในตลาดมีสัดส่วนตลาดร้อยละ 1.6 มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ Old Guildford รัฐ New South Wales จำหน่ายสินค้าเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค เช่น โทรทัศน์ เครื่องเสียง เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน คอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายรูปและเครื่องมือสื่อสาร โดยปรับรูปแบบธุรกิจเป็นแฟรนไชส์ ในปี 2543 และให้บริการออนไลน์ในปี 2553 ปัจจุบันมีร้านค้าปลีก 41 สาขาทั่วออสเตรเลีย

    4. ช่องทางการจัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของออสเตรเลีย

    ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของออสเตรเลียมีช่องทางการจัดจำหน่าย ได้แก่ ร้านค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำหน่ายสินค้าหลายยี่ห้อ ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ( Big W, Target และ Kmart) และร้านค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าออนไลน์ 

    ปัจจุบันร้านค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำหน่ายสินค้าหลายยี่ห้อครองตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของออสเตรเลียร้อยละ 77.1 เนื่องจากเป็นศูนย์รวมสินค้าและแบรนด์ที่หลากหลายในที่เดียวกัน เป็นการสร้างทางเลือกและเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้า ร้านค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายยี่ห้อ ได้แก่ JB Hi-Fi, Harvey Norman และ The Good Guys  

    การจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของออสเตรเลียร้อยละ 14.5 เป็นการจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่านช่องทางออนไลน์ซึ่งเป็นช่องทางที่มีการเติบโตเร็วที่สุด เนื่องจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นและความสะดวกสบายในการซื้อสินค้า ผู้ค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้าออนไลน์ เช่น Amazon, Kogan, Dick Smith และ Appliances Online กำลังเร่งขยายส่วนแบ่งทางการตลาดด้วยการนำเสนอสินค้าราคาประหยัด เพิ่มความหลากหลายของสินค้า การรับประกันและบริการคืนสินค้าและเปลี่ยนสินค้าได้ง่าย ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของออสเตรเลีย ได้แก่ Samsung Electronics, Whirlpool Corporation, Panasonic Corporation, LG Electronics, Haier, Westinghouse, Bosch, Hisense, Kelvinator, Miele, Fisher & Paykel และ Breville 

    5. การนำเข้าและการส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน

    5.1 การนำเข้า

    ปี 2567 ออสเตรเลียนำเข้าสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนมีมูลค่า 10,311 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.59 สินค้าส่วนใหญ่นำเข้าจากจีน ไทย อินโดนีเซีย เยอรมนีและเวียดนาม  มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นเกือบทุกประเทศยกเว้นการนำเข้าสินค้าจากเวียดนามที่ลดลง  

    Screenshot 2025-09-30 131143.jpg
    Screenshot 2025-09-30 131219.jpg

    ในช่วง 7 เดือนแรกปี 2568 ออสเตรเลียนำเข้าสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน มีมูลค่า 5,426.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 8.43 สินค้าส่วนใหญ่นำเข้าจากจีน ไทย เยอรมนี เวียดนาม และอินโดนีเซีย  มีการนำเข้าลดลงเกือบทุกประเทศยกเว้นการนำเข้าสินค้าจากไทย อิตาลี มาเลเซียและเกาหลีใต้ที่เพิ่มขึ้น  ออสเตรเลียลดการนำเข้าโทรทัศน์ ตู้เย็นตู้แช่ เครื่องไฟฟ้าที่ให้ความร้อน เครื่องอบผ้า เครื่องล้างจานและเครื่องโกนหนวด แต่ยังคงเพิ่มการนำเข้าเครื่องปรับอากาศ เครื่องพิมพ์ เครื่องดูดฝุ่นและเครื่องซักผ้า รายละเอียดแสดงในกราฟที่ 1 และตารางที่ 1

    ออสเตรเลียนำเข้าเครื่องปรับอากาศมีมูลค่า 763.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.07 โดยนำเข้าจากไทยมากที่สุดมีสัดส่วนตลาดร้อยละ 48.5 ของการนำเข้าเครื่องปรับอากาศทั้งหมด มีมูลค่าตลาด 369.9 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.21) รองลงมาคือจีน มาเลเซีย สหรัฐอเมริกาและนิวซีแลนด์ตามลำดับ

    การนำเข้าตู้เย็นตู้แช่จากทั่วโลก มีมูลค่า 782.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 4.82 โดยนำเข้าจากจีนมากที่สุด รองลงมาคือ ไทย อิตาลี สหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ การนำเข้าตู้เย็นตู้แช่จากไทยมีมูลค่า 106.5 ล้านเหรียญสหรัฐ มีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 13.6 และมีการนำเข้าลดลงร้อยละ 0.80 โดยเป็นการลดลงของการนำเข้าตู้เย็นที่มีช่องแช่แข็งประกอบอยู่ด้วยและเครื่องอุปกรณ์ทำความเย็นหรือทำให้เย็นจนแข็ง ในขณะที่การนำเข้าอุปกรณ์และอะไหล่ตู้เย็นตู้แช่จากไทยยังคงเพิ่มขึ้น

    ในช่วง 7 เดือนแรกปี 2568 ออสเตรเลียนำเข้าสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนโดยรวมจากไทย มีมูลค่า 642.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.60 เป็นการนำเข้าเครื่องปรับอากาศมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 57.6 รองลงมาคือ ตู้เย็น เครื่องพิมพ์ เครื่องซักผ้าตามลำดับ ออสเตรเลียนำเข้าสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนจากไทยเพิ่มขึ้นเกือบทุกรายการยกเว้นตู้เย็น ตู้แช่แข็ง เนื่องจากความต้องการซื้อสินค้าลดลง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากผู้บริโภคชะลอการซื้อสินค้าใหม่เนื่องจากอายุการใช้งานสินค้าที่ยาวนานและเครื่องโกนหนวด (ความต้องการบริโภคในประเทศลดลง) รายละเอียดแสดงในตารางที่ 2

    Screenshot 2025-09-30 131235.jpg

    5.2 การส่งออก

    ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนออสเตรเลียเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมีมูลค่าเฉลี่ยประมาณ 608 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี สินค้าส่วนใหญ่ส่งออกไปนิวซีแลนด์มากที่สุด (มีสัดส่วนร้อยละ 26 ของการส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนทั้งหมด) รองลงมาคือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ จีนและปาปัวนิวกินี 

    ในช่วง 7 เดือนแรกปี 2568 ออสเตรเลียส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน มีมูลค่า 350.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 16.49 เป็นการลดลงของสินค้าส่งออกเกือบทุกรายการยกเว้นการส่งออกเครื่องปรับอากาศที่เพิ่มขึ้น

    6. โอกาสและข้อจำกัดของสินค้าไทย

    6.1 โอกาส

  • ผู้ผลิตสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนออสเตรเลียหันไปผลิตสินค้าระดับ High-end หรือสินค้าที่เหมาะกับอุตสาหกรรมการผลิตและครัวเรือนออสเตรเลียโดยเฉพาะอาทิ สินค้าเกี่ยวกับระบบพลังงานแสงอาทิตย์ และระบบทำน้ำร้อนแบบต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันกับสินค้านำเข้าที่มีต้นทุนต่ำ เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ ทำให้สินค้านำเข้าจาก ไทย ซึ่งเป็นฐานการผลิตให้กับบริษัท Electrolux (แบรนด์ในเครือได้แก่ AEG, Dishlex, Westinghouse, Electrolux, Simpson, Chef, Kelvinator และ Zanussi )และบริษัท Fisher & Paykel ซึ่งครองตลาดเครื่องปรับอากาศและเครื่องซักผ้าที่เน้นการผลิตสินค้าเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมครองสัดส่วนตลาดได้ต่อเนื่อง

  • แผนการแก้ปัญหาขาดแคลนที่พักอาศัยของรัฐบาลโดยกระตุ้นการก่อสร้างที่พักอาศัยใหม่และขยายที่พักอาศัยใหม่สู่เขตพื้นที่รอบนอก โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนที่พักอาศัยใหม่ให้ได้ 1.2 ล้านหลังในอีก 5 ปี ภายใต้โครงการ Housing Australia Future Fund (HAFF) ริเริ่มในปี 2566 และโครงการ Help to buy เพื่อยกระดับความสามารถในการซื้อบ้านหลังแรกด้วยเงินมัดจำเพียงร้อยละ 5 ของราคาที่พักอาศัยของรัฐบาลกลาง จะเป็นแรงผลักดันการเติบโตของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในออสเตรเลีย

  • ชาวออสเตรเลียร้อยละ 86 อาศัยอยู่ในเขตเมืองใหญ่ อีกทั้ง ขนาดพื้นที่ใช้สอยในอพาร์ตเมนต์ที่สร้างใหม่โดยเฉลี่ยลดลงเหลือ 128.8 ตารางเมตร ทำให้ชาวออสเตรเลียที่อาศัยในเมืองมีพื้นที่จำกัดจึงนิยมเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอเนกประสงค์ขนาดเล็กเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ จะทำให้ความต้องการเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กขยายตัวได้ต่อเนื่อง

  • ความนิยมซื้อสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านผ่านช่องทางออนไลน์ของออสเตรเลียที่เพิ่มมากขึ้นเนื่องจากความสะดวกสบาย ราคาที่สมเหตุสมผล และความสามารถในการเปรียบเทียบราคาที่ง่าย จะเป็นโอกาสดีแก่ผู้ประกอบการไทยรายย่อยเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยการนำเสนอสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์และการทำตลาดผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย (การรีวิวสินค้าหรือการใช้งาน) ได้มากขึ้น

    6.2 ข้อจำกัด/ความท้าทาย

  • กฎหมาย Modern Slavery Act 2018 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2562 ที่กำหนดผู้ผลิตสินค้าที่มีผลประกอบการอย่างน้อย 100 ล้านเหรียญออสเตรเลียต่อปี (2.3 พันล้านบาท) ต้องรายงานการใช้แรงงานในกระบวนการผลิตและแหล่งห่วงโซ่อุปทาน มีผลให้โรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องใช้อะไหล่และอุปกรณ์ที่ผลิตในประเทศเลือกนำเข้าจากแหล่งผลิตที่มีการจ้างงานภายใต้กฎหมาย Modern Slavery Act 2018

  • ภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูงขึ้นจำกัดความสามารถในการซื้อสินค้าระดับ High-end โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่คำนึงถึงราคา ทำให้ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าพรีเมี่ยมและอุปกรณ์อัจริยะถือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ส่งผลให้การเติบโตชะลอตัวลง 

  • ความกังวลถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากอัตราการรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ยังคงต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ ทำให้เกิดปัญหาการจัดการสู่ความยั่งยืนของการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในออสเตรเลีย

  • พัฒนาการทางเทคโนโลยีที่สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะและประหยัดพลังงาน ทำให้วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์สั้นลงและมีความล้าสมัยอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ เนื่องจากกังวลว่าผลิตภัณฑ์ที่ซื้ออาจล้าสมัยในช่วงเวลาสั้นๆ ทำให้กระบวนการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ของครัวเรือนใช้เวลานานขึ้น แม้ว่าผู้ผลิตจะแก้ปัญหาด้วยบริการหลังการขายระยะยาว แต่ภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ที่ล้าสมัยอย่างรวดเร็วบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค  

    7. มาตรฐานที่เกี่ยวข้องและระเบียบการนำเข้า

สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนออสเตรเลียมีภาษีนำเข้าเป็นศูนย์ ภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรี Thailand -Australia Free Trade Agreement (TAFTA) อย่างไรก็ตาม สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า (ประกอบด้วย ตู้เย็น ตู้แช่ เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า เครื่องล้างจานและเครื่องปรับอากาศ) ที่นำเข้ามาจำหน่ายในออสเตรเลียต้องเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย Electrical Safety Standards และฉลากประหยัดพลังงาน (Energy Efficiency Labelling) ประกอบด้วย

  • Equipment Energy Efficiency Program (E3) ซึ่งประกอบด้วย Energy Rating Labels (ฉลากแสดงอัตราการประหยัดพลังงาน) และ Minimum Energy Performance Standard (MEPs) ตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการประหยัดพลังงานและการรักษาสิ่งแวดล้อม  

  • มาตรฐานการประหยัดน้ำ Water Efficiency Labelling and Standard Scheme แสดงประสิทธิภาพการใช้น้ำซึ่งใช้ควบคุมสินค้าประเภทเครื่องซักผ้าและเครื่องล้างจาน

สินค้าบางประเภทมีมาตรฐานกำหนดบังคับใช้โดยเฉพาะ เช่น สินค้าประเภท ตู้เย็น ตู้แช่ ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน AS/NZS 4474 เครื่องซักผ้าต้องเป็นไปตามมาตรฐาน AS/NZS 2040 เครื่องปั่นแห้งต้องเป็นไปตามมาตรฐาน AS/NZS 2442 เครื่องล้างจานต้องเป็นไปตามมาตรฐาน AS/NZS 2007 และ สินค้าประเภท Electric water heater ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน AS/NZS 1056 ผู้ประกอบการควรตรวจสอบมาตรฐานเฉพาะของสินค้ากับหน่วยงานที่ดูแล เช่น Australian Competition and Consumer Commission (ACCC) หรือ Department of Industry, Science and Resources

8. ข้อเสนอแนะและแนวทางในการขยายตลาด

  • ไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าให้แก่แบรนด์สินค้ารายใหญ่ที่ครองตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ในออสเตรเลียเช่น เครื่องปรับอากาศ Electrolux เครื่องซักผ้า/เครื่องอบ ของ Fisher and Paykel จึงทำให้ทิศทางการผลิตและการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งปัจจุบันความยั่งยืนและประสิทธิภาพการใช้พลังงานเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของตลาด การประชาสัมพันธ์สินค้าและเทคโนโลยีการใช้งาน ผ่านงานแสดงสินค้าที่จัดในออสเตรเลีย เช่น งานแสดงสินค้า Air-Condition, Refrigeration Building Service Exhibition (ARBS) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 -7 พฤษภาคม 2569 ที่ศูนย์แสดงสินค้า Melbourne Convention and Exhibition Centre (MCEC) นครเมลเบิร์นเพื่อตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์ สร้างความเชื่อมั่นและรักษาส่วนแบ่งตลาดในออสเตรเลียยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง 

  • ผู้ประกอบการเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ไทยรายย่อยที่ต้องการเข้ามาทำตลาดในออสเตรเลียจำเป็นอย่างยิ่งในการศึกษาทิศทางตลาดเป้าหมาย กำหนดตำแหน่งของสินค้าอย่างชัดเจน เพื่อเป็นจุดขายที่แตกต่างจากคู่แข่ง เช่น จีนเน้นขายตลาด Mass ไม่จำเป็นต้องมีบริการหลังการขาย หากสินค้าเสียหาย/ใช้การไม่ได้ผู้ซื้อเลือกที่จะซื้อใหม่แทนการซ่อมเนื่องจากราคาถูก

    สำหรับสินค้าไทยซึ่งไม่สามารถแข่งด้านราคาได้ จึงควรสร้างการระลึกรู้เกี่ยวกับการมีอยู่ของผลิตภัณฑ์ในตลาดเพื่อสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักเป็นอันดับแรก เจาะตลาดกลุ่มเฉพาะ อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กที่มีเทคโนโลยีหรือการใช้งานที่หลากหลาย ประหยัดพื้นที่ใช้สอย ตอบโจทย์ผู้อาศัยในเขตเมืองใหญ่ เน้นคุณภาพ เทคโนโลยีที่ทันสมัย มีมาตรฐานสูงระดับสากล เน้นบริการติดตั้งและบริการหลังการขายโดยจัดตั้งศูนย์บริการในพื้นที่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและซื่อสัตย์ในตราสินค้า รวมถึงการสืบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสินค้าได้เพื่อความโปร่งใส ตลอดจนการสร้างโอกาสในการนำเสนอสินค้าให้กับผู้ค้าปลีกและค้าส่งในออสเตรเลียผ่านงานแสดงสินค้า ARBS เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ควรพิจารณา 

    ..........................................................................................

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์

    กันยายน 2568

    แหล่งที่มา :

    Euromonitor

    IBISWorld

 

รายงานตลาดสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนออสเตรเลีย 2025.pdf
Share :
Instagram