
เทรนด์อาหาร “เผ็ดจัด” กลับมาบูมในญี่ปุ่น
กระแสอาหารรส “เผ็ดจัด” ในญี่ปุ่นมักเกิดขึ้นทุกๆ 10-20 ปี โดยขณะนี้ถือเป็นการกลับมาของเทรนด์อาหารรสเผ็ดอีกครั้ง โดยจากการสำรวจของ Guruvani ซึ่งเป็นเว็บไซต์จองร้านอาหารในญี่ปุ่น พบว่าในอดีตผู้บริโภคในญี่ปุ่นมันนิยมรับประทานอาหารรสเผ็ดในฤดูร้อน แต่ในปัจจุบัน พฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมอาหารรสเผ็ดไม่ได้ขึ้นอยู่กับฤดูกาลอีกต่อไป โดยปัจจุบันนี้อาหารรสเผ็ดจัดเป็นที่นิยมตลอดทั้งปี ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้อาหารรสเผ็ดเป็นที่นิยม ได้แก่ กลุ่มผู้บริโภคที่ชอบทานเผ็ดเป็นทุนเดิม การทานเผ็ดเพื่อคลายเครียด การสร้างคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ แนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคสินค้าใหม่ๆ ที่วางจำหน่ายในฤดูใบไม้ผลิไม่ได้เน้นแค่ “ความเผ็ด” เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการผสมผสานกับความอร่อย “อูมามิ” ให้เข้ากันกับความเผ็ดได้อย่างลงตัว รวมถึงการจับคู่รสเผ็ดกับรสเปรี้ยวและรสหวานมากขึ้น เช่น Nissin Foods ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรายใหญ่ของญี่ปุ่นได้เปิดตัวสินค้าใหม่ที่เป็นรสต้มยำกุ้ง รสพริกสไตล์เกาหลี เป็นต้น นอกจากนี้ อาหารที่วางจำหน่ายยังมีรสหมาล่าที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในญี่ปุ่นในช่วงที่ผ่านมา

ผักแช่แข็งมาแรง ญี่ปุ่นนำเข้ามากขึ้นต่อเนื่อง
นอกจากเทรนด์อาหารรสเผ็ดจัดที่กลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง อีกหนึ่งเทรนด์อาหารที่สำคัญ คือ ญี่ปุ่นนำเข้าผักแช่แข็งมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลพวงจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ส่งผลให้ผลผลิตผักภายในประเทศไม่แน่นอน จึงมีความต้องการสินค้าทดแทนผักสดที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ผักแช่แข็งยังสะดวกสำหรับการปรุงอาหารที่ช่วยประหยัดเวลา ทั้งการบริโภคในครัวเรือนและการใช้เป็นวัตถุดิบในธุรกิจร้านอาหาร โดยผักแช่แข็งที่เป็นที่นิยมในตลาดญี่ปุ่น ได้แก่ มันฝรั่ง บรอกโคลี ผักโขม และถั่วแระญี่ปุ่น (เอดามาเมะ) ทั้งนี้ ปัจจุบันผักแช่แข็งที่วางจำหน่ายในญี่ปุ่นกว่าร้อยละ 90 เป็นสินค้านำเข้าโดยส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากจีน อย่างไรก็ตาม ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผักนำเข้าราคาไม่ต่างจากผักที่ปลูกในญี่ปุ่นมากนัก ส่งผลให้ผู้ผลิตในญี่ปุ่นเริ่มนำผักที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น รูปร่างไม่สวยงาม มาผลิตเป็นผักแช่แข็งมากขึ้น
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
เทรนด์กระแสนิยมอาหารรสเผ็ดจัด รวมถึงผักแช่แข็งในญี่ปุ่นถือเป็นโอกาสสำหรับสินค้าอาหารของไทยที่มีศักยภาพในการต่อยอดขยายตลาดเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น แม้ว่ากระแสความนิยมอาหารรสเผ็ดในญี่ปุ่นจะมี “หมาล่า” เป็นสินค้ายอดนิยม แต่ก็ส่งผลให้ผู้บริโภคญี่ปุ่นมีความคุ้นเคยและสามารถบริโภคอาหารรสเผ็ดได้มากขึ้น ส่งผลต่อความนิยมในอาหารไทยและเครื่องปรุงรสของไทยที่มีรสเผ็ดให้เป็นที่ต้องการบริโภคมากขึ้นตามไปด้วย โดยข้อมูลจาก Nissin Foods ระบุว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการนำเข้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากนานาชาติเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 150 โดยส่วนหนึ่งเป็นสินค้าแบรนด์ไทย นอกจากนี้ ในส่วนของผักแช่แข็ง ไทยส่งออกผักแช่แข็ง อาทิ ถั่วแระญี่ปุ่น (เอดามาเมะ) ถั่วแขกมายังญี่ปุ่น เป็นต้น ถือเป็นส่วนหนึ่งในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปที่ตอบโจทย์ความต้องการอาหารของตลาดญี่ปุ่น และเป็นโอกาสที่จะพัฒนาสินค้าผักแช่แข็งอื่นๆ ที่จะเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นเพิ่มเติมต่อไป
ข้อคิดเห็น / ข้อเสนอแนะของ สคต. (สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ)
การส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารมายังญี่ปุ่นมี “เงื่อนไขสำคัญ” โดยต้องมีมาตรฐานตามกฎหมายของ Ministry of Health, Labour and Welfare ของญี่ปุ่น อาทิ มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร (Food Sanitation Act) การผ่านการตรวจสารตกค้าง (pesticides/additives) ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) การติดฉลากภาษาญี่ปุ่นครบถ้วน รวมถึงความสามารถในการจัดส่งสินค้าอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพสินค้าให้เป็นไปตามข้อกำหนดของญี่ปุ่น ตลอดจนการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะเป็นการสร้างมูลค่าให้กับสินค้าไทยที่จะส่งมาตลาดญี่ปุ่นได้อีกทางหนึ่งด้วย
สำหรับแนวทางการส่งเสริมสินค้าอาหารของไทยให้ตอบโจทย์กลุ่มสินค้ารสเผ็ดจัด สินค้าไทยที่มีศักยภาพในตลาดญี่ปุ่น ได้แก่ ชุดปรุงอาหาร (Cooking kits) อาหารสำเร็จรูป/กึ่งสำเร็จรูป เช่น ชุดเครื่องแกงต้มยำ เครื่องปรุงรสผัดกะเพรา รวมถึงเครื่องปรุงรสต่างๆ โดยมีปัจจัยสำคัญในการแข่งขันกับสินค้าอาหารรสเผ็ดจากตลาดอื่นๆ ประกอบด้วย การปรับรสชาติให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าชาวญี่ปุ่นที่ชอบทานอาหารเน้นรสเค็มเป็นหลัก รวมถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ตรงใจชาวญี่ปุ่นที่ชอบความกะทัดรัด เป็นต้น สำหรับสินค้าผักแช่แข็ง ควรเน้นความสะดวกในการใช้งาน เช่น ผักที่ล้างและหั่นสำเร็จพร้อมใช้ เป็นต้น นอกจากนี้ ความต้องการผักแช่แข็งในญี่ปุ่นร้อยละ 80-90 อยู่ในกลุ่มตลาดลูกค้าธุรกิจ เช่น ร้านอาหาร กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร รวมถึงบริการอาหารและที่พัก (Food service/HoReCa) อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไทยควรออกแบบสินค้าให้ครอบคลุมถึงตลาดค้าปลีก (Retail) ทั้งในด้านขนาด ปริมาณ และบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมกับการใช้งาน ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสให้สินค้าผักแช่แข็งของไทยให้เป็นที่รู้จักในตลาดญี่ปุ่นได้อย่างกว้างขวางและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
แปลและเรียบเรียงจาก
หนังสือพิมพ์ The Japan Food Journal วันที่ 6 เมษายน 2569
Nikkei Shimbun วันที่ 7 เมษายน 2569