fb
Summer Davos 2026: พลิกมุมมอง ‘China Shock 2.0’ สู่โอกาสใหม่เศรษฐกิจโลก
โดย
Boochita
ลงเมื่อ 29 มิถุนายน 2569 14:52
สคต. ณ เมืองชิงต่าว (จีน) (TTC, Qingdao (China))
3
1

การประชุม World Economic Forum (WEF) Annual Meeting of the New Champions ครั้งที่ 17 หรือที่รู้จักในนาม Summer Davos 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 23 - 25 มิถุนายน 2569 ภายใต้หัวข้อ Innovating at Scale” หรือการขยายผลนวัตกรรมในวงกว้าง มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,700 คน จากกว่า 90 ประเทศและภูมิภาค เป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็น จะสร้างนวัตกรรมอย่างไร” และ จะทำอย่างไรให้นวัตกรรมสามารถสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้จริง” โดยจีนซึ่งกำลังผลักดันการบูรณาการนวัตกรรมเข้ากับเศรษฐกิจภาคจริง ได้กลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการเปลี่ยนผ่านนี้

ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการขยายผลนวัตกรรมให้สามารถสร้างงานที่มีคุณภาพ เสริมสร้างเศรษฐกิจ และเปิดโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ โดยประเด็นหลักของการประชุมในปีนี้ครอบคลุมคำถามสำคัญ ด้าน ได้แก่ (1) การเปลี่ยนแปลงของการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทาน (2) บทต่อไปของการพัฒนาเศรษฐกิจจีน (3) การนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในเศรษฐกิจจริง (4) การสร้างงานสำหรับคนรุ่นใหม่ และ (5) การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในฐานะแหล่งสร้างความสามารถในการแข่งขัน

 

วิสัยทัศน์ของผู้นำระดับสูง

นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ขึ้นกล่าวในพิธีเปิดการประชุมว่า การพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม คือกุญแจสำคัญต่อความยืดหยุ่นและการเติบโตอย่างมั่นคงของเศรษฐกิจจีนในระยะยาว เขาระบุว่า ตลอดกระบวนการพัฒนานวัตกรรมในระยะยาว จีนได้สร้างรูปแบบการพัฒนาที่ใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีเป็นตัวนำการยกระดับอุตสาหกรรม และการยกระดับอุตสาหกรรมก็ผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยีในรุ่นต่อไป

1.png

 

ในด้านการขยายผลนวัตกรรมสู่การประยุกต์ใช้จริง อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของนวัตกรรมในหลายกรณี ไม่ใช่การคิดค้นในห้องปฏิบัติการ แต่คือการก้าวข้ามผ่านออกไปสู่ตลาด จีนมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรม แต่สิ่งที่ทำให้จีนได้เปรียบคือ ตลาดภายในประเทศที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งเปิดโอกาสให้เทคโนโลยีใหม่สามารถนำไปทดลองและประยุกต์ใช้ได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) และรถยนต์อัจฉริยะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของจีน เติบโตอย่างรวดเร็วจากความก้าวหน้าในด้านวัสดุใหม่ แบตเตอรี่ และเทคโนโลยีการสื่อสาร ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าจีนไม่ได้มาจากเงินอุดหนุนของรัฐบาล แต่มาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี”เขาเสริมว่าศักยภาพด้านนวัตกรรมของจีนเป็นผลจากการลงทุนสร้างขีดความสามารถของตนเองอย่างต่อเนื่อง การทำงานอย่างหนักและระบบนิเวศนวัตกรรมที่แข็งแกร่ง

ก่อนการประชุม Summer Davos เพียงไม่นาน WEF ยังได้ประกาศเพิ่มโรงงานอีก 16 แห่ง เข้าเป็นสมาชิก Global Lighthouse Network ซึ่งยกย่องโรงงานที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่างโดดเด่น โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งตั้งอยู่ในประเทศจีนครอบคลุมตั้งแต่การต่อเรือจนถึงโลจิสติกส์อัจฉริยะ ทั้งนี้ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจีน ฉบับที่ 15 (ค.ศ. 2026–2030) จีนยังให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมและการประยุกต์ใช้ เพื่อเปลี่ยนเทคโนโลยีล้ำสมัยให้เป็นผลผลิตทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

Andrew D. Maynard ศาสตราจารย์จาก Arizona State University กล่าวว่า จีนมีข้อได้เปรียบอย่างมากในการทดลองและพัฒนาฮาร์ดแวร์ และนวัตกรรมของจีนกำลังก้าวหน้าเร็วกว่ายุโรปและอเมริกาเหนือ”

Jonas Prising ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ManpowerGroup กล่าวว่าสภาพแวดล้อมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของจีนน่าประทับใจอย่างมาก โดยเขากล่าวว่า คนจีนมีทัศนคติเชิงบวกต่อ AI มากกว่า ผู้คนคุ้นเคยกับการใช้ WeChat, Alipay และเทคโนโลยีต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน และตอนนี้กำลังเห็นการประยุกต์ใช้ในชีวิตการทำงานด้วย”

Yu Feng ประธานบริษัท Honeywell China กล่าวว่า ท่ามกลางความปั่นป่วนของโลก จีนเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีตลาดภายในที่เป็นเอกภาพและมีเสถียรภาพสูง” เขามองว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจีน ฉบับที่ 15 จะสร้างโอกาสในหลายอุตสาหกรรม เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ การต่อเรือ และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

 

แนวคิด “China Shock 2.0” เมื่อขีดความสามารถด้านนวัตกรรมของจีนเติบโตขึ้น ความก้าวหน้าของจีนจึงเป็นแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลก หรือหลายฝ่ายใช้คำว่า “China Opportunity 2.0” เพื่อสื่อว่าจีนกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก ที่เปิดกว้าง ครอบคลุม และขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสมากกว่าจะเป็นภัยคุกคาม นายหลี่ เฉียง กล่าวว่าสำหรับภาคธุรกิจทั่วโลก China Opportunity 2.0 หมายถึงโอกาสในการได้รับประโยชน์จากนวัตกรรมของจีน และการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยในปี 2568 มีบริษัทต่างชาติด้านวิจัยเทคโนโลยีและบริการทางเทคนิคจัดตั้งใหม่ในจีน 14,000 แห่งเพิ่มขึ้น 27.2% จากปีก่อน 

ปัญญาประดิษฐ์ของจีนเติบโตแบบก้าวกระโดด การลงทุนด้านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ทำให้เทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ และโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว นายหลี่ เฉียง กล่าวว่า ภาคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของจีนกำลังเติบโตแบบ “ก้าวกระโดด” (Explosive Growth) ภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models) ของจีนมีการใช้โทเคนรวม มากกว่า 100 ล้านล้านโทเคนต่อวัน อยู่ในระดับสูงที่สุดของโลก นายกรัฐมนตรีจีนยังให้คำมั่นว่า จีนจะเดินหน้าส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านธรรมาภิบาล AIแม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านนวัตกรรมอย่างมาก แต่ก็สร้างความเสี่ยง เช่น เทคโนโลยีที่ควบคุมไม่ได้ ปัญหาด้านจริยธรรม ความเสี่ยงด้านการกำกับดูแล และปิดท้ายว่า จีนจะมีส่วนร่วมในการกำกับดูแล AI และเทคโนโลยีอื่น ๆ ในระดับโลกอย่างมีความรับผิดชอบและสร้างสรรค์ ร่วมมือกับทุกฝ่ายในการปรับปรุงกฎเกณฑ์ เสริมสร้างการกำกับดูแล และบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ”

 

2.png

 

นวัตกรรมในหัวข้อภายใต้การประชุม

AI Plus ถูกยกให้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของจีนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยจีนไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการพัฒนาโมเดล AI ขนาดใหญ่ แต่ให้ความสำคัญกับการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในภาคเศรษฐกิจจริงอย่างกว้างขวาง ทั้งในภาคการผลิต การแพทย์ โลจิสติกส์ พลังงาน การศึกษา และบริการสาธารณะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างผลิตภาพใหม่ให้กับเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น การใช้ AI ในโรงงานอัจฉริยะเพื่อควบคุมกระบวนการผลิตและบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) การใช้ AI วิเคราะห์ภาพทางการแพทย์และช่วยวินิจฉัยโรค การใช้ AI ร่วมกับโดรนและระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง การบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะและศูนย์ข้อมูล (Data Centers) เพื่อรองรับการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนการประยุกต์ใช้ AI ในภาคการศึกษาและบริการภาครัฐ นอกจากนี้ จีนยังเน้นการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการนำ AI ไปใช้จริง ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การขยายศูนย์ข้อมูล การพัฒนาบุคลากร และการกำกับดูแล AI (AI Governance) ควบคู่กัน เพื่อให้ AI กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในระยะยาว มากกว่าจะเป็นเพียงเทคโนโลยีที่อยู่ในห้องปฏิบัติการเท่านั้น

เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (Low-altitude Economy) เป็นหนึ่งในนวัตกรรมและอุตสาหกรรมที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในการประชุม Summer Davos 2026 โดยในรายงานการดำเนินงานของรัฐบาลจีนประจำปี 2026 รัฐบาลจีนได้กำหนดให้เป็น “อุตสาหกรรมเสาหลักเกิดใหม่ (Emerging Pillar Industry) ควบคู่กับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น วงจรรวม (Integrated Circuits) และอุตสาหกรรมอวกาศ สะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังว่าเเศรษฐกิจการบินระดับต่ำจะเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจจีนในระยะยาว ครอบคลุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ดำเนินการในน่านฟ้าระดับต่ำ เช่น โดรน (Drone/UAV) เครื่องบินไฟฟ้าขึ้นลงแนวดิ่ง (eVTOL) หรือแท็กซี่บิน (Air Taxi) การขนส่งสินค้า การตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐาน การเกษตรอัจฉริยะ และบริการด้านความปลอดภัย โดยอาศัยการบูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบสื่อสาร การผลิตขั้นสูง พลังงานใหม่ และห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์เข้าด้วยกัน ตัวอย่างการใช้งานจริงที่ถูกนำเสนอในงาน ได้แก่ การใช้โดรนส่งสินค้าไปยังเรือที่กำลังแล่นในแม่น้ำแยงซี ซึ่งสามารถระบุตำแหน่งและติดตามเรือที่กำลังเคลื่อนที่ได้อย่างแม่นยำ อย่างไรก็ตาม แม้เทคโนโลยีจะมีความพร้อมแล้ว แต่การนำไปใช้เชิงพาณิชย์ในวงกว้าง โดยเฉพาะบริการแท็กซี่บิน ยังต้องอาศัยการพัฒนาระบบนิเวศที่ครบวงจร ทั้งการบริหารจัดการน่านฟ้า โครงสร้างพื้นฐานสำหรับการขึ้นลง ระบบดิจิทัล และกฎระเบียบด้านความปลอดภัย ทั้งนี้ ตลาดเศรษฐกิจระดับความสูงต่ำของจีนมีมูลค่าประมาณ 1.5 ล้านล้านหยวน ในปี พ.ศ. 2568 และคาดว่าจะขยายตัวเป็น 3.5 ล้านล้านหยวน ภายในปี พ.ศ. 2578 สะท้อนถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมนี้ในการเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจจีนในอนาคต

 

ความคิดเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว

           การประชุม  Summer Davos ที่จัดขึ้นในครั้งนี้มีจดมุ่งหมายที่ชัดเจนในการสร้างความร่วมมือกับผู้นำและผู้ประกอบการนานาชาติในระดับสูง การต่อขยายในทุกภาคส่วนของเทคโนโลยีเพื่อสร้างความก้าวหน้าอย่างไม่สิ้นสุดของปัญญาประดิษฐ์ อุตสาหกรรมเสาหลักเกิดใหม่อย่างเทคโนโลยีสำหรับการคมนาคมขนส่งอย่างเศรษฐกิจการบินระดับต่ำเป็นเรื่องที่ท้าทายและเป็นที่จับตาจากทั่วโลก โดยประเด็นสำคัญของการประชุมไม่ได้อยู่ที่การนำเสนอเทคโนโลยีใหม่เพียงอย่างเดียว แต่เน้นการผลักดันให้นวัตกรรมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในภาคเศรษฐกิจจริง ยังสะท้อนความพยายามของจีนในการส่งเสริมความร่วมมือพหุภาคี และผลักดันให้การพัฒนาเทคโนโลยีเป็นโอกาสร่วมของประชาคมโลก มากกว่าการแข่งขันเชิงเผชิญหน้าระหว่างประเทศ ส่งผลให้การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของจีน แต่ยังมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายด้านนวัตกรรม การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจของหลายประเทศในอนาคต

 

ที่มา:

https://capitalfm.africa/summer-davos-turns-spotlight-on-chinas-innovation-led-path-amid-global-uncertainties/

https://www.weforum.org/meetings/annual-meeting-of-the-new-champions-2026/

https://www.weforum.org/stories/2026/06/summer-davos-2026-special-address-by-kim-minseok-prime-minister-of-the-republic-of-korea/

https://www.weforum.org/stories/2026/06/summer-davos-china-opportunity-scale-insights-amnc/

ที่มาภาพ:www.weforum.org

Share :
Instagram