
รัฐบาลโปแลนด์เริ่มดำเนินการยกระดับความเข้มงวดของปริมาณสารตกค้างในผักผลไม้นำเข้าเพื่อสวัสดิภาพ และความปลอดภัยของผู้บริโภคภายในประเทศ และเตรียมรับผลกระทบจากสินค้าเกษตรและอาหารทะลักจากกลุ่มสมาชิกเมอร์โคซูร์ หลังจากความตกลง FTA อียู-เมอร์โคซูร์ มีผลใช้บังคับ
กระทรวงเกษตรของโปแลนด์เตรียมออกระเบียบภายในประเทศ ห้ามมิให้สินค้าผักผลไม้ที่มีปริมาณสารปราบศัตรูพืชที่ไม่ได้รับอนุญาตตกค้างเกินปริมาณสูงสุดที่กำหนดหรือ Maximum Residue Levels (MRL) จำนวน 4 ชนิด ได้แก่ เมทิลไทโอฟาเนต คาร์เบนดาไซม์ เบโนมิล และกลูโฟไซแนท ซึ่งสารเหล่านี้ ไม่อนุญาตให้ใช้ในสหภาพยุโรปมานานหลายปีแล้ว แต่ยังคงพบได้ในอาหารที่นำเข้าสู่โปแลนด์ แม้ว่าระเบียบใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้เป็นการชั่วคราว แต่มีความเป็นไปได้ที่ยืดระยะเวลาบังคับออกไป โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะเป็นผู้ออกระเบียบภายใต้กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยด้านอาหารและโภชนาการ (Food and Nutrition Safety Act)
มาตรการข้างต้นครอบคลุมผักผลไม้นำเข้าจากประเทศที่สามกว่า 70 รายการ อาทิ ส้ม ส้มโอ มะนาว แอปเปิ้ล สาลี่ องุ่น มะม่วง มะละกอ มะเขือเทศ มะเขือม่วง และกลุ่มธัญพืชต่างๆ และแน่นอนว่า เมื่อระเบียบมีผลบังคับใช้ ผักผลไม้ยอดนิยมหลายรายการอาจหายไปจากตลาดโปแลนด์ โดยเฉพาะ ส้ม องุ่น มะม่วง และมะละกอ ที่มักมีการตรวจพบสารตกค้างของสารกำจัดศัตรูพืชต้องห้ามบ่อยที่สุด
ข้อมูลเพิ่มเติม/ข้อคิดเห็นของสคต. วอร์ซอ
โปแลนด์เริ่มออกมาตรการเพื่อคุ้มครองสุขอนามัยของผู้บริโภคภายในประเทศตนเอง ก่อนที่สหภาพยุโรปจะสามารถออกเป็นกฎระเบียบกลางได้ ถึงแม้ว่า มาตรการด้านความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหารในขณะนี้ จะพุ่งเป้าไปที่สินค้าอาหารนำเข้าจากกลุ่มประเทศเมอร์โคซูร์ แต่อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตการส่งออกสินค้าผักผลไม้จากไทยมายังโปแลนด์และสหภาพยุโรปอื่นๆ เมื่อการเจรจา FTA ไทย-อียู สามารถสรุปผลได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ และมีการเปิดตลาดสินค้าให้แก่กัน หากไทยไม่เข้มงวดในปริมาณสารต้องห้ามตกค้างในสินค้าเกษตรและอาหารที่ส่งออกมายังสหภาพยุโรป ก็จะมีความเสี่ยงที่จะถูกห้ามนำเข้า หรือให้ถอนสินค้าออกจากตลาด
ที่มา: Tygodnik-rolniczy.pl