
เนื้อข่าว
ผู้ส่งออกสินค้าเกษตรของเวียดนามกำลังเร่งปรับปรุงข้อมูลการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ และเอกสารการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการบังคับใช้มาตรการกำกับการนำเข้าฉบับปรับปรุงของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีแนวโน้มยกระดับความเข้มงวดด้านการกำกับดูแลต่อผู้ประกอบการต่างชาติในห่วงโซ่อุปทานสินค้าอาหารนำเข้า โดยมาตรการดังกล่าวมีกำหนดมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมของเวียดนาม (Ministry of Agriculture and Environment) ได้จัดการชี้แจงเชิงนโยบายเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ต่อภาคเอกชนและองค์กรภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับกฤษฎีกาหมายเลข 280 (Decree 280) ซึ่งออกโดยสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (General Administration of Customs of China: GACC) โดยมีสาระสำคัญมุ่งเสริมสร้างความเข้มงวดของกรอบการกำกับดูแล ต่อผู้ประกอบการต่างประเทศที่ส่งออกสินค้าอาหารเข้าสู่ตลาดจีนอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ระเบียบฉบับปรับปรุงดังกล่าวมีสาระสำคัญในการแก้ไขและแทนที่บทบัญญัติบางประการของกฤษฎีกาหมายเลข 248 ซึ่งเป็นกรอบกฎหมายที่ใช้กำกับดูแลการขึ้นทะเบียนผู้ส่งออกสินค้าอาหารจากต่างประเทศ (Foreign Food Exporter Registration Regime) ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา โดยในระยะปัจจุบัน ผู้ประกอบการเวียดนามจำนวนมากกำลังเข้าสู่ช่วงครบกำหนดอายุการขึ้นทะเบียนรอบแรก ซึ่งมีระยะเวลา 5 ปี และมีภาระต้องดำเนินการต่ออายุการขึ้นทะเบียน ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามระเบียบฉบับใหม่ดังกล่าว ทั้งนี้ ระเบียบใหม่ยังได้ขยายขอบเขตของกลุ่มสินค้าที่อยู่ภายใต้ข้อบังคับการขึ้นทะเบียนให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการยกระดับความเข้มงวดของข้อกำหนดด้านเอกสาร และมาตรฐานระบบบริหารจัดการความปลอดภัยอาหาร เพื่อให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติด้านการกำกับดูแลความปลอดภัยอาหารระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น
ตามข้อมูลจากสำนักงานมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชของเวียดนาม (Vietnam Sanitary and Phytosanitary Office) ระบุว่า ปัจจุบันมีรายการสินค้าอยู่ภายใต้บัญชีการกำกับดูแลเฉพาะของจีน (Special Management List) รวมทั้งสิ้น 2,589 กลุ่มสินค้า โดยผู้ส่งออกสินค้าดังกล่าวมีหน้าที่ต้องดำเนินกระบวนการขึ้นทะเบียนผ่านหน่วยงานผู้มีอำนาจของเวียดนามก่อน จึงจะสามารถยื่นขอรับการรับรองและอนุมัติจากหน่วยงานศุลกากรจีนได้ ขณะที่สินค้าประเภทอื่นสามารถดำเนินการขึ้นทะเบียนโดยตรงผ่านระบบ China Import Food Enterprise Registration (CIFER) ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สำนักงานศุลกากรจีนใช้ในการบริหารจัดการและกำกับดูแลผู้ประกอบการต่างประเทศ ทั้งนี้ ภายใต้กรอบระยะเวลาการใช้บังคับระเบียบใหม่ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ภาคธุรกิจจึงมีช่วงระยะเวลาเตรียมความพร้อม ประมาณ 2 เดือนครึ่ง เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามข้อกำหนดด้านกระบวนการและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนและสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ในประเด็นดังกล่าว นาย Nguyen Quy Duong รองอธิบดีกรมการผลิตพืชและการคุ้มครองพืช (Department of Crop Production and Plant Protection) ได้เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการส่งออกดำเนินการทบทวนและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลการขึ้นทะเบียน และเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างรัดกุม เพื่อบริหารความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของกระแสการส่งออก โดยระบุว่า หากผู้ประกอบการไม่สามารถปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนด อาจส่งผลให้การส่งออกสินค้าไปยังตลาดจีนเผชิญข้อจำกัดด้านกระบวนการ รวมถึงความล่าช้าในขั้นตอนทางการค้าและพิธีการศุลกากรได้
ทั้งนี้ จีนยังคงเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญที่สุดของเวียดนาม โดยเฉพาะสินค้าประเภทผลไม้ พริกไทย เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และกาแฟ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านการนำเข้าในตลาดดังกล่าวจึงมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้ส่งออกของเวียดนาม อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการปรับปรุงข้อมูลการขึ้นทะเบียน ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งกำลังเผชิญกับอุปสรรคในเชิงปฏิบัติหลายประการ เช่น ความไม่สอดคล้องของข้อมูลระหว่างระบบการขึ้นทะเบียนของจีนกับข้อมูลทะเบียนธุรกิจที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ภายหลังการปรับโครงสร้างทางปกครองของเวียดนาม ตลอดจนความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานะการพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนที่ได้ยื่นไว้ภายใต้ระเบียบฉบับเดิม เมื่อกฤษฎีกาฉบับใหม่มีผลบังคับใช้
ในส่วนของภาคอุตสาหกรรม นาย Le Viet Anh เลขาธิการสมาคมพริกไทยและเครื่องเทศเวียดนาม (Vietnam Pepper and Spice Association) เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการส่งออกบางรายกำลังเผชิญความล่าช้าในกระบวนการตรวจปล่อยสินค้าทางศุลกากร อันเนื่องมาจากข้อมูลการขึ้นทะเบียนในระบบ China Import Food Enterprise Registration (CIFER) ยังคงปรากฏที่อยู่เดิมของบริษัทตามข้อมูลทะเบียนธุรกิจ ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อมูลทะเบียนนิติบุคคลที่ได้รับการปรับปรุงภายหลังการปรับโครงสร้างเขตการปกครองระดับจังหวัดและอำเภอของเวียดนาม ขณะเดียวกัน นาย Ngo Xuan Nam รองหัวหน้าสำนักงานมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชของเวียดนาม ได้เน้นย้ำให้ผู้ส่งออกดำเนินการตรวจสอบความสอดคล้องของข้อมูลบริษัทในเอกสารทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการขึ้นทะเบียน เอกสารใบขนสินค้าศุลกากรหรือฉลากสินค้า เนื่องจากความไม่สอดคล้องของข้อมูลดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความล่าช้าในกระบวนการตรวจปล่อยสินค้า หรือถูกปฏิเสธการนำเข้า ในขั้นตอนพิธีการศุลกากรได้
นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังระบุว่า ปัจจัยความผิดพลาดที่พบบ่อยซึ่งส่งผลให้คำขอขึ้นทะเบียนของผู้ประกอบการไม่ได้รับการอนุมัติ ได้แก่ การจัดทำระบบบริหารจัดการความปลอดภัยอาหารที่ไม่สมบูรณ์หรือไม่เป็นไปตามข้อกำหนด เช่น ระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดควบคุมวิกฤต (Hazard Analysis and Critical Control Points: HACCP) การจำแนกพิกัดอัตราศุลกากร หรือการระบุรหัสการตรวจสอบและกักกันสินค้า (China Inspection and Quarantine Code: CIQ Code) ที่ไม่ถูกต้อง ตลอดจนการนำส่งเอกสารประกอบไม่ครบถ้วนผ่านระบบ China Import Food Enterprise Registration (CIFER) ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐจึงมีข้อเสนอแนะให้ผู้ประกอบการดำเนินการทบทวนและตรวจสอบความครบถ้วนของคำขอขึ้นทะเบียนอย่างละเอียดก่อนการยื่นคำขอ เพื่อป้องกันความจำเป็นในการแก้ไขหรือยื่นเอกสารเพิ่มเติมหลายครั้ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระยะเวลาการพิจารณาและก่อให้เกิดความล่าช้าในกระบวนการอนุมัติได้
ในระยะต่อไป สมาคมอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้แทนของกลุ่มสินค้าส่งออกหลัก อาทิ พริกไทย เม็ดมะม่วงหิมพานต์ กาแฟ และผลไม้ ได้รับการสนับสนุนให้ทำหน้าที่รวบรวมข้อคิดเห็นเชิงปฏิบัติ และประเด็นอุปสรรคทางการค้าจากผู้ประกอบการส่งออก เพื่อนำเสนอต่อหน่วยงานกำกับดูแลของเวียดนาม (Regulatory Authorities) และยกระดับประเด็นดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการหารือทวิภาคีกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจีน อย่างทันท่วงที ขณะเดียวกัน หน่วยงานภาครัฐของเวียดนามได้ระบุว่า ข้อมูลข่าวสาร กฎระเบียบ และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับมาตรการนำเข้าฉบับใหม่ของจีน จะมีการเผยแพร่อย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางทางการของสำนักงานมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชของเวียดนาม โดยผู้ประกอบการส่งออกควรติดตามประกาศ คำแนะนำเชิงปฏิบัติ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถดำเนินการให้สอดคล้องตามข้อกำหนดได้อย่างครบถ้วน ก่อนที่มาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ
(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 13 มีนาคม 2569)
วิเคราะห์ผลกระทบ
การที่ผู้ส่งออกสินค้าเกษตรของเวียดนามต้องเร่งปรับปรุงข้อมูลการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ และเอกสารการปฏิบัติตามกฎระเบียบ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการนำเข้าฉบับปรับปรุงของสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้กฤษฎีกาหมายเลข 280 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบการค้าระหว่างประเทศที่มุ่งเน้นการควบคุมเชิงลึกและมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร อย่างเข้มงวดมากขึ้น ทั้งนี้ การออกกฎระเบียบดังกล่าวถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของจีน จากเดิมที่ใช้กฤษฎีกาหมายเลข 248 มาตั้งแต่ปี 2565 โดยผู้ประกอบการเวียดนามส่วนใหญ่กำลังเข้าสู่รอบการต่ออายุการขึ้นทะเบียนรอบแรก ซึ่งทำให้เกิดแรงกดดันในการปรับตัวภายในระยะเวลาเตรียมการจำกัดเพียง 2–3 เดือน
ผลกระทบในระยะสั้นปรากฏในรูปแบบของภาระการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้ากว่า 2,589 กลุ่มที่อยู่ในบัญชีควบคุมพิเศษ (Special Management List) ซึ่งจำเป็นต้องผ่านการขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานเวียดนามก่อนรับอนุมัติจากจีน ขณะเดียวกัน แม้ระยะเวลาการขึ้นทะเบียนยังคงกำหนดไว้ 5 ปี แต่จีนได้เพิ่มความถี่ในการตรวจสอบทั้งแบบปกติและเฉพาะกิจ ทำให้ผู้ประกอบการต้องรักษามาตรฐานด้านเอกสาร ระบบการจัดการความปลอดภัยอาหาร และกระบวนการภายในอย่างต่อเนื่อง มิฉะนั้นอาจถูกระงับการส่งออกหรือเพิกถอนสิทธิ์ได้
ระบบประเมินความเสี่ยงของจีนมีความครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ การผลิต ระบบคลังสินค้า แหล่งน้ำ บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงประวัติการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่มีข้อจำกัดด้านการควบคุมภายในถูกตรวจสอบบ่อยขึ้น และเพิ่มภาระในการบริหารจัดการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในทางปฏิบัติ ความท้าทายยังสะท้อนผ่านความไม่สอดคล้องของข้อมูลทะเบียน เช่น การเปลี่ยนแปลงเขตการปกครองในเวียดนามทำให้ข้อมูลที่อยู่ในเอกสารไม่ตรงกับระบบ China Import Food Enterprise Registration (CIFER) รวมถึงข้อผิดพลาดด้านเทคนิค เช่น รหัส HS รหัส CIQ หรือเอกสารไม่ครบถ้วน ซึ่งแม้เป็นรายละเอียดเล็กน้อย แต่สามารถส่งผลให้กระบวนการศุลกากรล่าช้า หรือคำขอถูกปฏิเสธ ยิ่งไปกว่านั้น ความเข้มงวดด้านมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่มาจากพืช มีแนวโน้มเพิ่มความเสี่ยงต่อการระงับการส่งออก หากระบบการจัดการไม่เป็นไปตามข้อกำหนดหรือไม่สามารถแก้ไขข้อบกพร่องได้ตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งตอกย้ำถึงภาระการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
เพื่อบรรเทาผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่าน หน่วยงานภาครัฐของเวียดนามได้เร่งสนับสนุนผู้ประกอบการ ผ่านการปรับปรุงกลไกการขึ้นทะเบียนให้เป็นระบบเดียวบนแพลตฟอร์ม CIFER ประสานงานกับฝ่ายจีนในการปรับปรุงข้อมูล เช่น การเปลี่ยนแปลงเขตการปกครอง รวมถึงการเปิดช่องให้ยื่นต่ออายุทะเบียนล่วงหน้า 3–12 เดือน เพื่อลดความเสี่ยงที่ทะเบียนจะถูกระงับ นอกจากนี้ ภาครัฐและสมาคมอุตสาหกรรมยังมีบทบาทสำคัญในการรวบรวมปัญหาเชิงปฏิบัติและหารือทวิภาคีกับฝ่ายจีน เพื่อให้ผู้ส่งออกสามารถปรับตัวและปฏิบัติตามข้อกำหนดใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง
การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบการนำเข้าของจีนครั้งนี้ ส่งผลกระทบหลายมิติ ทั้งด้านต้นทุน ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน และโครงสร้างการแข่งขันของอุตสาหกรรมการส่งออกสินค้าเกษตร ผู้ประกอบการเวียดนามจึงจำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานระบบบริหารจัดการภายใน ปรับปรุงเอกสาร และเสริมความเข้มงวดด้านความปลอดภัยอาหารอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงทิศทางใหม่ของการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและการกำกับดูแลมากกว่าปริมาณอย่างชัดเจน
นำเสนอโอกาส/แนวทาง
การปรับใช้กฎระเบียบการนำเข้าฉบับปรับปรุงของสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้กฤษฎีกาหมายเลข 280 ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนามหรือส่งออกไปยังจีนต้องเผชิญแรงกดดันทั้งด้านต้นทุนและความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตร เช่น ผลไม้ เมล็ดกาแฟ พริกไทย และถั่ว เนื่องจากต้องดำเนินกระบวนการขึ้นทะเบียนที่ซับซ้อน รักษามาตรฐานความปลอดภัยอาหาร และปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านเอกสารและรหัสสินค้าของจีนอย่างเข้มงวด ความล่าช้าในการปรับปรุงข้อมูลหรือความไม่สอดคล้องของเอกสารอาจทำให้การส่งออกถูกระงับหรือพิธีการศุลกากรถูกเลื่อน ส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องและประสิทธิภาพของการส่งออกสินค้าอย่างมีนัยสำคัญ
เพื่อบริหารความเสี่ยง ผู้ประกอบการไทยควรเร่งตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทะเบียนบริษัท เอกสารส่งออก และระบบการจัดการความปลอดภัยอาหารให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ติดตามแนวปฏิบัติและคำแนะนำจากหน่วยงานเวียดนามและจีนอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเข้าร่วมสมาคมอุตสาหกรรมและกลไกหารือทวิภาคี เพื่อแจ้งปัญหาเชิงปฏิบัติและขอความร่วมมือในการปรับปรุงกระบวนการได้ทันเวลา นอกจากนี้ การใช้เครื่องมือดิจิทัล เช่น ระบบ CIFER หรือระบบตรวจสอบเอกสารออนไลน์ จะช่วยลดข้อผิดพลาดและเร่งความเร็วในขั้นตอนพิธีการศุลกากร
ทั้งนี้ การปรับตัวให้สอดคล้องกับกรอบกฎระเบียบใหม่ยังสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้า เพิ่มความเชื่อมั่นในตลาดจีน และสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว อีกทั้งยังเป็นโอกาสในการพัฒนาระบบบริหารจัดการภายใน ปรับปรุงกระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงทางธุรกิจและเสริมสร้างความยั่งยืนของการส่งออกในภูมิภาคอาเซียนและตลาดต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ