fb
ร้านค้าปลีกขนมขบเคี้ยวแบบราคาขายส่งเป็นที่นิยมในตลาดจีน

ร้านค้าปลีกขนมขบเคี้ยวแบบราคาขายส่งเป็นที่นิยมในตลาดจีน

โดย
Qin
ลงเมื่อ 28 มกราคม 2569 15:44
สคต. ณ เมืองหนานหนิง (จีน) (TCC, Nanning (China))
73

"ฉันสามารถซื้อขนมมันฝรั่งทอดแบรนด์ดังในราคาเพียง 2-3 หยวนต่อถุง" "ฉันเลือกซื้อขนมได้หลายร้อยชนิดอย่างอิสระเสรี" หลายปีที่ผ่านมาการช้อปปิ้งที่ร้านขนมขบเคี้ยวกลายเป็นกระแสที่นิยมของผู้บริโภคชาวจีนที่อยู่ในเมืองระดับอำเภอจนถึงเมืองระดับใหญ่ โดยเฉพาะเป็นร้านค้าปลีกขนมขบเคี้ยวแบบราคาขายส่ง 

ธุรกิจร้านค้าปลีกขนมขบเคี้ยวแบบราคาขายส่งของจีนได้เติบโตอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2564 โดยจำนวนร้านค้าเพิ่มขึ้นจากประมาณ 2,500 ร้าน ในช่วงปลายปี 2564 เป็นกว่า 42,000 ร้าน เมื่อตอนต้นปี 2567 และเพิ่มเป็นจำนวนถึง 56,000 ร้านภายในสิ้นปี 2568 โดยมีอัตราการเติบโตปีมากกว่าร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มูลค่าการจำหน่ายรวมสูงถึง 220,000 ล้านหยวน

ร้านค้าปลีกขนมขบเคี้ยวแบบราคาขายส่ง (หรือเรียกว่าร้านขนมลดราคา) มุ่งเน้นการตั้งราคาต่ำผ่านการจัดซื้อในปริมาณมากและลดขั้นพ่อค้าคนกลาง โดยรวบรวมขนมขบเคี้ยวกว่า 1,000 ชนิดที่ประกอบด้วยสินค้าแบรนด์ดัง แบรนด์ต่างประเทศ และสินค้าแบรนด์ทั่วไป ผ่านการขายแบบแยกห่อ ด้วยการคิดราคาตามขนาดน้ำหนัก และบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายและเพิ่มโอกาสการทดลองชิมสินค้าที่หลากหลาย โดยมุ่งตลาดระดับล่างโดยเฉพาะเมืองระกับ 3 - 4 และเมืองระดับอำเภอ เนื่องจากมีค่าเช่าและต้นทุนแรงงานไม่สูง และผู้บริโภคส่วนนี้มีความอ่อนไหวต่อราคา ผู้บริโภคมีเวลาว่างมากกว่าคนในเมืองธุรกิจ และชื่นชอบประสบการณ์การเดินชมสินค้าภายในร้าน

image.png

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปัจจุบันธุรกิจร้านค้าปลีกขนมแบบราคาขายส่งมีโครงสร้างผูกขาดโดย 2 บริษัทใหญ่ ได้แก่ บริษัท Busy Ming Group Co., Ltd. และบริษัท Fujian Wanchen Food Group Co., Ltd. 

ในเดือนกันยายน 2566 บริษัท Wanchen Group ประกาศรวมแบรนด์ขนม Hao Xiang Lai, Lai You Pin, Ya Di Ya Di และ Lu Xiao Chan เข้าเป็นแบรนด์ Hao Xiang Lai หลังจากนั้นบริษัท ได้ขยายการเปิดจำนวนร้านอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันแบรนด์ Hao Xiang Lai มีสาขาร้านมากกว่า 15,000 ร้านในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปี 

image.png

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปี 2566 บริษัท Busy Ming ได้รวบรวมแบรนด์ใหญ่ 2 แบรนด์ ได้แก่ Super Ming และ Busy for You หลังจากนั้นได้ขยายตัวในการเปิดร้านอย่างรวดเร็วจนเกิน 20,000 สาขาในปัจจุบัน นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 บริษัท Busy Ming มีการยื่นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ฮ่องกง โดยเปิดเผยว่าในปี 2565-2567 บริษัทมีรายได้ 4,286 ล้านหยวน 10,295 ล้านหยวน และ 39,344 ล้านหยวน ตามลำดับ

ร้านขนมขบเคี้ยวเหล่านี้เน้นการขายปลีกเป็นหลัก ที่มีความแตกต่างกับซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าทั่วไป คือ สินค้าจะถูกจำหน่ายในราคาขายส่ง โดยสินค้าเป็นการซื้อตรงจากโรงงานหรือผลิตภายใต้แบรนด์ (OEM) ที่ไม่มีขั้นตอนตัวแทนจำหน่าย ทำให้ส่วนเพิ่มในห่วงโซ่อุปทานเหลือเพียงร้อยละ 26 ซึ่งช่องทางดั้งเดิมสูงถึงร้อยละ 60-80 นอกจากนี้ ภายในร้านมีสินค้าที่หลากหลายรายการ (SKU) ให้ลูกค้าได้เลือก โดยแต่ละร้านมีรายการสินค้ามากกว่า 1,000-2,000 ชนิดขึ้นไป ครอบคลุมทั้งขนมขบเคี้ยวที่เป็นที่นิยมในตลาด และขนมที่วัยรุ่นชื่นชอบตามกระแส ความแตกต่างที่ร้านจำหน่ายสินค้าและขนมขบเคี้ยวให้ซื้อแบบแยกชิ้น/เม็ด เพื่อลดต้นทุนการทดลองชิมของผู้บริโภค โดยร้านค้าจะมีการยกเลิกการสั่งสินค้าที่มียอดจำหน่ายต่ำเป็นประจำทุกเดือน เพื่อรักษาอัตราการนำสินค้าใหม่เข้ามาจำหน่าย โดยระยะเวลาการหมุนเวียนสินค้าเฉลี่ยเพียง 15 วัน (ซูเปอร์มาร์เก็ตแบบดั้งเดิมใช้เวลา 4-5 เดือน) ราคาจำหน่ายสินค้าในร้านเหล่านี้จะมีราคาถูกกว่าช่องทางอีคอมเมิร์ซ เช่น แพลตฟอร็ม Taobao โดยเฉลี่ยต่ำกว่าร้อยละ 13 ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างชัดเจน

image.png

สำหรับการขยายตลาดระดับล่าง ทั้งสามแบรนด์ Hao Xiang LaiSuper Ming และ Busy for you ต่างเปิดสาขาเพิ่มขึ้นในเมืองระดับกลางถึงล่าง Hao Xiang Lai และ Super Ming มีสาขามากที่สุดในเมืองชั้น 3 ส่วน Busy for you มีสาขาโดดเด่นในเมืองชั้น 4

ความแตกต่างจากซูเปอร์มาร์เก็ตแบบดั้งเดิมที่เน้นการตกแต่งแบบประหยัดพื้นที่และใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนร้านค้าปลีกขนมขบเคี้ยวแนวใหม่ใช้สไตล์การตกแต่งที่สว่างสดใส และสร้างบรรยากาศแบบเป็นกันเอง ให้สามารถเดินชมสินค้าภายในร้านอย่างผ่อนคลาย ตอบสนองความต้องการซื้อสินค้าแบบไม่ตั้งใจ นอกจากนี้ บางร้านยังได้นำแนวความคิดใหม่ๆ ในการบริหารจัดการเพื่อดึงดูดลูกค้า เช่น มีเครื่องออกกำลังกาย มีโต๊ะเล่นไพ่นกกระจอก มีการให้บริการทำเล็บมือ บริการนวดหลัง บริการแต่งหน้า และมีโซนของเล่นสำหรับเด็ก ซึ่งมีผลต่อการส่งเสริมการซื้อสินค้าได้อีกด้วย ลูกค้าส่วนใหญ่จะซื้อสินค้าขนมขบเคี้ยวในจำนวนมาก ผู้บริโภคในอำเภอมักซื้อขนมที่เป็นที่นิยมเฉพาะกลุ่ม ส่วนผู้บริโภคในตำบลชอบขนมซองเล็กราคาต่ำกว่า 5 หยวน รวมถึงผู้บริโภคในเมืองใหญ่ชอบซื้อขนมเพื่อไปสังสรรค์ ทำให้ร้านเหล่านี้ซึ่งเดิมมุ่งตลาดเมืองชั้น 3-4 เป็นหลัก ปัจจุบันเริ่มขยายสู่เมืองชั้น 1-2 เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว และเซินเจิ้นอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงเย็น การพาเด็กๆ เดินเล่นในร้านขนมกลายเป็นตัวเลือกของพ่อแม่หลายคน ร้านค้าปลีกขนมขบเคี้ยวแบบราคาขายส่งมักเลือกสินค้าที่ดึงดูดความสนใจเด็ก เช่น ลูกอม อาหารของเล่น และสินค้า Co-branding แม้ไม่เกิดการใช้จ่ายก็ยังให้ประสบการณ์การเดินชมร้านที่สนุกสนาน พ่อแม่ก็ยินดีจ่ายสำหรับอาหารราคาประหยัดที่ให้ความพึงพอใจทันที พร้อมใช้เวลาว่างในร้านขนมกับลูกอย่างผ่อนคลาย กลยุทธ์การขายอย่างคูปองส่วนลดความถี่สูง สินค้า Co-branding ฮิต และโปรโมชั่นระยะเวลาจำกัด ยังดึงดูดกลุ่มผู้สูงอายุและนักเรียนที่เน้นความคุ้มค่า ซึ่งส่งเสริมการรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดของร้านค้าปลีกขนมขบเคี้ยวแบบราคาขายส่งในตลาดระดับกลางถึงล่าง

ปัจจุบันธุรกิจร้านค้าปลีกขนมขบเคี้ยวแบบราคาขายส่งเข้าสู่ช่วงการรวมตัวและยกระดับคุณภาพ แบรนด์ใหญ่ บางส่วนเริ่มเข้าซื้อกิจการแบรนด์เล็กระดับภูมิภาค รูปแบบธุรกิจผสมผสานอย่าง "ขนม+เครื่องดื่มชา" เริ่มปรากฏขึ้น พร้อมกับปรากฏการณ์ปิดตัวและควบรวมร้านขนมขายส่งที่พบเห็นบ่อยขึ้น รวมถึงผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพกับสินค้ามากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการจีนของร้านขนมขบเคี้ยวต้องสามารถเพิ่มผลกำไรอย่างมั่นคงภายใต้เงื่อนไขการยกระดับคุณภาพสินค้า ปรับปรุงประสบการณ์ด้านบริการ และปกป้องสิทธิผู้บริโภค จึงจะสามารถแย่งชิงและแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน

ความคิดเห็น สคต. ณ เมืองหนานหนิง ด้วยกำลังการซื้อที่เพิ่มสูงขึ้นของผู้บริโภคชาวจีน ตลาดสินค้าขนมขบเคี้ยวเป็นธุรกิจอาหารที่มีศักยภาพสูง ปัจจุบันธุรกิจสินค้าอาหารว่างมีแนวโน้มพัฒนาไปสู่ความหลากหลายในด้านนวัตกรรมสร้างสรรค์มากขึ้น ส่วนร้านค้าปลีกขนมขบเคี้ยวจะมีความแตกต่างจากร้านค้าทั่วไป โดยใช้แนวความคิดใหม่ๆ ในการดำเนินธุรกิจจนพัฒนาเป็นธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพ ซึ่งอาจเป็นแนวความคิดสำหรับผู้ประกอบการไทยนำมาเป็นต้นแบบที่ดี เพื่อพัฒนาและบริหารจัดการธุรกิจสินค้าขนมขบเคี้ยวในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสสำหรับสินค้าอาหารไทยขยายการส่งออกสู่ตลาดจีน ซึ่งประเทศไทยมีความได้เปรียบอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าอาหาร และเป็นที่ยอมรับว่าสินค้าอาหารไทยมีภาพลักษณ์และคุณภาพที่ดี มีรสชาติพิเศษเป็นเอกลักษณ์ที่น่าสนใจ และเป็นที่ต้องการในระดับสากล อีกทั้งเป็นสินค้าเป้าหมายของตลาดจีน ผู้ส่งออกไทยอาจต้องพิจารณาเรื่องกระแสนิยมสมัยใหม่ ในการยกระดับคุณภาพสินค้าอาหาร การผลิตและคิดค้นสินค้าอาหารรูปแบบใหม่ที่มีนวัตกรรมสร้างสรรค์ เพื่อตอบสนองความต้องการตลาดจีนที่นิยมสินค้าอาหารมีความหลากหลาย และแปลกใหม่ ตลอดจนคำนึกถึงเรื่องบรรจุภัณฑ์ และช่องทางการจำหน่าย โดยอาจร่วมมือกับร้านค้าปลีกขนมรูปแบบใหม่ดังกล่าว ในการออกแบบและปรับรูปแบบบรรจุภัณฑ์สินค้าเพื่อตอบโจทย์และตรงใจผู้บริโภคจีนในการเลือกซื้อตามปริมาณที่ต้องการ หรือโอกาสเป็น Supplier สินค้าอาหารไทย การ Co-Branding หรือรับจ้างผลิต (OEM) เป็นต้น

--------------------------------------------------

แหล่งที่มา 

https://mp.weixin.qq.com/s/2IeGNWKGWwmWs8moMXkGww

https://news.qq.com/rain/a/20260107A01X1400?refer=cp_1009&scene=qqsearch

https://mp.weixin.qq.com/s/WKXvYQLdrop1ZufJqiCemA

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างปะเทศ ณ เมืองหนานหนิง

วันที่ 27 มกราคม 2569 

 

Share :
Instagram