fb
รัฐบาลเวียดนามได้ดำเนินมาตรการลดภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมบางประเภทลงเหลือ 0%

รัฐบาลเวียดนามได้ดำเนินมาตรการลดภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมบางประเภทลงเหลือ 0%

โดย
Nguyen
ลงเมื่อ 11 มีนาคม 2569 09:00
สคต. ณ กรุงฮานอย (เวียดนาม) (TTC, Hanoi (Vietnam))
3

รัฐบาลเวียดนามได้ดำเนินมาตรการลดภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมบางประเภทลงเหลือ 0%

image.png

ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานในตลาดโลก

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 รัฐบาลได้ออกกฤษฎีกาเลขที่ 72 เพื่อปรับลดอัตราภาษีนำเข้าจากกลุ่มประเทศที่ได้รับสิทธิพิเศษทางการค้า (Most Favored Nation: MFN) สำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและวัตถุดิบบางประเภท โดยอัตราภาษี MFN เป็นอัตราภาษีที่ใช้กับประเทศสมาชิกของ World Trade Organization (WTO)

ตามกฤษฎีกาดังกล่าว อัตราภาษี MFN สำหรับน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว เช่น RON 95 และวัตถุดิบสำหรับผสมน้ำมันเบนซิน ได้รับการปรับลดจาก 10% เหลือ 0% ในขณะที่อัตราภาษีสำหรับน้ำมันดีเซล และ น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบิน ปรับลดจาก 7% เหลือ 0% เช่นกัน นอกจากนี้ วัตถุดิบสำหรับการผสมและการผลิตปิโตรเคมีบางชนิด เช่น แนฟทา(naphtha) รีฟอร์เมต (reformate) และคอนเดนเซต (condensate) ได้รับการปรับลดภาษีนำเข้าเหลือ 0%

มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการนำเข้าพลังงาน ลดแรงกดดันด้านต้นทุน และรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมันในประเทศ กฤษฎีกานี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ลงนามจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 และหากมีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาการบังคับใช้ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า จะเสนอเรื่องต่อ กระทรวงการคลัง เพื่อให้รัฐบาลพิจารณาต่อไป

กฤษฎีกาฉบับดังกล่าวของรัฐบาลเวียดนามประกาศใช้ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และ อิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่ออุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซทั่วโลก โดยเฉพาะสถานการณ์การปิดล้อมบริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) ซึ่งถือเป็น “จุดคอขวด” สำคัญของการขนส่งน้ำมันโลก       การหยุดชะงักการขนส่งในพื้นที่ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลางประมาณ 20          ล้านบาร์เรลต่อวัน ที่จะไปยังโรงกลั่นต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ส่งผลให้โรงกลั่นหลายแห่งต้องลดกำลังการผลิต     ใช้น้ำมันสำรอง และจำกัดการส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ซึ่งยิ่งทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น

ภายในประเทศเวียดนาม โรงกลั่นน้ำมันบางแห่งของเวียดนามเริ่มเผชิญปัญหาการขาดแคลนน้ำมันดิบนำเข้า และมีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ได้ ปัจจุบันน้ำมันส่วนใหญ่ที่เวียดนามนำเข้ามาจากประเทศในอาเซียนและเกาหลีใต้ ซึ่งได้รับสิทธิภาษีนำเข้า 0% ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาวะที่อุปทานโลกตึงตัว การจัดหาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูปจากตลาดเหล่านี้ทำได้ยากมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังเวียดนามประเมินว่า การปรับลดอัตราภาษีนำเข้าแบบ Most Favored Nation (MFN) จะช่วยกระตุ้นให้ผู้ประกอบการของเวียดนามสามารถขยายแหล่งนำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากประเทศที่ไม่ได้มีข้อตกลงการค้าเสรีกับเวียดนามมากขึ้น ซึ่งถือเป็นมาตรการสำคัญในการรักษาเสถียรภาพด้านอุปทานและเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังคาดว่าการใช้อัตราภาษีใหม่นี้อาจทำให้รายได้ของรัฐบาลลดลงประมาณ 1.024 ล้านล้านด่ง เมื่อคำนวณจากมูลค่าการนำเข้าในปี 2568

กรมศุลกากรเวียดนามระบุว่า ในปี 2568 เวียดนามนำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกลั่นประมาณ 9.9 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 6,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยน้ำมันดีเซลมีสัดส่วนมากที่สุดมูลค่าประมาณ 3,300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รองลงมาคือน้ำมันเบนซินประมาณ 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานประมาณ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และน้ำมันเตาประมาณ 0.ล้านเหรียญสหรัฐฯ แหล่งนำเข้าหลักได้แก่ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ จีน และ มาเลเซีย

นอกจากนี้ เวียดนามยังนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 14.1 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 7,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยคูเวต (Kuwait) เป็นผู้จัดหาน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุด คิดเป็นประมาณร้อยละ 80 ของปริมาณทั้งหมด ในการสนทนาทางโทรศัพท์กับนาย ฟาม มินห์ ชินห์ เมื่อวันที่ มีนาคม 2569 นาย Sheikh Ahmed Abdullah Al-Ahmad Al-Sabah นายกรัฐมนตรีคูเวตได้ตกลงที่จะประสานงานกับพันธมิตรที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาการจัดหาน้ำมันดิบให้เวียดนามอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน โรงกลั่นน้ำมัน โรงกลั่นน้ำมัน งีเซิน (Nghi Son) ซึ่งใช้น้ำมันดิบจากคูเวตเป็นวัตถุดิบหลัก และ โรงกลั่นน้ำมันดุงควาต (Dung Quat) สามารถตอบสนองความต้องการเชื้อเพลิงภายในประเทศของเวียดนามได้ประมาณร้อยละ 70 ของความต้องการทั้งหมด

นอกเหนือจากการหารือเรื่องการจัดหาน้ำมันดิบจากคูเวตแล้ว นายกรัฐมนตรีเวียดนามยังเปิดเผยว่า เวียดนามได้ ระดมน้ำมันประมาณ ล้านบาร์เรลจากประเทศพันธมิตร เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีเชื้อเพลิงเพียงพอในระยะสั้น และช่วยรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงานภายในประเทศท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก

(จาก https://vneconomy.vn/)

ข้อคิดเห็น สคต

รายงานของคณะทำงานด้านความมั่นคงทางพลังงานเมื่อวันที่ มีนาคม 2569 ระบุว่า ในบางพื้นที่ของเวียดนาม ประชาชนเริ่มมีการซื้อน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลเพื่อกักตุน เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการปรับตัวสูงขึ้นของราคาและความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของอุปทาน ปรากฏการณ์ดังกล่าวพบได้มากในจังหวัดทางภาคเหนือ โดยเฉพาะในพื้นที่ของกรุงฮานอย ผู้จัดจำหน่ายน้ำมันรายใหญ่ เช่น Petrolimex, PVOIL และ Military Petroleum Corporation รายงานว่า ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเบนซินและดีเซลในกรุงฮานอยในช่วงวันที่ 4–8 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้นประมาณ   1.5 เท่า เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของเดือนมกราคมที่ผ่านมา 

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าระบุว่า ในปี 2568 ปริมาณการบริโภคผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมรวมของเวียดนามจะอยู่ที่ประมาณ 26.4 ล้านลูกบาศก์เมตร/ตันต่อปี หรือเฉลี่ยประมาณ 2.2 ล้านลูกบาศก์เมตร/ตันต่อเดือน สะท้อนถึงความต้องการใช้พลังงานที่ยังคงอยู่ในระดับสูงตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกัน ระดับสต็อกน้ำมันสำรอง ณ สิ้นปีอยู่ที่ประมาณ 1.7 ล้านลูกบาศก์เมตร/ตัน ซึ่งยังคงสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านการสำรองพลังงานของประเทศ นอกจากนี้ ปริมาณน้ำมันดิบสำรองประมาณ ล้านบาร์เรล หรือราว 636,000 ลูกบาศก์เมตร จะสามารถรองรับความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของประเทศได้ประมาณ 10 วัน หากคำนวณตามระดับการบริโภคเฉลี่ยของปี 2568

การลดภาษีจากกลุ่ม (Most Favored Nation: MFN) เหลือ 0% ถือเป็นมาตรการที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาพลังงาน ทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากประเทศที่ไม่มีข้อตกลงการค้าเสรีกับเวียดนามได้มากขึ้น ช่วยกระจายความเสี่ยงด้านแหล่งนำเข้า และลดแรงกดดันต่อราคาพลังงานในประเทศในระยะสั้น              อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการนี้จะช่วยรักษาเสถียรภาพด้านอุปทานพลังงาน แต่ก็อาจส่งผลให้รายได้ของรัฐบาลลดลงจากภาษีนำเข้า และสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเวียดนามต่อความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ดังนั้น               ในระยะยาว เวียดนามอาจจำเป็นต้องเร่งพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือก เพิ่มกำลังการกลั่นภายในประเทศ และกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศมากเกินไป

รัฐบาลเวียดนามได้ดำเนินมาตรการลดภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมบางประเภทลงเหลือ 0%.pdf
Share :
Instagram