fb
เกาหลีใต้ยกระดับเตือนภัยน้ำมันสู่ระดับ 2 เร่งนำเข้า 24 ล้านบาร์เรลจาก UAE

เกาหลีใต้ยกระดับเตือนภัยน้ำมันสู่ระดับ 2 เร่งนำเข้า 24 ล้านบาร์เรลจาก UAE

โดย
Sangmin
ลงเมื่อ 19 มีนาคม 2569 13:45
สคต. ณ กรุงโซล (สาธารณรัฐเกาหลี) (TTC, Seoul (Republic of Korea))
24

รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศยกระดับการเตือนภัยด้านการจัดหาน้ำมันดิบขึ้นอีกหนึ่งขั้นเป็นระดับ 2 หรือ “สีเหลือง” เมื่อวันพุธที่ 18 มีนาคม 2569 ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น

กระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และพลังงานระบุการปรับระดับมีผลตั้งแต่เวลา 15.00 น. โดยมีปัจจัยสำคัญจากความตึงเครียดในกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ การปิดช่องแคบฮอร์มุซ และราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ โดยก่อนหน้านี้ เกาหลีใต้เพิ่งประกาศเตือนภัยระดับ 1 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด เมื่อต้นเดือนมีนาคม ภายหลังการปะทุของความขัดแย้งในอิหร่านที่มีสหรัฐฯ และอิสราเอลเข้ามาเกี่ยวข้อง

ภายใต้มาตรการระดับ 2 รัฐบาลจะเพิ่มความเข้มงวดในการบริหารจัดการอุปสงค์และอุปทานน้ำมัน รวมถึงการใช้สิทธิ์ซื้อน้ำมันจากคลังสำรองระหว่างประเทศ และเร่งจัดหาแหล่งนำเข้าทางเลือกที่ไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ในวันเดียวกัน นายคังฮุนซิก หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ให้คำมั่นว่า จะให้ความสำคัญกับเกาหลีเป็นอันดับหนึ่งในการส่งออกน้ำมันดิบ พร้อมระบุว่า เกาหลีใต้สามารถจัดหาน้ำมันรวม 24 ล้านบาร์เรลจากประเทศใน อ่าวเปอร์เซีย

ข้อตกลงล่าสุดระบุว่า เกาหลีใต้จะนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มเติม 18 ล้านบาร์เรลจาก UAE เมื่อรวมกับ 6 ล้านบาร์เรลจากข้อตกลงก่อนหน้า ส่งผลให้ยอดรวมอยู่ที่ 24 ล้านบาร์เรล โดยน้ำมันราว 6 ล้านบาร์เรลจะขนส่งด้วยเรือของ UAE จำนวน 3 ลำ และอีก 12 ล้านบาร์เรลจะขนส่งด้วยเรือสัญชาติเกาหลี 6 ลำ

 ทั้งสองประเทศยังได้จัดตั้ง “สายด่วน” เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ในตะวันออกกลางแบบเรียลไทม์ และมีแผนลงนามบันทึกความเข้าใจด้านห่วงโซ่อุปทานน้ำมันในอนาคตอันใกล้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากนายคังเดินทางเยือน UAE เป็นเวลา 4 วัน ในฐานะผู้แทนพิเศษ  ด้านความร่วมมือเศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ท่ามกลางความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน

หลังจากที่อิหร่านเริ่มปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีประสิทธิภาพ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้กดดันพันธมิตรให้จัดตั้งกองกำลังทางเรือนานาชาติเพื่อเปิดเส้นทางดังกล่าวอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม หลายประเทศยังลังเลที่จะเข้าร่วม

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้นหลังอิหร่านเริ่มปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก โดยเกาหลีใต้นำเข้าน้ำมันราวร้อยละ 70 ผ่านช่องแคบดังกล่าว ทำให้การปิดกั้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เรียกร้องให้พันธมิตรจัดตั้งกองกำลังทางเรือนานาชาติเพื่อเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้ง แต่หลายประเทศยังไม่แสดงท่าทีเข้าร่วมอย่างชัดเจน

ด้านอุปทาน นายคังยืนยันว่า ขณะนี้มีเรือบรรทุกแนฟทาหนึ่งลำกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เกาหลีใต้ เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบปิโตรเคมีในประเทศ

นอกจากนี้ เขายังชี้ว่าความร่วมมือด้านพลังงานเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่กว้างขึ้นระหว่างเกาหลีใต้และ UAE โดยอ้างถึงข้อตกลงร่วมลงทุนมูลค่ากว่า 65,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รวมถึงความร่วมมือที่ต่อเนื่องนับตั้งแต่การประชุมเอเปคที่เมืองคยองจูเมื่อปีที่แล้ว

ในประเด็นการส่งเรือรบไปยังช่องแคบฮอร์มุซ นายคังระบุว่า ยังไม่มีการหารือกับ UAE และสหรัฐฯ ยังไม่ได้ยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการต่อเกาหลีใต้

ขณะเดียวกัน รัฐบาลเกาหลีใต้ยังเตรียมมาตรการด้านอุปสงค์เพิ่มเติม เช่น การบังคับใช้มาตรการประหยัดพลังงานในภาครัฐ และการรณรงค์ในภาคเอกชน โดยก่อนหน้านี้ได้เริ่มใช้มาตรการเพดานราคาน้ำมันเชื้อเพลิงชั่วคราวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2540 เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาด พร้อมเดินหน้าปราบปรามการค้าฉวยโอกาสอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มีนาคม ประธานาธิบดีอีแจมยอง ยังได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณามาตรการเพิ่มเติม เช่น การจำกัดการใช้รถทุก 5 หรือ 10 วัน และระบบเลขทะเบียนคู่–คี่

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการค้าฯ ระบุว่า ยังคงระดับเตือนภัยสำหรับก๊าซธรรมชาติไว้ที่ระดับ 1 เนื่องจากมีปริมาณสำรองเพียงพอสำหรับใช้ตลอดปี และยังสามารถจัดหาจากแหล่งอื่นนอกตะวันออกกลางได้อย่างต่อเนื่อง

ที่มา : The Korea TimesYonhap News Agency

ความคิดเห็น

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการยกระดับเตือนภัยน้ำมันของเกาหลีใต้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์และการค้าระหว่างประเทศ แม้ว่าจะยังไม่กระทบประเทศไทยโดยตรง แต่ต้นทุนขนส่งอาจเพิ่มขึ้น หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดหรือเสี่ยงสูง ราคาน้ำมันและค่าระวางเรืออาจปรับตัวขึ้น ส่งผลให้การส่งออกสินค้าไทยไปเกาหลี เช่น อาหารแช่แข็ง อิเล็กทรอนิกส์ หรือชิ้นส่วนยานยนต์ ล่าช้าได้ นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมไทยที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าก็อาจเจอแรงกดดันด้านต้นทุน ขณะที่การชะลอตัวทางเศรษฐกิจในเกาหลีอาจลดความต้องการนำเข้าสินค้าไทยด้วย 

สถานการณ์ดังกล่าวเป็นสัญญาณเตือนที่ดีต่อการพิจารณาบริหารความเสี่ยงด้านพลังงานและโลจิสติกส์ของไทย การพิจารณากระจายแหล่งพลังงาน การมีคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ การสร้างความร่วมมือระยะยาวกับประเทศผู้ผลิตและผู้นำเข้า รวมถึงการวางแผนด้านการใช้พลังงานและเส้นทางขนส่ง จะช่วยให้ไทยเตรียมพร้อมและปรับตัวได้ดีขึ้นเมื่อเผชิญกับความไม่แน่นอนในตลาดโลก

 

***************************************

Share :
Instagram