fb
กระทรวงเกษตรฟิลิปปินส์เตือนราคาสินค้าอาหารอาจพุ่งสูง หากราคาน้ำมันยังสูง

กระทรวงเกษตรฟิลิปปินส์เตือนราคาสินค้าอาหารอาจพุ่งสูง หากราคาน้ำมันยังสูง

โดย
kanthima
ลงเมื่อ 31 มีนาคม 2569 13:54
สคต. ณ กรุงมะนิลา (ฟิลิปปินส์) (TTC, Manila (Philippines))
7

         กระทรวงเกษตรฟิลิปปินส์ (Department of Agriculture: DA) เผยหากไม่มีมาตรการแทรกแซงจากภาครัฐราคาสินค้าเกษตรสำคัญอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20 – 60 หากราคาน้ำมันดิบยังคงปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับค่าเฉลี่ย 180 วัน ที่ 200 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

         นาย U-Nichols A. Manalo ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรระบุว่า ตามข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่าราคาปุ๋ยกลุ่มที่ผลิตจากเชื้อเพลิงได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเสริมว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาปุ๋ยยูเรียแบบเม็ดเล็ก (Prilled urea) เฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.15 อยู่ที่ 1,948.01 เปโซต่อถุง จาก 1,662.84 เปโซต่อถุง ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 ขณะที่ราคาปุ๋ยยูเรียแบบเม็ดใหญ่ (Granular urea) เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.88 อยู่ที่ 1,969.03 เปโซต่อถุง จาก 1,656.28 เปโซต่อถุง ซึ่งกระทรวงเกษตรคาดการณ์ว่าในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดซึ่งสมมติให้มีภาวะชะงักงันของโครงสร้างพื้นฐานเป็นเวลา 180 วัน และราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 200 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาสินค้าเกษตรสำคัญ ณ แหล่งผลิต อาจเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ขณะที่ราคาขายปลีกอาจปรับตัวขึ้นสูงสุดถึงร้อยละ 60 ซึ่งสำหรับข้าวสารขัดสีคุณภาพดี (Well-milled rice) ในประเทศ ราคา ณ แหล่งผลิตอาจเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเป็น 39.72 เปโซต่อกิโลกรัม จากระดับจากช่วงก่อนเกิดสถานการณ์ที่ 19.53 เปโซต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาขายปลีกอาจปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 49.15 อยู่ที่ 67.12 เปโซต่อกิโลกรัม จาก 45 เปโซต่อกิโลกรัม ในสถานการณ์เดียวกัน ราคาเนื้อสุกร (ส่วนสะโพก) ณ แหล่งผลิต อาจเพิ่มขึ้นร้อยละ 86.6 เป็น 345.19 เปโซต่อกิโลกรัม จากระดับก่อนหน้าที่ 185 เปโซต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ ราคาเนื้อไก่อาจปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน โดยราคา ณ แหล่งผลิต เพิ่มขึ้นร้อยละ 96.7 อยู่ที่ 199.64 เปโซต่อกิโลกรัม จาก 101.50 เปโซต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาขายปลีกจะปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 62.3 อยู่ที่ 324.64 เปโซต่อกิโลกรัม จาก 200 เปโซต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ ราคาขายปลีกของผักสำคัญ เช่น มะเขือเทศ มะเขือยาว กะหล่ำปลี และแครอต อาจปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20

         นาย Francisco P. Tiu Laurel Jr. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรระบุว่า การคาดการณ์การปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าอาหารส่วนใหญ่เกิดจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาปุ๋ยและเชื้อเพลิง ซึ่งมีความสำคัญต่อการผลิตทางการเกษตร โดยเสริมว่า ภาคเกษตรกรรมและการประมงจะได้รับผลกระทบอย่างมากเนื่องจากเชื้อเพลิงเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเครื่องจักรกลการเกษตร ระบบชลประทาน การทำประมง การขนส่ง และกระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว โดยเมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตจะส่งผลกระทบต่อเนื่องตลอดห่วงโซ่อุปทานไปจนถึงผู้บริโภค นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฟิลิปปินส์ เสริมว่า ณ ขณะนี้ ในเชิงเทคนิคแล้วราคายังไม่ปรับตัวจากช่วงก่อนเกิดสถานการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สำหรับราคาข้าวคาดว่าราคาน่าจะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจนถึงเดือนสิงหาคม 2569 ขณะที่ราคาสุกรยังไม่น่าจะเพิ่มขึ้นในขณะนี้ เนื่องจากมีปริมาณนำเข้าที่เก็บอยู่ในคลังเก็บควบคุมอุณหภูมิจำนวนมาก อย่ากไรก็ตาม แม้ว่าราคาสินค้ายังไม่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้บริโภคในปัจจุบัน แต่คาดว่าต้นทุนจะมีแนวโน้มสูงถึงขึ้นในช่วงกลางปี โดยเฉพาะช่วงนอกฤดูการผลิตตั้งแต่เดือนสิงหาคมจนถึงฤดูเก็บเกี่ยวถัดไป ซึ่งต้นทุนปัจจัยการผลิตที่อยู่ในระดับสูงจะเป็นแรงกดดันต่ออุปทานในตลาด โดยกระทรวงเกษตรฟิลิปปินส์กำลังดำเนินมาตรการเพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนปัจจัยการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น และป้องกันการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าอาหารอย่างรวดเร็ว ซึ่งหนึ่งในนโยบายที่สำคัญคือการเสริมสร้างการผลิตภายในประเทศ โดยสนับสนุนพืชเศรษฐกิจหลัก แจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการรับรองและทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ รวมถึงพัฒนาระบบส่งเสริมการเกษตร โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฟิลิปปินส์เสริมว่า หน่วยงานกำลังดำเนินมาตรการเพื่อลดต้นทุนปัจจัยการผลิต อาทิ การอุดหนุนเชื้อเพลิง การส่งเสริมปุ๋ยชีวภาพและทางเลือกอินทรีย์ และการกระจายแหล่งจัดหาปุ๋ยให้หลากหลายมากขึ้น ซึ่งได้เตรียมเบิกจ่ายงบประมาณ 1 หมึ่นล้านเปโซ ภายใต้โครงการ Presidential Assistance for Farmers and Fisherfolk เพื่อให้ความช่วยเหลือรายละ 2,325 เปโซ แก่ผู้ได้รับสิทธิ์ 4.175 ล้านรายที่ขึ้นทะเบียนในฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคเกษตรของฟิลิปปินส์ (Registry for Basic Sectors in Agriculture)

ที่มา: หนังสือพิมพ์ Business World 

บทวิเคราะห์และข้อคิดเห็น

         แนวโน้มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อของฟิลิปปินส์ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในหมวดสินค้าอาหาร ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อการปรับตัวของราคาพลังงาน ล่าสุด กระทรวงเกษตรฟิลิปปินส์ (DA) ประเมินว่า หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับ 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยที่ไม่มีมาตรการแทรกแซงจากภาครัฐ ราคาสินค้าเกษตรสำคัญอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 – 60 โดยมีสาเหตุหลักจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งราคาปุ๋ยและเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญตลอดห่วงโซ่อุปทานอาหาร ตั้งแต่การเพาะปลูก การประมง การขนส่ง ไปจนถึงกระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว แม้ในปัจจุบันราคาสินค้าอาหารยังไม่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจนต่อผู้บริโภค แต่มีแนวโน้มว่าต้นทุนจะเริ่มส่งผ่านเข้าสู่ราคาสินค้าในช่วงกลางปี 2569 โดยเฉพาะในช่วงนอกฤดูการผลิตตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ซึ่งอาจทำให้อุปทานในตลาดตึงตัวและผลักดันราคาอาหารให้ปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะแนวโน้มราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และภาวะเงินเฟ้อของฟิลิปปินส์ เพื่อปรับกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

กระทรวงเกษตรฯ เตือนราคาสินค้าอาหารอาจพุ่(1) RV.pdf
Share :
Instagram