
เนื้อหาข่าว/บทวิเคราะห์: สืบเนื่องจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือ USTR (United States Trade Representative) ได้ปิดรับข้อเสนอจากสาธารณะต่อกรณีการไต่สวนตามมาตรา 301 ได้แก่ 1. กรณีการบังคับใช้แรงงาน (Forced Labor) และ 2. กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาว่ามีการแทรกแซงจากรัฐบาลของคู่ค้าต่างประเทศในการสนับสนุนการผลิตที่ไม่สอดคล้องกับแรงจูงใจของอุปสงค์ภายในประเทศและทั่วโลก นำไปสู่การผลิตมากเกินไปซึ่งแทนที่การผลิตของสหรัฐฯ และการที่คู่ค้าบางรายไม่บังคับใช้ข้อห้ามการนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยการบังคับใช้แรงงาน ทำให้คู่ค้าและผู้ผลิตต่างชาติได้เปรียบด้านต้นทุนอย่างไม่เป็นธรรม และบิดเบือนการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐฯเสียดุลการค้ามาอย่างต่อเนื่อง
ความคืบหน้าไต่สวนมาตรา 301 ล่าสุด
สำหรับในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม พบว่ามีพันธมิตร/สมาคมผู้ประกอบการและผู้ผลิตในสหรัฐฯหลายรายที่ได้ยื่นข้อเสนอและความเห็นร่วมกันต่อการไต่สวนทั้งสองกรณี โดยมีสมาคม/พันธมิตรที่โดดเด่น อาทิ ผู้ผลิตอาหารอเมริกันแท้ (Real American Food Producers Alliance) พันธมิตรผู้ประกอบการกุ้งภาคใต้ของสหรัฐฯ (Southern Shrimp Alliance) สมาคมผู้ผลิตกุ้งแปรรูปของสหรัฐฯ (American Shrimp Processors Association) สหพันธ์ข้าวของสหรัฐฯ (USA Rice Federation) สมาคมผู้ผลิตข้าวของสหรัฐฯ (US Rice Producer Association) และพันธมิตรสินค้าผักและผลไม้ของสหรัฐฯ (American Fruit & Vegetable Coalition) เป็นต้น
ข้อเสนอและความเห็นต่าง ๆ เป็นไปในทิศทางที่กล่าวหาการดำเนินนโยบาย และแนวปฏิบัติด้านการค้าของรัฐบาลคู่ค้าต่างประเทศนั้นไม่สมเหตุสมผล ซึ่งเป็นไปตามเนื้อความในมาตรา 301 ในสองกรณีที่กล่าวไปในข้างต้น โดยอธิบายถึงวิธีการแทรกแซงของรัฐบาลคู่ค้าต่างประเทศที่สนับสนุนการผลิตเกินความต้องการของตลาด ส่งผลให้เกิดภาวะสินค้าล้นตลาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคาตกต่ำ และทำให้สหรัฐฯ ต้องพึ่งพาการนำเข้ากลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่มมากที่สำคัญเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังอธิบายว่าการดำเนินนโยบาย และแนวปฏิบัติด้านการค้าเหล่านั้นสร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของสหรัฐฯ ผ่านการกดราคาสินค้า การทำให้การผลิตในประเทศลดลง และการเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดจาก การจ้างงาน การลงทุน และเศรษฐกิจสหรัฐฯในภาพรวม
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้กระบวนการไต่สวนยังมิได้เริ่มต้นขึ้น โดยขั้นตอนลำดับต่อไปจะเป็นการเปิดการรับฟังการให้ปากคำที่เกี่ยวเนื่องกับข้อเสนอและความเห็น ที่ผู้มีส่วนได้เสียได้ยื่นเรื่องเข้ามาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันที่ 5 พฤษภาคมนี้ ก่อนที่ USTR จะดำเนินการตามกระบวนการไต่สวนต่อไป
ข้อกล่าวหาสินค้าผักและผลไม้กระป๋องนำเข้าจากไทย
พันธมิตรสินค้าผักและผลไม้ของสหรัฐฯ (American Fruit and Vegetable Coalition) ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ประกอบการและผู้ผลิตสินค้าผักและผลไม้แปรรูปสหรัฐฯ ประกอบด้วยสินค้าผักและผลไม้กระป๋อง แช่แข็ง และอบแห้ง เป็นโต้โผสำคัญในการกล่าวหารัฐบาลคู่ค้าต่างประเทศในระบบห่วงโซ่อุปทานสินค้าผักและผลไม้แปรรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายสินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เป็น U.S. Specialty-Crop อาทิ พีช ผักรวม ถั่วลันเตา (Peas) ข้าวโพดหวาน ถั่ว (Beans) เห็ด มะเขือเทศ มะกอก (Olives) เป็นต้น (ดูรายละเอียด U.S. Specialty-Crop ได้ที่นี่) ซึ่งทั้งหมดถือเป็นพืชเศรษฐกิจพิเศษที่สำคัญต่อเกษตรกรรมของสหรัฐฯ โดยประเทศจีน สหภาพยุโรป (เน้นประเทศกรีซ สเปน และอิตาลี) เม็กซิโก และไทย ถูกกล่าวหาว่ามีการอุดหนุนภาคการผลิตและการส่งออกเป็นผลทำให้เกิดกำลังการผลิตส่วนเกิน เกิดการกดราคาสินค้า และเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดสินค้าภายในประเทศ ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจการผลิตภายในประเทศที่ทยอยปิดตัวลงจากการลงทุนที่ลดลงในภาคการแปรรูปของสหรัฐฯ
เฉพาะในรายสินค้าจากประเทศไทย สินค้าผักแปรรูป โดยเฉพาะข้าวโพดหวานคือสินค้าที่ถูกเพ่งเล็งมากเป็นพิเศษ จากการที่ในปีที่ผ่านมาประเทศไทยส่งออกข้าวโพดหวานปริมาณเกือบ 1.5 หมื่นตันมายังสหรัฐฯ ซึ่งปริมาณดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากปี 2024 ประมาณ 27% สะท้อนให้เห็นความสำคัญและความโดดเด่นอย่างต่อเนื่องของสินค้าข้าวโพดหวานจากประเทศไทยในตลาดสหรัฐฯ ประกอบกับข้อเท็จจริงของสินค้าข้าวโพดหวานแปรรูปประสบกับปัญหาอุปทานจากต่างประเทศที่มีราคาต่ำกว่าตลาดในประเทศมานานแล้ว ทำให้การปรับจุดโฟกัสสินค้าข้าวโพดหวานแปรรูปจับจ้องอยู่ที่สินค้านำเข้าจากประเทศไทยมากเป็นพิเศษ
นอกจากนี้ยังได้กล่าวหาถึงกรณีปัญหาสินค้าจากการถ่ายลำ (Transshipment) การบิดเบือนแหล่งที่มาของสินค้า (Origin Manipulation) และการดำเนินการผ่านประเทศที่สาม (Third-Country Processing) โดยเรียกร้องให้ USTR ดำเนินการตรวจสอบและให้ความสำคัญเฉพาะเจาะจงที่ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในฐานะแหล่งผลิตและดำเนินการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้เป็นแหล่งสำคัญ ในการเพิ่มขั้นตอนทางเอกสารในการนำเข้าสินค้าให้เข้มงวดรัดกุมมากขึ้น เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อหาแหล่งที่มาของสินค้าที่แท้จริงได้ รวมถึงให้ความสำคัญกับที่มาในกระบวนการผลิตที่เกี่ยวข้องกับอาหาร (Food-adjacent manufacturing) อาทิ ที่มาของบรรจุภัณฑ์ ระบบการแช่เย็น/แช่แข็ง และการให้บริการคลังพัสดุสินค้า จากต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ในตอนท้ายยังได้รวบรวมรายการสินค้าในกลุ่มผักและผลไม้แปรรูปที่สมควรตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจำนวนทั้งสิ้น 65 รายการ ครอบคลุมสินค้าในรายการ U.S. Specialty-Corp ข้างต้น ซึ่งจากรายการสินค้าทั้งหมดทางสมาคมผักและผลไม้แห่งอเมริกาได้เสนอให้ USTR พิจารณาอัตรากำแพงภาษีนำเข้าได้สูงถึง 100%
ข้อกล่าวหาสินค้ากุ้งนำเข้าจากไทย
พันธมิตรผู้ประกอบการกุ้งภาคใต้ของสหรัฐฯ (Southern Shrimp Alliance) สมาคมผู้ผลิตกุ้งแปรรูปของสหรัฐฯ (American Shrimp Processors Association) กล่าวหาประเทศเอกวาดอร์ อินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และไทย ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกกุ้งรายสำคัญมายังสหรัฐฯ รวมกันแล้วคิดเป็นประมาณ 93 % ของการนำเข้ากุ้งทั้งหมดของสหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมา โดยได้กล่าวหาว่าประเทศเหล่านี้ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลและระหว่างประเทศจำนวนมากในการเพิ่มกำลังการผลิตผ่านการขยายการเพาะเลี้ยงและการแปรรูปกุ้ง ทั้งยังมีการผลิตสินค้าเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้แรงงาน ทำให้สินค้าราคาต่ำกว่าตลาด และเกิดสภาวะล้นตลาดอย่างต่อเนื่อง และจากปริมาณการนำเข้ากุ้งของสหรัฐฯ สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในปี 2025 รวมทั้งสิ้น 648.1 ล้านปอนด์ คิดเป็นมูลค่า 2.4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ สวนทางกับราคากุ้งนำเข้าลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่าทศวรรษ ส่งผลให้มูลค่าอุตสาหกรรมกุ้งของสหรัฐฯลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ลดลงจาก 521.8 ล้านดอลลาร์ในปี 2021 เหลือ 257.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2024
ข้อกล่าวหาสินค้าข้าวนำเข้าจากไทย
สหพันธ์ข้าวของสหรัฐฯ (USA Rice Federation) และสมาคมผู้ผลิตข้าวของสหรัฐฯ (US Rice Producer Association) กล่าวหาว่ารัฐบาลอินเดีย ปากีสถาน จีน เวียดนาม และไทย มีการอุดหนุนภาคการผลิตข้าวจากภาครัฐ ซึ่งเฉพาะในส่วนของประเทศไทย ได้แก่ การให้เงินช่วยเหลือเกษตรกรโดยตรง การใช้มาตรการชะลอการขายข้าวหรือเก็บสต็อกข้าว และการขาดการรายงานต่อองค์การการค้าโลก (WTO) มาตั้งแต่ปี 2008 ซึ่งมีส่วนทำให้การผลิตข้าวเพิ่มขึ้นเกินความต้องการของตลาด และทำให้การนำเข้าข้าวของสหรัฐฯเพิ่มสูงขึ้น โดยมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งหากนับเฉพาะข้าวจากประเทศไทยมีการนำเข้ามากขึ้นประมาณ 94% ทั้งยังระบุเพิ่มเติมว่าปริมาณการนำเข้าข้าวในปี 2025 เทียบเท่ากับพื้นที่เพาะปลูกข้าวของสหรัฐฯประมาณ 600,000 เอเคอร์ โดยพื้นที่เพาะปลูกข้าวของสหรัฐฯ ลดลงประมาณ 200,000 เอเคอร์ในปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะลดลงอีก 470,000 เอเคอร์ในปีนี้
ที่สำคัญคือมีการกล่าวหาเจาะจงถึงข้าวหอมมะลิไทย ในฐานะ Aromatic Rice สำคัญในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งมีปริมาณการนำเข้าคิดเป็น 38% ของปริมาณการนำเข้าข้าวทั้งหมดของสหรัฐฯ ว่าเป็นข้าวจากต่างประเทศที่ได้รับการอุดหนุนภาครัฐอย่างเต็มที่ ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวหอมมะลิมากถึง 97% จากปริมาณการนำเข้าข้าวหอมมะลิดังกล่าว ทั้งยังอ้างว่าสาเหตุที่ข้าวหอมมะลิที่ปลูกในสหรัฐฯไม่สามารถแข่งขันกับข้าวหอมมะลิไทยได้ไม่ใช่การแข่งขันเชิงคุณภาพข้าว แต่เป็นการแข่งขันที่ต้นทุนการผลิต ซึ่งมีต้นทุนราคาต่างกันถึง 340%
นอกจากนี้ยังมีการยกประเด็นการนำเข้าข้าวจากประเทศที่สาม (Third-country rice imports) ซึ่งพบจากการนำเข้าข้าวจากหลายแหล่งรวมถึงจากประเทศไทย โดยในการนี้ทาง USA Rice ได้เสนอให้ USTR พิจารณาอัตรากำแพงภาษีนำเข้าสินค้าข้าวอย่างน้อยควรเริ่มต้นที่ 65%
ภาพรวมอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มอื่น ๆ
Southern Shrimp Alliance ในฐานะหนึ่งในโต้โผหลัก ได้รวบรวมรายละเอียดการยื่นข้อเสนอและความเห็นของบรรดาพันธมิตร/สมาคมผู้ประกอบการและผู้ผลิตสินค้าอาหารและเครื่องดื่มในสหรัฐฯ ที่ส่งไปยัง USTR ครั้งนี้ ซึ่งทำให้เห็นว่ามีอุตสาหกรรมสินค้าอาหารและเครื่องดื่มรวมแล้วไม่น้อยกว่า 13 ชนิดที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา ทั้งในกรณีการบังคับใช้แรงงาน และกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ได้แก่
สินค้าส้ม/มะนาว (Citrus): พันธมิตร/สมาคมผู้ประกอบการและผู้ผลิตส้ม/มะนาวในแคลิฟอร์เนีย ได้กล่าวหานโยบายด้านอุตสาหกรรมของรัฐบาลประเทศเปรู ชิลี อาร์เจนตินา และแอฟริกาใต้ มีส่วนทำให้การนำเข้าส้ม/มะนาวมายังสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาของมะนาวจากแคลิฟอร์เนียต่ำลง และมีการจำหน่ายส้มแมนดารินจากแคลิฟอร์เนียในร้านค้าปลีกลดลง เนื่องจากมีการนำเข้าส้ม/มะนาวเพิ่มขึ้นทั้งก่อนและหลังฤดูกาลเพาะปลูก
ปลาดุก (เนื้อแล่): พันธมิตรเพื่อการค้าอาหารทะเลที่เป็นธรรมของสหรัฐฯ (The American Coalition for Fair Trade in Seafood) ได้กล่าวหาการขยายอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเวียดนามที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ส่งผลให้มีกำลังการผลิตส่วนเกินจำนวนมาก เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดปลาดุกในประเทศ
กุ้งเครย์ฟิช (Crawfish): พันธมิตร/สมาคมผู้ประกอบการและผู้ผลิตกุ้งเครย์ฟิชในสหรัฐฯ ได้กล่าวหาการนำเข้ากุ้งเครย์ฟิชจากจีนในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด ราคากุ้งเครย์ฟิชนำเข้าต่ำกว่าในประเทศอย่างมาก ส่งผลให้ผู้ผลิตกุ้งเครย์ฟิชในสหรัฐฯผลิตต่ำกว่ากำลังการผลิต เนื่องจากเผชิญกับแรงกดดันด้านราคาอย่างต่อเนื่อง
น้ำผึ้ง: สมาคมผู้ผลิตน้ำผึ้งแห่งสหรัฐฯ (American Honey Producers Association) ได้กล่าวหาว่าอุตสาหกรรมน้ำผึ้งอินเดียและเวียดนามขยายตัวเกินความต้องการภายในประเทศ ส่งผลให้การส่งออกน้ำผึ้งมายังสหรัฐฯเพิ่มสูงขึ้น โดยนับตั้งแต่ปี 1990 มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 565 % ทำให้ส่วนแบ่งตลาดภายในประเทศลดลงจากกว่า 70 % เหลือ 19 % ทั้งนี้ การนำเข้าน้ำผึ้งจากอินเดียและเวียดนามคิดเป็นเกือบ 46 % ของการนำเข้าทั้งหมด
ลูกพีชแปรรูป (Processed Peaches): พันธมิตร/สมาคมผู้ประกอบการและผู้ผลิตลูกพีชจากแคลิฟอร์เนียกล่าวหาว่า จีนและสหภาพยุโรปมีการอุดหนุนการผลิตและการส่งออกลูกพีช ทำให้มีการนำเข้าลูกพีชในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตของสหรัฐฯเพิ่มขึ้น โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีการนำเข้าจากสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น 68 % และส่งผลให้ปริมาณการส่งออกของสหรัฐฯ ลดลงเกือบ 90 % นับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา
ลูกแพร์แปรรูป (Processed Pears): พันธมิตร/สมาคมผู้ประกอบการและผู้ผลิตลูกแพร์แปรรูปในสหรัฐฯ จีนมีนโยบายสนับสนุนการผลิตและการส่งออกลูกแพร์กระป๋องในราคาต่ำกว่าในประเทศประมาณครึ่งหนึ่ง ส่งผลให้การผลิตลูกแพร์กระป๋องของสหรัฐฯ ลดลง 23 % ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ในปัจจุบันสหรัฐฯเหลือผู้ประกอบการแปรรูปเพียงสองราย และมีการทยอยปิดสวนลูกแพร์ไปแล้วหลายร้อยไร่ทั่วสหรัฐฯ
หอยเชลล์: พันธมิตร/สมาคมผู้ประกอบการและผู้ผลิตหอยเชลล์ในสหรัฐฯ กล่าวหาอุตสาหกรรมหอยเชลล์ของญี่ปุ่นว่าได้รับการอุดสนุนจากภาครัฐ ทำให้กำลังการผลิตและการส่งออกไปยังสหรัฐฯเพิ่มขึ้น โดยในปี 2024 ปริมาณที่ญี่ปุ่นส่งออกหอยเชลล์มายังสหรัฐฯ คิดเป็น 25% ของการส่งออกหอยเชลล์ทั้งหมดของญี่ปุ่น นำไปสู่ปรับตัวลงของราคาหอยเชลล์ในสหรัฐฯ และสร้างความเสียหายอย่างมากต่อชาวประมงสหรัฐฯ
ปลาหน้าดิน (Groundfish): คณะกรรมการอวนลากแห่งรัฐโอเรกอน (Oregon Trawl Commission) กล่าวหาว่าอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารทะเลจีนได้รับการอุดหนุน ทำให้มีการผลิตส่วนเกินจำนวนมาก คิดเป็นประมาณ 35-40 % ของการแปรรูปอาหารทะเลทั่วโลกในปี 2025 ทำให้ผลผลิตในอุตสาหกรรมการประมงของสหรัฐฯ ลดลง รวมถึงรายได้ของเรือประมงปลาหน้าดินในรัฐโอเรกอนลดลงอีกด้วย
น้ำตาล: สมาคมน้ำตาลของสหรัฐฯ (American Sugar Alliance) กล่าวหาว่าน้ำตาลในตลาดโลกมีกำลังการผลิตส่วนเกิน ทำให้มีการนำเข้าน้ำตาลราคาต่ำกว่าตลาดมายังสหรัฐฯเพิ่มขึ้น โดยมีการนำเข้าเกินโควตาที่เพิ่มขึ้นถึง 333 % ในช่วงปี 2021 ถึง 2025 โดยการนำเข้าจากเอลซัลวาดอร์และฮอนดูรัสเพียงอย่างเดียวเพิ่มขึ้นมากกว่า 2,900 % และ 2,500 % ตามลำดับ :7j’การนำเข้าเหล่านี้ได้ลดกำลังการผลิตภายในประเทศลง
องุ่นสด: คณะกรรมการองุ่นแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย (California Table Grape Commission) กล่าวหาว่ารัฐบาลเปรู ชิลี และเม็กซิโกมีการอุดหนุนภาคการผลิตองุ่น ส่งผลให้มีกำลังการผลิตส่วนเกินอย่างต่อเนื่อง และมีการส่งออกมายังสหรัฐฯเพิ่มขึ้น ซึ่งเข้ามาแทนที่การผลิตภายในประเทศ ทำให้ส่วนแบ่งตลาดในประเทศขององุ่นสดของสหรัฐฯ ลดลงเหลือ 40 % และทำให้เกิดภาวะสินค้าองุ่นล้นตลาด
องุ่นสำหรับทำไวน์: พันธมิตร/สมาคมผู้ประกอบการและผู้ผลิตองุ่นสำหรับทำไวน์ในสหรัฐฯ กล่าวหาว่ารัฐบาลบางประเทศในสหภาพยุโรปได้มีส่วนในการอุดหนุนกำลังการผลิตส่วนเกินในตลาดไวน์โลก ซึ่งส่งผลให้การผลิตภายในสหรัฐฯลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากประมาณ 4.28 ล้านตันในปี 2018 เหลือประมาณ 2.62 ล้านตันในปี 2025 ลดลงเกือบ 40 % ทำให้ส่วนแบ่งตลาดองุ่นสำหรับทำไวน์ภายในสหรัฐฯลดลงตามไปด้วย
ข้อเสนอแนะ: สินค้าอาหารจากประเทศไทยที่กลับมาอยู่ในความสนใจบรรดาแวดวงธุรกิจอาหารในสหรัฐฯ ตลอดจน USTR ล้วนแต่เป็นสินค้าที่เป็นสินค้าส่งออกลำดับต้นของไทยมายังสหรัฐฯ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นสินค้ากุ้งแปรรูป และข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าข้าว ซึ่งในความจริงนั้นได้ปรากฎกระแสข่าวการที่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรรมข้าวในสหรัฐฯ มีการผลักดันไปยังรัฐบาลสหรัฐฯ ให้มีการพิจารณากำแพงภาษีนำเข้าสินค้าข้าวมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทำให้เป็นข่าวครึกโครมอยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งข้อมูลจากเอกสารข้อเสนอและความเห็นจากตัวแทนผู้มีส่วนได้เสียในธุรกิจข้าวของสหรัฐฯ ที่ปรากฎในรายงานข่าวฉบับนี้ ก็เป็นการแสดงความชัดเจนถึงแนวโน้มกำแพงภาษีข้าวได้ในระดับหนึ่ง เช่นเดียวกับสินค้าผักและผลไม้แปรรูป ที่แม้ว่าในเอกสารจะกล่าวถึงเพียงสินค้าข้าวโพดแปรรูป แต่ด้วยรายการสินค้าที่ครอบคลุมกว่า 65 รายการ รวมถึงกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่ได้ยกตัวอย่างไปในข้างต้น ทำให้จากนี้ผู้ประกอบการผู้ส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องควรต้องติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดต่อไป
แหล่งสืบค้น/อ้างอิงข้อมูล:
1) “U.S. Shrimp Industry, Food Producers Raise Alarm in Section 301 Investigations on Forced Labor and
Excess Capacity” โดย/จาก Southern Shrimp Alliance2) เอกสารแสดงข้อคิดเห็นต่อการเปิดการไต่สวนตามตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างในภาคอุตสาหกรรม
โดย (1) American Fruit & Vegetable Coalition (สินค้าผัก/ผลไม้กระป๋อง)
(2) American Honey Producers Association, Catfish Farmers of America, Crawfish Processors Alliance,
Louisiana Farm Bureau, Southern Shrimp Alliance (สินค้ากุ้ง)
และ (3) U.S. Rice Producer Association (สินค้าข้าว)
จาก USTR Comments Portal
3) เอกสารแสดงข้อคิดเห็นต่อการเปิดการไต่สวนตามตรา 301 กรณีสินค้าที่ผลิตโดยมีการบังคับใช้แรงงาน
โดย USA Rice (สินค้าข้าว) จาก USTR Comments Portal
สคต. ไมอามี /วันที่ 29 เมษายน 2569