
ชาวเกาหลีรุ่นใหม่ได้ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของงานแสดงนิทรรศการพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมให้กลายเป็นหนึ่งในกิจกรรมไลฟ์สไตล์ที่ได้รับความนิยมในกรุงโซล โดยมีการเข้าร่วมงาน “งานแสดงนิทรรศการพุทธศาสนานานาชาติกรุงโซล 2026” (Seoul International Buddhism Expo 2026: BEXPO 2026) อย่างคึกคัก เพื่อเลือกซื้อสินค้าที่สอดคล้องกับกระแสวัฒนธรรมร่วมสมัยและการสื่อสารในรูปแบบมีม
ภายใต้แนวคิด “Form Is Emptiness, Emptiness Is Form — Play With Emptiness in Your Own Way” งานดังกล่าวได้นำเสนอสินค้าที่หลากหลาย ซึ่งตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ในสังคมเกาหลีที่มุ่งแสวงหาการผสมผสานระหว่างหลักธรรมทางพุทธศาสนากับรูปแบบการนำเสนอที่ทันสมัยและสามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน
สินค้าที่จัดแสดงภายในงานมีความหลากหลาย อาทิ รูปปั้นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรที่ถูกนำเสนอในฐานะอุปกรณ์ช่วยผ่อนคลายความเครียดสำหรับพนักงานออฟฟิศ กิ๊บติดผมที่มีข้อความลักษณะเป็นคำแผ่เมตตา พวงกุญแจ “มกทัก” ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีไม้ที่ใช้ในพิธีกรรมทางพุทธศาสนา ตลอดจนสินค้าแนวสร้างสรรค์ที่ผสมผสานคำสอนทางพุทธศาสนากับวัฒนธรรมมีม รวมถึงกางเกงลายดอกบัวจากแบรนด์ Bhavantu ซึ่งได้ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมจำนวนมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะภายหลังจาก RM หัวหน้าวงกลุ่มไอดอลชื่อดังอย่างวง BTS สวมใส่ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ในที่สาธารณะ ส่งผลให้แบรนด์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
บรรยากาศภายในงานมีลักษณะใกล้เคียงกับงานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์มากกว่างานทางศาสนาที่มีความเคร่งขรึม โดยเน้นการนำเสนอภาพลักษณ์ของพุทธศาสนาในมิติที่เปิดกว้าง เข้าถึงง่าย และให้ความรู้สึกสงบ ส่งผลให้สามารถดึงดูดผู้เข้าชมได้แม้ในกลุ่มผู้ที่มิได้นับถือพุทธศาสนา นอกจากนี้ บางส่วนของงานมีการผสมผสานองค์ประกอบทางวัฒนธรรมร่วมสมัย เช่น การนำบทสวดทางพุทธศาสนามารีมิกซ์กับดนตรีอิเล็กทรอนิกส์แดนซ์และดนตรีเฮาส์ ควบคู่กับการตกแต่งพื้นที่ด้วยโปสเตอร์สีสันสดใส ส่งผลให้บรรยากาศมีลักษณะคล้ายสถานบันเทิงสมัยใหม่ในย่านยอดนิยมของกรุงโซล โดยผู้จัดงานได้เชิญศิลปินฮิปฮอปชื่อดัง เช่น Woo Won-jae และ DJ Wegun เข้าร่วมกิจกรรมดนตรีภายในงาน
การปรับเปลี่ยนรูปแบบของงานดังกล่าวสะท้อนถึงแนวโน้มในภาพรวมของสังคมเกาหลีใต้ ซึ่งการนับถือศาสนาในรูปแบบทางการมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ความสนใจในมิติทางวัฒนธรรมของพุทธศาสนายังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ผลสำรวจระดับประเทศปี 2568 ของสถาบันวิจัย Hankook Research ระบุว่า ชาวเกาหลี 51% ไม่นับถือศาสนา ขณะที่อีก 49% นับถือศาสนา โดยแบ่งเป็นโปรเตสแตนต์ 20% พุทธ 16% และโรมันคาทอลิก 11% ตามลำดับ ทั้งนี้ พุทธศาสนาได้รับการประเมินว่ามีภาพลักษณ์เชิงบวกสูงสุดเมื่อเทียบกับศาสนาหลักอื่น โดยมีคะแนนความนิยม 54.4 จากคะแนนเต็ม 100 และเป็นศาสนาเดียวที่มีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยในการสำรวจการรับรู้ทางศาสนาในปีเดียวกัน
ในส่วนของผู้จัดงานและผู้ประกอบการ ได้มีการพัฒนาสินค้าและแนวคิดที่สอดรับกับกระแสดังกล่าว อาทิ การนำกลิ่นอายของวัดในเกาหลีมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ธูปและเครื่องหอมภายในบ้าน เพื่อสร้างประสบการณ์เชิงประสาทสัมผัสให้แก่ผู้บริโภค
ข้อมูลจากคณะสงฆ์นิกายโจกเย (Jogye Order of Korean Buddhism) ซึ่งเป็นผู้จัดงานระบุว่า จำนวนผู้เข้าร่วมงานนิทรรศาการพุทธศาสนาของคณะฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยบางงานมีผู้เข้าชมประมาณ 200,000 คน และมีสัดส่วนของผู้เข้าร่วมที่เป็นคนหนุ่มสาวเพิ่มสูงขึ้น สำหรับการจัดงานในกรุงโซลประจำปีนี้ มีผู้เข้าชมประมาณ 120,000 คนในช่วงสองวันแรก และคาดว่าจะมีจำนวนรวมประมาณ 250,000 คนเมื่อสิ้นสุดการจัดงาน โดยกลุ่มผู้เข้าชมส่วนใหญ่เป็นสตรีในช่วงอายุ 20–30 ปี
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีข้อสังเกตจากผู้เข้าร่วมงานบางส่วนเกี่ยวกับลักษณะของการจัดงานที่เน้นการจำหน่ายสินค้าเป็นหลัก โดยมีความเห็นว่าสินค้าบางประเภทมีลักษณะทั่วไปและสามารถหาซื้อได้ในช่องทางออนไลน์ อีกทั้งกิจกรรมที่สะท้อนแก่นแท้ของพุทธศาสนายังมีจำนวนจำกัด นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการเข้าถึงพุทธศาสนาในลักษณะผิวเผิน โดยพบว่าผู้เข้าชมจำนวนมากให้ความสนใจในสินค้าและภาพลักษณ์มากกว่าการเรียนรู้หลักธรรมอย่างลึกซึ้ง ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะให้การจัดงานในอนาคตมุ่งพัฒนาเนื้อหาและกิจกรรมที่ส่งเสริมความเข้าใจในพุทธศาสนาในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อสะท้อนความหลากหลายของพุทธศาสนาอย่างรอบด้าน
(ที่มา : The Korea Times)
ความคิดเห็นของ สคต. ณ กรุงโซล
เกาหลีใต้แสดงให้เห็นถึงการนำองค์ประกอบทางพุทธศาสนามาปรับให้เป็นสินค้าเชิงไลฟ์สไตล์ที่จับต้องได้และสามารถใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ของตกแต่ง เครื่องหอม เสื้อผ้า หรือสินค้าที่มีข้อความสื่ออารมณ์ผสมผสานวัฒนธรรมมีม ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าวัฒนธรรมและสินค้าสร้างสรรค์ ตลอดจนขยายสู่ตลาดสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมร่วมสมัย รวมถึงอิทธิพลของศิลปินและกระแสสื่อสังคมออนไลน์ มีบทบาทสำคัญในการสร้างการรับรู้และกระตุ้นความนิยมในวงกว้าง แนวทางดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาสินค้าสร้างสรรค์ของไทยเพื่อการส่งออก โดยการนำทุนทางวัฒนธรรมไทย อาทิ พุทธศิลป์ สถาปัตยกรรม การละเล่น หรือสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม มาตีความใหม่ให้มีความร่วมสมัย เข้าถึงง่าย และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ในต่างประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาให้เกิดประสบการณ์ทางอารมณ์และประสาทสัมผัส เช่น กลิ่น เสียง หรือการออกแบบที่สะท้อนอัตลักษณ์ไทยในรูปแบบสากล
***************************************
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล