
รัฐบาลฮ่องกงได้ประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปีฉบับใหม่ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาแห่งชาติของจีน โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มการใช้จ่ายด้านการวิจัยทางด้านนวัตกรรมเกือบเท่าตัวและผลักดันให้สัดส่วนภาคการผลิตและอุตสาหกรรมใหม่เติบโตมากขึ้นถึงร้อยละ 5.5 ของเศรษฐกิจ แผนดังกล่าวถูกเปิดเผย ก่อนที่ Mr. John Lee Ka-chiu ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงจะแถลงนโยบายประจำปี ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ฮ่องกงจัดทำแผนที่ประกอบด้วยเป้าหมายระยะกลางและระยะยาวแบบมีผลผูกพันและมีลักษณะคาดการณ์ล่วงหน้าซึ่งจะครอบคลุมทิศทางการพัฒนาของฮ่องกงจนถึงปี 2573
Mr. John Lee กล่าวว่าทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปี และคำแถลงนโยบายจะเดินหน้าไปพร้อมกัน โดยมุ่งยกระดับเศรษฐกิจของเมืองฮ่องกงผ่านการสร้างนวัตกรรมใหม่ในโครงการพัฒนาเขตเมืองเหนือ (Northern Metropolis) พร้อมเสริมความแข็งแกร่งในด้านการเงิน การบิน การเดินเรือ การค้า และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นจุดแข็งอันนำมาซึ่งความได้เปรียบทางการแข่งขันดั้งเดิมของฮ่องกง
นอกจากนี้แผนนี้จะยังคงเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยประกาศมาตรการตั้งแต่เงินอุดหนุนเด็กเกิดใหม่เพื่อส่งเสริมการมีบุตร การเพิ่มงบประมาณด้านสาธารณสุข การขยายที่อยู่อาศัยแบบมีเงินอุดหนุน ไปจนถึงการลดเวลารอคอยบ้านจัดสรรของรัฐ
Mr. John Lee กล่าวในสภานิติบัญญัติว่า “แผนพัฒนาแห่งชาติของจีน 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน (China’s 15th Five-Year Plan) ซึ่งเป็นกรอบการพัฒนาประเทศจีนในอนาคต และเพิ่มความคาดหวังต่อบทบาทของฮ่องกงในการบูรณาการและสนับสนุนการพัฒนาชาติ ถือเป็นโอกาสสำคัญและปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ใหม่สำหรับการเติบโตของเมืองฮ่องกง” พร้อมยอมรับว่าฮ่องกงยังคงมีช่องว่างในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และมีความท้าทายสำหรับภารกิจในการเปลี่ยนผ่านสู่รูปแบบการเติบโตใหม่ ขณะที่ปัญหาสังคมหลายด้านยังคงต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

แผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปี เอกสารหมวดที่7 ซึ่ง Mr. John Lee เรียกว่า “วาระการปฏิบัติการ” สำหรับการพัฒนาเมืองในระยะกลางและระยะยาว กำหนดตัวชี้วัด 105 รายการ รวมถึง 22 เป้าหมายหลัก ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ นวัตกรรม คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม โดยแบ่งเป็น 17 เป้าหมายคาดการณ์ล่วงหน้า และ 5 เป้าหมายผูกพัน ซึ่งบางส่วนอาจได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และปัจจัยภายนอกอื่นๆ ทั้งนี้ หากเป้าหมายผูกพันไม่บรรลุต้องมีการรับผิดชอบ รวมทั้งเน้นย้ำว่าบางปัจจัยอาจอยู่นอกเหนือการควบคุม เช่น การเปลี่ยนนโยบายของประเทศต่างๆ
เป้าหมายคาดการณ์ล่วงหน้าที่สำคัญ ได้แก่ การเพิ่มงบกิจกรรมทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีปีละร้อยละ 10 เพื่อให้สัดส่วนการใช้จ่ายด้านนวัตกรรมเพิ่มจากร้อยละ 1.63 เป็นร้อยละ 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ( Gross Domestic Product – GDP) ภายใน 5 ปี การเพิ่มสัดส่วนมูลค่าเพิ่มภาคการผลิตจากร้อยละ 3.8 เป็นร้อยละ 5.5 ของ GDP และการเพิ่มจำนวนบริษัทที่มีบริษัทแม่ตั้งอยู่นอกฮ่องกงร้อยละ 4–5 ต่อปี ส่วนเป้าหมายผูกพันด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การลดการปล่อยคาร์บอนต่อหน่วย GDP ให้ลดลง ร้อยละ 32.5 และการเพิ่มสัดส่วนพลังงานไร้คาร์บอน (Zero- Carbon energy) สำหรับเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าเป็นร้อยละ 30 จากเดิมเพียงร้อยละ 25 ภายในระยะเวลา 5 ปี
สำหรับโครงการพัฒนาเขตเมืองเหนือ (Northern Metropolis) เป้าหมายผูกพันคือภายในปี 2573 จะมีการเพิ่มพื้นที่พร้อมเริ่มก่อสร้าง (spade-ready sites) จาก 120 เฮกตาร์เป็น 900 เฮกตาร์ ขณะที่เป้าหมายคาดการณ์ล่วงหน้าคือการเพิ่มจำนวนบ้านที่สร้างเสร็จในพื้นที่จาก 11,000 หน่วยเป็น 70,000 หน่วย
Mr. John Lee ตั้งเป้าหมายด้านคุณภาพชีวิตโดยจะเพิ่มอัตราส่วนแพทย์ต่อประชากรจาก 2.25 เป็น 2.43 ต่อประชากร 1,000 คน และลดความเสี่ยงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคเรื้อรังจากร้อยละ 7.3 เป็นร้อยละ 6.9 แผนพัฒนานี้ยังมีบทหนึ่งว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (National Security) โดยระบุว่าจะใช้ “แนวทางแบบองค์รวม” เพื่อเสริมความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจผ่านการปรับปรุงระบบกฎหมายและกลไกการบังคับใช้

ทั้งนี้ คำแถลงนโยบายประจำปีของ Mr. John Lee ครั้งสุดท้ายก่อนที่จะหมดวาระการทำงานมีชื่อว่า “วิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์เพื่อยุคใหม่ที่สดใส ขับเคลื่อนการปฏิรูปและการพัฒนา เปิดโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิต” โดยมุ่งเน้นโอกาสการพัฒนา 5 ด้าน พร้อมมาตรการยกระดับคุณภาพชีวิต 25 รายการ รวมถึงเงินช่วยเหลือแบบครั้งเดียวและเงินอุดหนุนต่างๆ รัฐบาลฮ่องกงจะขยายเวลาของโครงการเงินอุดหนุนเด็กเกิดใหม่ 20,000 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อไปอีก 3 ปี พร้อมเพิ่มเงินอุดหนุนสำหรับบุตรคนที่สองและถัดไปเป็น 30,000 ดอลลาร์ฮ่องกง นอกจากนี้ยังมีแผนสนับสนุนผู้ประกอบการเพื่อสร้างอัตราการรับสมัครงานเต็มเวลาเพิ่ม 10,000 ตำแหน่งสำหรับเยาวชนที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงาน
การเร่งพัฒนา โครงการพัฒนาเขตเมืองเหนือ (Northern Metropolis) เป็นหัวใจสำคัญของคำแถลงนโยบายครั้งนี้ โดยสอดคล้องกับแนวคิด “การวางผังแบบสองแกน (dual-core planning)” ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปีฉบับใหม่ซึ่งจัดกลุ่มอุตสาหกรรมนวัตกรรมและเทคโนโลยี (I&T) ไว้ทางเขตเมืองเหนือใกล้ชายแดนเซินเจิ้น และจัดกลุ่มภาคการเงินไว้ทางตอนใต้ริมอ่าววิกตอเรีย พื้นที่พัฒนาเขตเมืองเหนือเป็น “กลไกยุทธศาสตร์สำคัญ” สำหรับการบูรณาการ I&T และอุตสาหกรรม โดยอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่เข้ามาตั้งฐานในพื้นที่จะได้รับมาตรการลดหย่อนภาษีแบบเฉพาะเจาะจง
รวมทั้งกำลังพัฒนาเมืองมหาวิทยาลัยสามแห่งซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่ 1,000 เฮกตาร์ในเขตเมืองเหนือตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป รัฐบาลฮ่องกงจะเชิญชวนมหาวิทยาลัยต่างๆ ให้จัดตั้งวิทยาเขตในพื้นที่ Hung Shui Kiu ขณะเดียวกันทางการฮ่องกงกำลังศึกษาความเป็นไปได้ของการขยายเส้นทางรถไฟทางตะวันตกเชื่อม ฮ่องกง- เซินเจิ้น (Hong Kong–Shenzhen Western Rail Link) ลงทางตอนใต้เพื่อเสริมความเชื่อมต่อ โครงการพัฒนาเขตเมืองเหนือ (Northern Metropolis) ยังมีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตในฮ่องกงซึ่งมีพื้นที่อยู่อาศัยจำกัด โดยโครงการที่อยู่อาศัยจะเพิ่มสัดส่วนของแฟลตที่มีพื้นที่กว้างขึ้นราว 45 ตารางเมตร (484 ตารางฟุต) จากเดิมร้อยละ 20 เป็น ร้อยละ 25
ทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปีฉบับ และคำแถลงนโยบายประจำปีต่างให้ความสำคัญกับการเสริมบทบาทของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์ “สี่ศูนย์กลาง หนึ่งมือง (Four Centres, One Hub)” ซึ่งมุ่งเสริมความแข็งแกร่งของเมืองในฐานะศูนย์กลางการเงิน การเดินเรือ และการค้า พัฒนาให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับนานาชาติ และสร้างให้เป็นศูนย์กลางสำหรับ บุคลากรคุณภาพสูง (High- Calibre talent)
Mr. John Lee ระบุว่า ฮ่องกงจะนำระบบประมูลมาใช้เพื่อเปิดให้ธนาคารเสนอราคาสำหรับการเพิ่มสภาพคล่องเงินหยวนระยะสั้นให้เหมาะสมต่อการรองรับความต้องการทางการเงินในช่วงสั้นของสถาบันการเงิน รัฐบาลจะส่งเสริมการใช้เงินสกุลจีนในการชำระค่าใช้จ่ายของภาครัฐ เช่น การจัดซื้อแหล่งน้ำจืดจากมณฑลกวางตุ้ง พร้อมทั้งขยายตลาดพันธบัตรติมซำ (Dim Sum Bond Market) รวมทั้งผู้ดำเนินการตลาดหุ้นและตลาดฟิวเจอร์สของฮ่องกงจะเปิดตัวดัชนีพันธบัตรสกุลเงินหยวนในต่างประเทศ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มเติม
หลังจากที่ฮ่องกงเปิดตัวระบบชำระราคาและส่งมอบทองคำแบบศูนย์กลาง (central clearing and settlement system) อย่างเป็นทางการเมื่อต้นปี 2569 รัฐบาลฮ่องกงกำลังพิจารณาการใช้เงินจากกองทุนแลกเปลี่ยน (Exchange Fund) เพื่อซื้อทองคำเพิ่มเติมและเข้าร่วมในตลาดทองคำแบบการซื้อขายในปัจจุบันและตลาดที่มีการซื้อขายล่วงหน้า (Spot and Futures Markets) นอกจากนั้นคำแถลงนโยบายประจำปีได้ระบุถึงยุทธศาสตร์การเติบโตของภาคเศรษฐกิจเกิดใหม่ เช่น การระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศ อสังหาริมทรัพย์ระหว่างประเทศ และบริการทางทะเล ทั้งนี้ คณะทำงานด้านเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (frontier technology) ชุดใหม่จะเป็นแกนนำในการวิจัยเชิงลึกด้านเทคโนโลยีอวกาศ เทคโนโลยีทางทะเล และเทคโนโลยีควอนตัม

รวมทั้งรัฐบาลปักกิ่งได้เน้นย้ำให้ฮ่องกงเร่งดำเนินการในการแก้ปัญหาความขาดแคลนด้านที่อยู่อาศัยซึ่ง Mr. John Lee ระบุว่าเป้าหมายคือการลดระยะเวลารอคอยแฟลตเช่าแบบมีเงินอุดหนุนจาก 4.8 ปี เหลือ 4.5 ปีภายในปี 2570 และลดลงต่ำกว่า 4 ปีหลังปี 2573 ขณะที่แผนระยะยาวกำหนดให้แฟลตเช่าสาธารณะมีสัดส่วนจากร้อยละ 40 ของที่อยู่อาศัยทั้งหมด ขณะที่แฟลตขายแบบมีเงินอุดหนุนและที่อยู่อาศัยเอกชนในช่วง 10 ปีข้างหน้าจะมีสัดส่วนอย่างละร้อยละ 30
Mr. John Lee ให้ความสำคัญอย่างมากกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในหลายด้านของนโยบาย รวมถึงการจัดตั้งระบบ “สมองเมือง AI (AI City Brain)” เพื่อเสริมประสิทธิภาพการรับมือเหตุการณ์สภาพอากาศแปรปรวนสุดขั้ว เหตุการณ์ร้ายแรง และการบริหารจัดการความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ พร้อมจัดตั้งตำแหน่ง “ผู้บัญชาการ AI (AI Commissioner)” เพื่อรับมือความท้าทายใหม่ๆ
อย่างไรก็ตามแม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานต่างๆ แต่ก็สร้าง “ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงานและสังคม” ทำให้รัฐบาลต้องออกแนวทางกำกับความเสี่ยงทั้งหมด 7 ข้อ โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับ การคุ้มครองนักเรียน และมีความเชื่อมั่นว่าเป้าหมายทั้งหมดจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต เสริมสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจ และก่อให้เกิดการบูรณาการเข้ากับวาระการพัฒนาระดับชาติได้มากยิ่งขึ้น ในอีกห้าปีรายได้หรือ การพัฒนาของชาวฮ่องกงทุกคนจะมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้น ภาคอุตสาหกรรมจะมีความหลากหลายมากขึ้น การศึกษาได้รับการยกระดับด้านคุณภาพ เมืองมีความเป็นสากลมากขึ้น และฮ่องกงมีศักยภาพทางเทคโนโลยีขั้นสูง
ความคิดเห็นของ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง
แผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปีของรัฐบาลฮ่องกง รวมถึงการเร่งพัฒนาโครงการพัฒนาเขตเมืองเหนือ (Northern Metropolis) จะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ส่งออกไทยและนักธุรกิจไทยที่ดำเนินธุรกิจในฮ่องกงในหลายมิติ โดยเฉพาะในช่วงที่ฮ่องกงกำลังปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม เทคโนโลยี และการเงินระดับโลก ดังต่อไปนี้
1. โครงการพัฒนาเขตเมืองเหนือซึ่งจะเป็นฐานอุตสาหกรรมใหม่และศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยี (I&T) จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยี อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม และบริการด้านดิจิทัล สามารถขยายตลาดเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ของฮ่องกงได้มากขึ้น
2. การเพิ่มงบประมาณด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี จะทำให้ฮ่องกงมีความต้องการสินค้าและบริการด้านเทคโนโลยีขั้นสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ส่งออกไทยในกลุ่มสินค้าอัจฉริยะ (Smart Products) อุปกรณ์ที่มีเซนเซอร์ ซอฟต์แวร์ และการเชื่อมต่อเครือข่าย ซอฟต์แวร์ และบริการด้าน AI จะมีโอกาสเข้าสู่ตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วนี้
3 การพัฒนาเมืองมหาวิทยาลัยสามแห่งในพื้นที่ Hung Shui Kiu จะทำให้ฮ่องกงมีประชากรนักศึกษาและบุคลากรวิจัยเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และสินค้าไลฟ์สไตล์เพิ่มขึ้น ผู้ส่งออกไทยสามารถใช้โอกาสนี้ในการขยายตลาดสินค้าอาหารไทย สินค้าเพื่อสุขภาพ และสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพสูง
4. การเพิ่มสัดส่วนแฟลตที่มีพื้นที่กว้างขึ้นในโครงการที่อยู่อาศัยของฮ่องกงจะทำให้ความต้องการสินค้าเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าไลฟ์สไตล์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าไทยที่มีจุดเด่นด้านดีไซน์ งานฝีมือ และคุณภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยมในตลาดฮ่องกงอยู่แล้ว ส่วนการลดระยะเวลารอแฟลตเช่าแบบมีเงินอุดหนุนและการเพิ่มสัดส่วนที่อยู่อาศัยสาธารณะจะทำให้ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ส่งออกไทยในกลุ่มอาหารสด อาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์ดูแลบ้าน และสินค้า FMCG จะมีโอกาสขยายส่วนแบ่งตลาดในฮ่องกงได้มากขึ้น
5. ยุทธศาสตร์ “สี่ศูนย์กลาง หนึ่งมือง (Four Centres, One Hub)” จะช่วยให้ฮ่องกงยังคงเป็นประตูการค้า (Gateway) ที่สำคัญของผู้ส่งออกไทยสู่จีนแผ่นดินใหญ่และตลาดโลก การขยายตลาดพันธบัตรติมซำ การใช้เงินหยวนในธุรกรรมภาครัฐ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ฮ่องกงเป็นฐานในการระดมทุนและขยายธุรกิจได้สะดวกขึ้น