fb
Fitch เตือนฟิลิปปินส์เสี่ยงถูกปรับลดอันดับเครดิต

Fitch เตือนฟิลิปปินส์เสี่ยงถูกปรับลดอันดับเครดิต

โดย
kanthima
ลงเมื่อ 28 เมษายน 2569 13:37
สคต. ณ กรุงมะนิลา (ฟิลิปปินส์) (TTC, Manila (Philippines))
5

จากการชะลอตัวของการลงทุนภาครัฐ ประกอบกับความเปราะบางจากผลกระทบที่ทวีความรุนแรงของวิกฤตราคาพลังงานโลก ส่งผลให้ Fitch Ratings ซึ่งเป็นบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ได้ปรับลดมุมมองความน่าเชื่อถือของฟิลิปปินส์จากระดับมีเสถียรภาพเป็นเชิงลบ การปรับมุมมองดังกล่าวทำให้ฟิลิปปินส์มีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดอันดับเครดิตในระยะเวลา 1 – 2 ปี หากความเสี่ยงพื้นฐานยังคงอยู่หรือรุนแรงขึ้น สำหรับ Fitch มุมมองเชิงลบ หมายถึง มีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกลดอันดับเครดิต หากการปรับลดอันดับเครดิตเกิดขึ้นจริง จะเป็นการยุติสถิติความแข็งแกร่งด้านเครดิตของฟิลิปปินส์ที่ดำเนินมายาวนานกว่า 20 ปี และเป็นการปรับลดครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งเป็นปีแห่งความไม่มั่นคงทางการคลังและความวุ่นวายทางการเมืองในสมัยรัฐบาล Gloria Macapagal-Arroyo ทั้งนี้ ตั้งแต่ Fitch ปรับอันดับความน่าเชื่อถือของฟิลิปปินส์ขึ้นสู่ระดับลงทุน BBB เป็นครั้งแรกในปี 2556 รัฐบาลฟิลิปปินส์สามารถใช้ประโยชน์จากอันดับ BBB ในการลดต้นทุนการกู้ยืมระหว่างประเทศ และดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยการรักษาอันดับเครดิต BBB ถือเป็นสิ่งสำคัญต่อความสามารถของรัฐบาลในการจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานและโครงการสังคมขนาดใหญ่ โดยไม่ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่สูงเกินไป ถึงแม้ว่าฟิลิปปินส์ยังคงมีศักยภาพการเติบโตในระยะกลางที่ดี แต่ฟิลิปปินส์ยังเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการหยุดชะงักของการลงทุนภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นในระยะสั้นจากความเสี่ยงที่สูงขึ้นต่อวิกฤตพลังงานโลกที่กำลังดำเนินอยู่ ความเสี่ยงดังกล่าวเชื่อมโยงกับการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมดของประเทศ รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ถึงแม้ว่า นาย Eli M. Remolona Jr. ผู้ว่าการธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (Bangko Sentral ng Pilipinas: BSP) กล่าวว่า เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ยังคงอยู่ในสถานการณ์ที่ดี เนื่องจากมีการเติบโตที่แข็งแกร่ง และระบบธนาคารมีความมั่นคง พร้อมย้ำว่า BSP กำลังติดตามผลกระทบของราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และเศรษฐกิจโดยรวมอย่างใกล้ชิด
    Fitch คาดว่า GDP ของฟิลิปปินส์ในปี 2569 จะขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 4.6 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลปรับลดลงจากร้อยละ 5 – 6 ขณะที่ในปี 2568 GDP ของฟิลิปปินส์ชะลอตัวลงอยู่ที่ร้อยละ 4.4 ลดลงจากร้อยละ 5.7 ในปี 2567 โดยมีสาเหตุหลักจากการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 สืบเนื่องมาจากการสอบสวนข้อกล่าวหาการทุจริตในโครงการควบคุมน้ำท่วม ทั้งนี้ ความผันผวนและข้อขัดข้องดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความกังวลว่า ผลกระทบเชิงขยายทางเศรษฐกิจ ซึ่งโดยปกติจะเกิดขึ้นจากการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานอาจจะลดลง เนื่องจากรัฐบาลกำลังดำเนินการปฏิรูปด้านธรรมาภิบาลที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีความล่าช้าในการดำเนินการก็ตาม นอกจากแรงกดดันที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าแล้ว ฟิลิปปินส์ยังเผชิญกับความเสี่ยงจากรายได้เงินโอนกลับ (remittances) ที่อาจลดลงจากแรงงานฟิลิปปินส์ในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม โดยจุดเปลี่ยนสำคัญในวิกฤตการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เมื่อรัฐบาลได้ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานระดับชาติ และออกมาตรการเร่งด่วนต่างๆ รวมถึงการให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ขับขี่ขนส่งสาธารณะ เกษตรกร และกลุ่มเปราะบาง อย่างไรก็ตาม ผลกระทบทางเศรษฐกิจก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่าอัตราเงินเฟ้อในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4.1 จากร้อยละ 1.7 ในปี 2568 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย และแรงกดดันด้านราคาดังกล่าว คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคภาคเอกชน ทำให้แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง โดยผู้บริโภคเป็นผู้รับภาระหลักของราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รัฐบาลให้เงินอุดหนุนแบบเจาะจงแก่ภาคส่วนที่เปราะบาง ดังนั้น ผลกระทบต่อสถานะเครดิตจึงมีแนวโน้มเกิดจากการเติบโตของ GDP ที่ลดลง อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เพิ่มขึ้น โดยมีความเสี่ยงต่อการคลังสาธารณะในระดับปานกลาง นอกจากนี้ สถานการณ์ทางการเงินภายนอกที่ย่ำแย่ลง โดยคาดว่าฟิลิปปินส์จะมีสถานะเป็นประเทศลูกหนี้สุทธิต่อภาคต่างประเทศในปี 2569 จากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 ถึงแม้ว่าจะได้รับการชดเชยด้วยเงินกู้ระยะยาวและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ก็ตาม แต่ปัจจัยดังกล่าวได้ส่งผลให้ฐานะทางการเงินระหว่างประเทศของฟิลิปปินส์ค่อยๆ อ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าเงินสำรองระหว่างประเทศ (forex) ของฟิลิปปินส์ในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐฯ ยังเพียงพอสำหรับการชำระเงินระหว่างประเทศได้เกือบ 7 เดือน แต่การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของฟิลิปปินส์อาจเพิ่มเป็นร้อยละ 3.8 ของ GDP จากร้อยละ 3.3 ในปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลจากต้นทุนการนำเข้าสินค้าที่สูงขึ้น
    ด้านนโยบายการคลัง เนื่องจากแรงกดดันทางสังคมที่ต้องการให้เพิ่มการใช้จ่ายในช่วงวิกฤตพลังงาน อาจทำให้ความพยายามในการปรับสมดุลการคลังของรัฐบาลชะละตัวลง นอกจากนี้ สถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศที่ตึงเครียดยังเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ของฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างฝ่าย Marcos และฝ่าย Duterte ส่งผลกระทบต่อตลาดภายในประเทศ รวมถึงการพิจารณาถอดถอนรองประธานาธิบดี Sara Duterte ออกจากตำแหน่ง หลังจากความพยายามถอดถอน ในปี 2568 ถูกยกเลิกด้วยเหตุผลทางเทคนิค ทั้งนี้ ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันและการสอบสวนที่เข้มข้นขึ้นเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณที่ไม่เหมาะสม ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ โดยการที่ฟิลิปปินส์จะกลับสู่แนวโน้มมีเสถียรภาพได้นั้น จำเป็นต้องดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง เสริมความเชื่อมั่นต่อการเติบโตระยะกลาง รักษานโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง และปรับปรุงมาตรฐานธรรมาภิบาลอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ฟิลิปปินส์ยังต้องเผชิญความท้าทายในการบริหารแรงกดดันทั้งด้านการคลังและการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบเพิ่มเติมต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ
ที่มา: หนังสือพิมพ์ Manila Bulletin
บทวิเคราะห์และข้อคิดเห็น
•    เศรษฐกิจฟิลิปปินส์กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้านทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ โดยเฉพาะการชะลอตัวของการลงทุนภาครัฐ วิกฤตราคาพลังงานโลก และความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลให้ Fitch Ratings ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศเป็นเชิงลบและเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับเครดิตในระยะ 1–2 ปี ขณะเดียวกันแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจถูกปรับลดลงต่อเนื่อง โดย GDP ขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและเป้าหมายรัฐบาล เนื่องจากการใช้จ่ายโครงสร้างพื้นฐานที่ลดลงจากปัญหาธรรมาภิบาลและการสอบสวนการทุจริต อีกทั้งยังมีแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัว และความเสี่ยงจากรายได้เงินโอนกลับของแรงงานต่างประเทศที่อาจลดลง รวมถึงฐานะบัญชีเดินสะพัดที่มีแนวโน้มขาดดุลมากขึ้นจนกระทบเสถียรภาพภายนอกประเทศ แม้เงินสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ แต่แนวโน้มการเป็นลูกหนี้สุทธิสะท้อนความเปราะบางที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศระหว่างกลุ่มอำนาจหลักและประเด็นการตรวจสอบการใช้งบประมาณยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการคลัง ดังนั้น ฟิลิปปินส์จำเป็นต้องดำเนินนโยบายการคลังและเศรษฐกิจมหภาคอย่างระมัดระวัง ควบคู่กับการยกระดับธรรมาภิบาล สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน และลดความขัดแย้งทางการเมือง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเครดิตและหลีกเลี่ยงการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในอนาคต
•    เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ที่ชะลอตัวลง ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ความผันผวนของค่าใช้จ่ายภาครัฐ และความไม่แน่นอนทางการเมือง ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยที่ทำธุรกิจนำเข้า–ส่งออกกับฟิลิปปินส์อย่างมีนัยสำคัญ โดยในด้านการส่งออก ความต้องการนำเข้าสินค้าไทยอาจชะลอตัวลงตามการบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนแรงจากกำลังซื้อที่ลดลงและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ส่งผลให้สินค้ากลุ่มอุปโภคบริโภค วัตถุดิบอาหาร และสินค้าอุตสาหกรรมบางประเภทอาจเผชิญยอดขายลดลงหรือคำสั่งซื้อไม่สม่ำเสมอ ขณะเดียวกันแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและค่าเงินบาท/เปโซที่ผันผวนอาจกระทบต่อการตั้งราคาและความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดฟิลิปปินส์ ด้านการนำเข้า ผู้ประกอบการไทยอาจเผชิญต้นทุนวัตถุดิบหรือสินค้านำเข้าที่ผันผวนจากค่าขนส่งและราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความเสี่ยงจากการชะลอหรือความไม่แน่นอนของซัพพลายเชนในภูมิภาค นอกจากนี้ ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการคลังและเครดิตของฟิลิปปินส์ยังอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและคู่ค้า ทำให้การทำสัญญาระยะยาวหรือการชำระเงินมีความระมัดระวังมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวอาจเป็นโอกาสในการขยายตลาดเพิ่มขึ้นสำหรับผู้ประกอบการไทยในกลุ่มสินค้าอาหาร อุปโภคบริโภค และสินค้าทดแทนต้นทุนสูง หากสามารถปรับตัว บริหารความเสี่ยงด้านราคาและโลจิสติกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
-----------------------------------
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา
เมษายน 2569
 

Fitch เตือนฟิลิปปินส์เสี่ยงถูกปรับลดอันดับเครดิต RV.pdf
Share :
Instagram