fb
50 แบรนด์ฝรั่งเศสที่ทรงอิทธิพลประจำปี 2026
โดย
Supawat
ลงเมื่อ 08 พฤษภาคม 2569 23:42
สคต. ณ กรุงปารีส (ฝรั่งเศส) (TTC, Paris (France))
2

การจัดอันดับ 50 แบรนด์ฝรั่งเศสที่ทรงอิทธิพลที่สุดประจำปี 2026 (BrandZ 2026) โดยบริษัทการตลาด Kantar พบว่า    แบรนด์ในกลุ่มสินค้าลักชัวรี่ระดับไฮเอนด์ยังคงครองความเป็นผู้นำ ขณะที่กลุ่มธุรกิจธนาคาร บริษัทประกัน และบริษัทพลังงานมีการปรับตัวดีขึ้นและมีอันดับสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยแบรนด์ที่ติดอันดับทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นแบรนด์ที่มีอิทธิพลในระดับโลก

หลักเกณฑ์การจัดอันดับ  การจัดอันดับครั้งนี้อาศัยข้อมูลทางการเงินจาก Bloomberg และข้อมูลสาธารณะมูลค่า EBITDA ของแต่ละบริษัท   ร่วมกับผลสำรวจผู้บริโภคกว่า ล้านคนทั่วโลกเพื่อสะท้อนถึงความนิยม ความโดดเด่น และความสามารถในการตอบสนองความต้องการของแบรนด์ต่อผู้บริโภค  โดยไม่ได้ใช้ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ในการประเมิน

ในปี 2026 มูลค่ารวมของทั้ง 50 แบรนด์อยู่ที่ 495,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 2.3 จากปี 2025 (506,000 ล้านเหรียญสหรัฐ) สะท้อนการชะลอตัวหลังจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา ปี อันเป็นผลจากกระแสการบริโภคที่พุ่งสูงหลังโควิด-19

ผู้เชี่ยวชาญจาก Kantar ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของลำดับแบรนด์ในปีนี้สะท้อนถึงการปรับสมดุลของระบบเศรษฐกิจโดยรวม หลังจากที่มูลค่าแบรนด์ส่วนใหญ่เติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า

เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้าง  พบว่าแบรนด์ฝรั่งเศสในหมวดสินค้าลักชัวรี่ยังคงมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 60   ของ   แบรนด์ที่ทรงอิทธิพล  อย่างไรก็ตาม การเติบโตในของแบรนด์ในกลุ่มนี้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยแบรนด์ระดับไฮเอนด์ยังสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่แบรนด์ลักชัวรี่ระดับรองกลับมีมูลค่าลดลง 

อันดับและการเปลี่ยนแปลงของแบรนด์สำคัญ  ในปี 2026 แบรนด์ Hermès ก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์ทรงอิทธิพลอันดับหนึ่งด้วยมูลค่าแบรนด์ 113 พันล้านเหรียญสหรัฐ  นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2018 ที่สามารถแซงหน้า Louis Vuitton ซึ่งมีมูลค่า 87 พันล้านเหรียญสหรัฐ   ขณะที่ Chanel อยู่ในอันดับที่สาม ด้วยมูลค่า 53 พันล้านเหรียญสหรัฐ

Press release - 2026 - 05 - 04 - 50 แบรนด์ฝรั่งเศสที่ทรงอิทธิพลประจำปี 2026-2.jpg
50 แบรนด์ฝรั่งเศสทรงอิทธิพลประจำปี 2026 (Kantar)

สำหรับแบรนด์สินค้าลักชัวรี่อื่น ๆ ยังคงมีบทบาทสำคัญในอันดับต้น ๆ ได้แก่  Cartier  อยู่ในอันดับที่ ด้วยมูลค่า 14.65 พันล้านเหรียญสหรัฐ   Dior ลดลงหนึ่งอันดับมาอยู่ที่อันดับ ด้วยมูลค่า 10.12 พันล้านเหรียญสหรัฐ  และ Saint Laurent ลดลงสองอันดับมาอยู่ที่อันดับ 14

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสามารถอธิบายได้จากการหายไปของกลุ่มผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าลักชัวรี่เป็นครั้งคราวในแบรนด์ระดับรอง  ซึ่งลดลงถึง 80 ล้านคนในช่วงสามปีที่ผ่านมา ส่งผลให้แบรนด์ต้องปรับกลยุทธ์ด้วยการเพิ่มราคา เพื่อรักษาผลประกอบการ และหันไปให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าระดับ VVIP ที่มีความภักดีต่อแบรนด์มากขึ้น

ด้วยเหตุนี้  สินค้าลักชัวรี่ระดับไฮเอนด์จึงยังคงเติบโตได้ดี แม้จะมีราคาสูงขึ้นอย่างมาก   ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ได้แก่ แบรนด์เครื่องประดับที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น เช่น Cartier ซึ่งเติบโตร้อยละ 18 และ Van Cleef & Arpels ที่เติบโตร้อยละ 33     นอกจากนี้ แนวโน้มดังกล่าวยังสอดคล้องกับการจัดอันดับ BrandZ ในประเทศอิตาลี ซึ่งพบว่า Bulgari แบรนด์เครื่องประดับภายใต้กลุ่มบริษัท LVMH ติดอันดับ ใน 50 แบรนด์ที่ทรงอิทธิพลของอิตาลีเช่นเดียวกัน

การเติบโตของกลุ่มการเงินและพลังงาน  กลุ่มธนาคารมีการเติบโตอย่างโดดเด่น ได้แก่ Société Générale (+ร้อยละ 98)  Crédit Agricole (+ร้อยละ 44)  และ BNP Paribas (+ร้อยละ 17)

ในขณะที่กลุ่มประกันภัยและพลังงานมีการขยายตัวเช่นกัน ได้แก่ บริษัทประกัน AXA (+ร้อยละ 25) การไฟฟ้า EDF (+ร้อยละ 28) และ บริษัทพลังงาน Engie (+ร้อยละ 43)

นาย Quentin Carré ผู้เชี่ยวชาญจาก Kantar ให้ความเห็นว่า ภายใต้สภาพเศรษฐกิจที่ยังคงมีความไม่แน่นอน ผู้บริโภคมีแนวโน้มให้ความไว้วางใจกับแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือสูง เช่น ธนาคารและบริษัทประกันภัย ขณะเดียวกัน องค์กรเหล่านี้ก็ให้ความสำคัญกับการสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น ผ่านการดำเนินนโยบายด้านการสื่อสารและการโฆษณาเชิงรุก

 

จากข้อมูลของสถาบันสถิติแห่งชาติฝรั่งเศส INSEE ระบุว่า ในเดือนมีนาคม 2026 การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคสินค้าของครัวเรือนในฝรั่งเศสกลับมาฟื้นตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7 หลังจากหดตัวร้อยละ 1.4 ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยการบริโภคที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากสินค้าคงทนและสินค้าอุปโภคบริโภคบางประเภท ได้แก่ เสื้อผ้า สิ่งทอ รถยนต์ใหม่ และอุปกรณ์สื่อสาร อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาภาพรวมตลอดไตรมาสแรกของปี 2026 การบริโภคโดยรวมยังคงชะลอตัว เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เช่น น้ำมันดีเซล ก๊าซ และไฟฟ้าปรับตัวลดลงอย่างมาก ขณะที่การบริโภคสินค้าอาหารยังขยายตัวเล็กน้อยที่ร้อยละ 0.1 สะท้อนว่าสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง

วามเห็น สคต.

แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจและค่าครองชีพในปัจจุบันจะส่งผลให้ผู้บริโภคฝรั่งเศสระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่การบริโภคภายในประเทศยังไม่ได้หยุดชะงัก โดยเฉพาะสินค้าอาหารซึ่งยังคงเป็นสินค้าที่มีศักยภาพสำหรับผู้ส่งออกไทย ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญกับการรักษาคุณภาพสินค้า มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร และการพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ เช่น สินค้าเพื่อสุขภาพ สินค้าออร์แกนิก หรือสินค้าที่สะท้อนความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม    ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการในกลุ่มสินค้าคงทนและสินค้าฟุ่มเฟือยอาจจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ทางการตลาดเพิ่มมากขึ้น  ดังเช่นการสร้างแบรนด์ขายผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อให้สินค้าเป็นที่รู้จัก และการสร้างจุดเด่นของสินค้าเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคที่ยังคงใช้จ่ายอย่างระมัดระวังในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวนี้ 

ที่มาของข่าว

Philippe Bertrand 

ข้อมูลจาก Les Echos 

https://www.lesechos.fr/industrie-services/mode-luxe/lultraluxe-et-la-banque-remontent-dans-le-classement-des-marques-francaises-les-plus-puissantes-2229501

Press release - 2026 - 05 - 04 - 50 แบรนด์ฝรั่งเศสที่ทรงอิทธิพลประจำปี 2026.pdf
Share :
Instagram